ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/293798

บทความพิเศษ : การละทิ้งสุนัขและแมว
จากกรณีที่มีหนุ่มใหญ่ขี่จักรยานยนต์และลากสุนัขจนได้รับบาดเจ็บที่ขาทั้งสี่ข้างเลือดไหล น่าทุกขเวทนา จนนำมาสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษ ข้อหาการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร และศาลแขวงได้พิพากษา ตัดสินในคดีดังกล่าว ให้จำคุก 6 เดือนปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี ซึ่งคดีนี้มีความน่าสนใจเนื่องจากเจตนาของหนุ่มใหญ่คือต้องการนำสุนัขนั้นไป “ปล่อย” เพราะการปล่อยหรือการละทิ้งสัตว์ นั้น มีแนวโน้มสูงขึ้น
จากสถิติในปี พ.ศ. 2559 พบว่า “จำนวนสุนัขและแมวที่ไม่มีเจ้าของทั้งประเทศมีมากกว่า 800,000 ตัว” แต่การควบคุมประชากร “การทำหมันทำได้เพียงร้อยละ 10 ของจำนวนทั้งหมด” นำมาสู่การร้องเรียนในปัญหาการสร้างความเดือดร้อนรำคาญเฉพาะสุนัขในกรุงเทพมหานครในปี 2558 กว่า 2,900 เรื่อง รวมทั้งปัญหาการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าจากสัตว์สู่คน ปี 2558 จำนวน 5 คนและในปี 2559 พบว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวน 6 คน
สุนัขและแมวเป็นสัตว์ควบคุมตาม พ.ร.บ.โรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535 หากพบในที่สาธารณะ พนักงานเจ้าหน้าที่ (กรมปศุสัตว์) หรือพนักงานท้องถิ่น มีอำนาจจับและกักขังเพื่อหาเจ้าของและให้เจ้าของมารับคืน และมีอำนาจในการพิจารณาตามหลักวิชาการว่าสัตว์นั้นมีอาการของโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ ถ้ามีก็ให้อำนาจในการทำลายสัตว์ควบคุมนั้นได้ ตามมาตรา 9 และมาตรา 15
พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 มาตรา 23 กำหนดห้ามมิให้เจ้าของสัตว์ปล่อย ละทิ้ง หรือกระทำการใดๆ ให้สัตว์นั้นพ้นจากการดูแลของตนโดยไม่มีเหตุอันสมควร และมาตรา 22 เจ้าของสัตว์ต้องดำเนินการจัดสวัสดิภาพสัตว์ของตนให้เหมาะสม ถ้าไม่ปฏิบัติตามมาตรา 22 หรือฝ่าฝืนมาตรา 23 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท ตามมาตรา 32
นอกจากนี้ ตาม ป.อาญา มาตรา 377 ถ้าผู้ควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้าย ปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพังในประการที่อาจจะทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เช่นกัน เช่น ฎีกาที่ 151/2505 มาตรา 377 ได้แบ่งสัตว์ไว้เป็น 2 จำพวกคำว่า “สัตว์ร้าย” โดยธรรมชาติของสัตว์นั้นเองเป็นสัตว์ที่มีนิสัยดุร้ายเป็นปกติอยู่ในตัว และเป็นภยันตรายแก่ผู้พบเจอ เช่น งู เสือ ส่วน “สัตว์ดุ” โดยธรรมชาติของสัตว์นั้นมิใช่สัตว์ร้าย แต่เจ้าของต้องมีการควบคุมดูแลเป็นพิเศษ เช่น สุนัข
ตัวอย่าง “ถ้าเจ้าของปล่อยสุนัขไปกัดไก่คนอื่น เจ้าของสุนัขนั้นต้องรับผิดทางอาญา” ในฐานะผู้ควบคุมสัตว์ดุ ปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพังในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ และ “ต้องรับผิดทางแพ่ง” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 433 ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ เจ้าของสัตว์จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายให้แก่ฝ่ายที่เสียหายจากสัตว์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยงสัตว์นั้น เป็นต้น
ดังนั้นการเลี้ยงสุนัขและแมว ต้องเริ่มจาก “ผู้เลี้ยงต้องมีทัศนคติที่ถูกต้อง” มีความรับผิดชอบและวุฒิภาวะอันเหมาะสมและมีความพร้อมในการเลี้ยงตลอดอายุขัย โดยสุนัขและแมวนั้นต้องได้รับอาหารและน้ำที่มีคุณภาพเพียงพอโดยปราศจากความหิวกระหาย ได้รับความสะดวกสบายในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐาน มีสุขภาพอนามัยที่ดีและได้รับการรักษาเมื่อเจ็บป่วยโดยไม่ชักช้า
รวมถึงต้องมีการดูแลไม่ให้เกิดความเครียด หวาดกลัว หรือทุกข์ทรมาน อีกทั้งต้องได้มีโอกาสแสดงออกซึ่งพฤติกรรมตามธรรมชาติที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เป็นต้น “ผู้เลี้ยงต้องมีความเข้าใจในกฎ กติกา มาตรฐานทางสังคม” เพราะนอกจากกฎหมายจะรับรองและคุ้มครองสิทธิในการเลี้ยงให้ แต่กฎหมายก็กำหนดหน้าที่ความรับผิดและบทลงโทษแก่ผู้เลี้ยงเช่นกัน ซึ่งในกรณีดังกล่าว หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรจะ
1.ออกกฎหมายลำดับรองให้ครบถ้วน เช่น การจัดสวัสดิภาพสัตว์ การขนส่งสัตว์ การแสดงสัตว์ และบังคับกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่ออำนวยความยุติธรรมและเพื่อประโยชน์สุขของสังคม เป็นต้น 2.ควรมีมาตรการขึ้นทะเบียนสุนัขและแมว และการติดตามสัตว์ในครอบครอง แสดงความเป็นเจ้าของอย่างเปิดเผย และมีการส่งเสริมการเลี้ยงให้ถูกต้องถูกวิธีและถูกสถานที่ มีการจัดทำฐานข้อมูลที่มีการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
3.การทำหมันสุนัขและแมวในทุกภาคส่วน ด้วยการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบและคนในชุมชนร่วมกัน และระดมทรัพยากรด้านงบประมาณ บุคลากร สัตวแพทย์ หน่วยงานสถานที่ อาสาสมัคร ร่วมกันในการจัดทำหมันสัตว์เลี้ยงในทุกภาคส่วน การทำหมันต้องถูกต้องถูกวิธีตามหลักมาตรฐานสากลอย่างมีคุณภาพจัดทำเป็นวาระแห่งชาติ
และ 4.การสร้างเครือข่ายเพื่อให้เกิดกระบวนการร่วมแก้ปัญหาเชิงบูรณาการอย่างสันติวิธี โดยเฉพาะการรวมพลังกันดำเนินการ ตั้งแต่ร่วมวางแผนกำหนดวิธีการและแนวทางร่วมกัน การดำเนินการตามขั้นตอนที่วางแผน การแก้ปัญหา การติดตามประเมินผล อีกทั้งการร่วมชื่นชมผลสำเร็จร่วมกัน ถ้าปัญหาดังกล่าวได้รับการยอมรับและร่วมกันในการแก้ปัญหาทุกภาคส่วนมีการบูรณาการทั้งหน่วยงาน ทรัพยากรการบริหาร และวิทยาการการจัดการก็จะทำให้ปัญหาลดลง โดยเฉพาะชุมชนและท้องถิ่นควรต้องเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง
การเลี้ยงสัตว์เป็น “สิทธิ” ที่กฎหมายรับรองคุ้มครองให้ แต่ผู้เลี้ยงก็ยังมี “หน้าที่ความรับผิดชอบพร้อมมีบทกำหนดโทษ” การกระทำหรือการเลี้ยงดูต่อสัตว์จะต้องไม่กระทบหรือละเมิดสิทธิสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับผู้อื่นเช่นกัน “ความรักถ้าใช้หัวใจมากกว่าสมอง ความวุ่นวายก็จะเกิดอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น” ความรักต่อสัตว์ก็เช่นเดียวกัน
ถ้าใช้แต่ความรู้สึกอารมณ์ บนพื้นฐานผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง จนลืมคิดคำนึงถึงเหตุผลความถูกต้อง ความพอดี ความสมดุลทั้งต่อตนเองและผู้อื่นรวมทั้งสังคมส่วนรวม ก็จะเกิดความวุ่นวายไม่รู้จักจบจักสิ้นเช่นกัน ขอให้มั่นใจใน “หลักนิติธรรม” และใช้ “กระบวนการยุติธรรม” ในการสร้างความ “ยุติธรรม” ให้เกิดขึ้นทั้งต่อมนุษย์และสัตว์
ซึ่งก็เป็นเป้าหมายแรกของ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณสัตว์เช่นกัน ในอันที่จะต่อสู้กับเจตนาร้ายและความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่มีต่อสัตว์เท่านั้น!!!
ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล
นิติกร สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์
แห่งประเทศไทย (TSPCA)