ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/294074

รับหมดไม่ไหว-ส่งกลับก็ไม่ดี ‘ผู้ลี้ภัย’ภาระแห่งมนุษยธรรม
ผู้ลี้ภัย (Refugee) ตามนิยามของ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระบุว่า หมายถึงบุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหาร หรือได้รับการคุกคามต่อชีวิต ซึ่งตาม อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย 2494 (Convention relating to the Status of Refugees 1951) กล่าวว่า ผู้ลี้ภัยนั้นไม่อาจพึ่งพาความคุ้มครองจากรัฐบาลของตนเอง เนื่องจากพวกเขาถูกบังคับให้หนีจากประเทศของตนเอง จึงจำเป็นที่ประชาคมนานาชาติต้องให้ความช่วยเหลือและให้ความคุ้มครอง
ดังเช่นที่เป็นข่าวดังไปทั่วโลกขณะนี้ คือเรื่องของ “โรฮีนจา” ที่หนีภัยความรุนแรงในพื้นที่รัฐยะไข่ (อาระกัน) ประเทศเมียนมา (พม่า) จากนโยบายกวาดล้างขับไล่ของกองทัพรัฐบาลร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาชนชาวพม่าด้วยความที่มองว่าไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมในแผ่นดินเมียนมา จนมีผู้อพยพจำนวนมากทะลักเข้าไปอยู่ในบังกลาเทศ เพื่อนบ้านทางตะวันตกของเมียนมา หรือกลายเป็น “มนุษย์เรือ” ล่องลงใต้แวะพักที่ประเทศไทยก่อนไปต่อยังปลายทางที่มาเลเซียหรืออินโดนีเซีย จนเกิดปัญหา “ค้ามนุษย์” มีการจับกุมผู้กระทำผิดได้หลายราย
สำหรับประเทศไทย มุมหนึ่งแม้ทางการไทยจะไม่ได้ให้คำรับรองในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย 2494 แต่ที่ผ่านมาก็พยายามดูแล “ผู้ตกทุกข์ได้ยาก” เหล่านี้อย่างเต็มที่เท่าที่กฎหมายไทยจะเอื้ออำนวยให้ทำได้ แม้ความจริงบรรดาผู้ลี้ภัยจะทำผิดกฎหมาย พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ก็ตาม แต่รัฐไทยก็ยังยึดหลักการ “ไม่ส่งกลับไปตาย” เพราะเห็นแก่ “มนุษยธรรม” เสมอมา ทว่าในบางเรื่อง เมื่อภาพปรากฏออกไปก็เป็นที่ “สลดหดหู่” เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาคมโลก นั่นคือสถานที่ดูแลผู้ลี้ภัยเหล่านี้ค่อนข้าง “แออัด” และไม่รู้จะต้องอยู่ไปนานเท่าใด
ที่งานสัมมนา “แนวทางการยุติการกักขังเด็ก ผู้ลี้ภัยผู้แสวงหาที่ลี้ภัย คนไร้รัฐ และครอบครัว” ภายใต้โครงการ “การจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหาผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ตามหลักสิทธิมนุษยชน”ณ รร.เมอร์เคียว สยาม ถ.พระราม 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ ชี้แจงถึงเรื่องนี้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ลี้ภัย ในส่วนของตำรวจคือสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) โดยปกติแล้วจะเน้น “ควบคุมตัวระยะสั้น” หลักๆ คือกลุ่มแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย
แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ พบมีคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองซึ่งเป็นกรณีที่ยากจะส่งกลับไปประเทศต้นทางได้ ทำให้ต้องกักตัวเอาไว้เป็นเวลานาน ทว่า ตม. ไม่มีความพร้อมในการดูแลคนกลุ่มนี้ ฉะนั้นจะต้องมีการขยายวงในเรื่องของการสร้างการมีส่วนร่วมในการเข้ามาช่วยเหลือผู้หลบหนีเข้าเมืองต่อไป
ขณะที่ อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เล่าว่า เคยมีโอกาสพบผู้ที่แสวงหาที่พักพิงจำนวนหนึ่ง และเด็กๆ ในกลุ่มผู้ลี้ภัยเล่าให้ฟังว่า “พวกเขาอยู่ในความไม่ปลอดภัย” พร้อมกับเปิดรอยแผลให้ดูซึ่งเกิดจากการถูก “ทำร้ายร่างกาย” จากแผ่นดินที่พวกเขาอาศัยอยู่ แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ทำให้ครอบครัวของผู้พักพิงต้องทิ้งทรัพย์สินเงินทองเพื่อเอาตัวรอด คือ “ความรุนแรง” จากทางด้านร่างกายจนกระทบไปสู่ผลกระทบทางด้านจิตใจ
มุมมองจากต่างประเทศที่มีประสบการณ์บริหารจัดการผู้ลี้ภัย โดนิกา พอตตี (Donica Pottie) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย กล่าวว่า แคนาดาเป็นประเทศที่เปิดรับและยินดีที่จะรับผิดชอบในการดูแลผู้ลี้ภัย โดยเปิดโอกาสให้ทั้งรัฐบาลและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อเป็น “ผู้สนับสนุน” แต่กระนั้นก็“ไม่ได้หมายความว่าแคนาดาเป็นประเทศที่ไม่มีการกักตัวผู้ใด” แคนาดายังมีกระบวนการตรวจสอบคนเข้าเมือง รวมถึงอาจกักตัวบุคคลที่ไม่สามารถระบุสถานะได้
“เด็กที่เข้ามากับพ่อ-แม่ บางครั้งอาจจะมีความเสี่ยงจะถูกกักตัวในห้องกักของสถานตรวจคนเข้าเมือง แต่ว่ากระบวนการในการตรวจคัดกรองว่าใครที่จะเข้าสู่ประเทศมีขั้นตอนที่สั้นและรวดเร็ว และคุ้มครองสิทธิของผู้ที่อยู่ภายใต้การคัดกรอง แคนาดาใช้วิธีการตัดสินเป็นการสากล สำหรับระหว่างปี 2015-2016 (พ.ศ.2558-2559) เด็กอย่างน้อย 200 คน อยู่ในห้องกัก แต่อยู่ในระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ2 สัปดาห์ ซึ่งก็พยายามแก้ไข” ท่านทูตแคนาดา ระบุ
อีกด้านหนึ่ง หากย้อนไปเมื่อช่วงต้นปี 2560 กสม. เคยจัดเสวนาเรื่อง “ทางเลือกในการจัดการผู้ลี้ภัยในประเทศไทย” ในครั้งนั้น สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญประเด็นแรงงานข้ามชาติ ผู้ลักลอบเข้าเมือง และผู้ลี้ภัย เคยเสนอแนะว่า กรณีผู้หลบหนีเข้าเมือง ซึ่งรับโทษครบแล้วตามกฎหมาย แต่ไม่สามารถส่งกลับประเทศต้นทางได้เพราะจะได้รับอันตรายนั้น
กฎหมายไทย “ไม่ได้บังคับ” ให้ต้องกักไว้ในห้องกักตัวเสมอไป อาทิ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ตั้งแต่ “มาตรา 17”ให้อำนาจคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในประเทศไทยได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด, “มาตรา 19” ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ อนุญาตให้คนต่างด้าวไปพักอาศัยที่อื่นที่สมควรได้นอกเหนือจากถูกกักตัว ภายใต้เงื่อนไขต้องมารายงานตัวตามวันเวลาที่กำหนด หรือ “มาตรา 54” สำหรับกรณีรอการส่งกลับ ก็ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถอนุญาตให้ไปอยู่ที่อื่นตามสมควรนอกเหนือจากห้องกักของ สตม.ได้
“กระทรวงมหาดไทยใช้มาตรา 17 ทำได้ทันที ท่านไปคิดว่าจะให้คนกลุ่มนี้อยู่อย่างไร ภายใต้เงื่อนไขอย่างไร? ได้ทั้งนั้น ให้คนเหล่านี้เข้าสู่ระบบ ขณะเดียวกัน สตม. ใช้มาตรา 19 และ 54 ตรวจสอบเอาเข้าระบบ หรือเมื่อศาลตัดสินแล้วส่งต่อมาให้ ก็ให้เขาไปอยู่ที่ไหนก็ได้ สตม.ทำได้ทันที แต่ถ้าเขาไปอยู่ที่ไหนแล้วไม่ทำตามเงื่อนไข มีความผิดก็เอามาเข้า สตม. ถ้าผิดแล้วค่อยไปจัดการ” สุรพงษ์ กล่าว
ทว่าแนวคิดข้างต้น สำหรับประเทศไทยอาจจะ “ไม่ง่าย” ดังเรื่องเล่าของ พ.ต.ท.จิตติ สามทอง ผู้แทนจาก ตม. กล่าวในงานเดียวกัน ระบุว่า ครั้งหนึ่งทาง ตม. เคยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อจัดสร้างสถานที่ดูแลผู้ลี้ภัยแห่งใหม่ ซึ่งจะมีพื้นที่กว้างขวางขึ้น ทว่าเมื่อไปสำรวจหาที่ดินเพื่อก่อสร้างไม่ว่าในพื้นที่ใด กลับถูก“ต่อต้าน” คัดค้านจากประชาชนในชุมชนละแวกนั้นเสียทุกครั้งไปเพราะหวั่นเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย บทสรุปคือต้อง “คืนเงิน”ให้ผู้สนับสนุนไปในที่สุด
เว็บไซต์ของ UNCHR (www.unhcr.or.th) รายงานว่า ข้อมูล ณ เดือนเม.ย. 2560 ในประเทศไทยผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง ใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน ตาก ราชบุรี และกาญจนบุรี จำนวน 102,251 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบระหว่างกองทัพรัฐบาลพม่ากับกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ขณะที่เมื่อ 13 ก.ย. 2560 สำนักข่าว BBC ของอังกฤษ รายงานว่า มีชาวโรฮีนจาอพยพหนีการกวาดล้างของรัฐบาลพม่าเข้าไปในบังกลาเทศแล้ว 370,000 คน
องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ออกแถลงการณ์เมื่อ 18 ก.ย. 2560 วิพากษ์วิจารณ์องค์กรระหว่างประเทศอย่าง UN ว่า “ล้มเหลว” ในการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัย อีกทั้งบรรดาประเทศร่ำรวยทั้งสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ว่าต่างก็ “นิ่งเฉย” ไม่ช่วยเหลือ อาทิ สหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประกาศลดการรับผู้ลี้ภัยจาก 110,000 คนเหลือเพียง 50,000 คนต่อปี หรือออสเตรเลียที่ขังผู้ลี้ภัยเอาไว้ที่ศูนย์กักกันนอกชายฝั่ง ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่อันตราย เป็นต้น
“ประเทศยากจนและรายได้น้อยอย่างบังกลาเทศอูกันดา และเลบานอน ถูกทอดทิ้งให้ต้องรับมือกับจำนวนผู้ลี้ภัยมหาศาล ประเทศร่ำรวยซึ่งรองรับผู้ลี้ภัยน้อยกว่าจึงควรหันมาให้ความช่วยเหลือด้านการตั้งถิ่นฐานใหม่มากขึ้น แต่ผู้นำประเทศร่ำรวยต่างๆ ยังคงเพิกเฉยราวกับว่าวิกฤตการณ์นี้ไม่มีอยู่จริง” เลขาธิการ Amnesty International ซาลิล เช็ตตี้ (Salil Shetty) กล่าว
บทสรุปของปัญหาผู้ลี้ภัย คงไม่เป็นธรรมนักหากจะผลักภาระมาให้กับประเทศปลายทางต้องดูแลเพียงฝ่ายเดียว เพราะต้นเหตุของปัญหาผู้ลี้ภัยมาจากประเทศต้นทางกระทำการ “ละเมิดสิทธิมนุษยชน” อย่างรุนแรง ดังนั้นหากไม่อาจทำให้ประเทศต้นทางยุติการกระทำดังกล่าวได้ การอพยพลี้ภัย“ไปตายเอาดาบหน้า” ยังต่างแดน ก็ยังคงจะเกิดขึ้นต่อไป คำถามคือ วันนี้ “ผู้มีอำนาจระดับโลก-ประชาคมนานาชาติ” ได้ทำสิ่งต่างๆ
เพื่อ “กดดัน” ประเทศต้นทางให้เปลี่ยนแปลงนโยบาย อย่างเต็มที่แล้วหรือยัง?
