ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/293416

เกิดได้จริงหรือแค่ฝันค้าง? สิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ
“..ทัศนคติและนิยามของคำว่าอนุรักษ์ ซึ่งมักให้น้ำหนักและมูลค่าแก่สถาปัตยกรรมมากกว่าชุมชน วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เพราะการอนุรักษ์อาคารไม่ใช่ทั้งหมดของการอนุรักษ์ แต่ควรไปพร้อมกัน และปรับตัวไปตามความเหมาะสม เช่น หากเราเก็บอาคารเก่าไว้ได้ ปรับสภาพอาคารได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่มีผู้คนเดิมที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอยู่ข้างใน อาคารจะมีคุณค่าเป็นเพียงภาชนะเปล่าๆ เพราะถ้าไม่มีคนเดิมอยู่ก็ไม่เกิดการสืบสานวิถีชีวิต วิธีคิด ประเพณีหรือความเชื่อใดๆ ต่อในพื้นที่นั้น..”
ตอนหนึ่งของบทความ “ตลาดน้อย – ย่านจีนถิ่นบางกอก” จากคำให้สัมภาษณ์ของ จุฤทธิ์ กังวานภูมิ ผู้แทนโครงการย่านจีนถิ่นบางกอก สำหรับรวมเล่มเป็นหนังสือ “ทนายวัฒนธรรม : ใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมชุมชน” จัดพิมพ์เผยแพร่โดย สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ สะท้อนภาพ “วิธีคิดโดยรัฐ” เกี่ยวกับการอนุรักษ์พื้นที่ที่ถูกให้นิยามว่า “สาธารณสมบัติ – สมบัติของชาติ” อย่างชัดเจน
ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ได้กลายเป็น “ข้อพิพาท” ระหว่าง “รัฐ” หรือระบบราชการ กับ “ชาวบ้าน” หรือประชาชน ไม่ว่าจะเป็น “ในชนบท” กับกรณีผู้อยู่อาศัยทำกินทั้งในพื้นที่ป่า วันดีคืนดีป่านั้นถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติบ้าง ป่าสงวนบ้าง ตามมาด้วยการ “ไล่คนออกจากป่า” และ “ในเมือง” เช่นกรณี “ป้อมมหากาฬ” การต่อสู้ระหว่างชาวชุมชนกับ กทม. ที่ยืดเยื้อมานับสิบปี ที่ฝ่ายชาวบ้านพยายามพิสูจน์ว่า “ชุมชนอยู่มานาน” เสียก่อนจะมีกฎหมายใดๆ เกิดขึ้น

ศ.(พิเศษ) ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดประเด็นมุมมองด้าน “สิทธิชุมชน” ในประเทศไทย ในเวทีเสวนา “สิทธิชุมชนกับการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรม ตามรัฐธรรมนูญ 6 เมษาฯ” ณ อาคารสยามสมาคมฯ ย่านอโศก – สุขุมวิท กทม. ไว้อย่างน่าสนใจว่า สิทธิชุมชนถือเป็น “เรื่องใหม่” ของสังคมไทย ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการเรียนการสอนเรื่องนี้เท่าใดนัก แม้แต่หน่วยงานที่ผลิตบุคลากรออกไปทำหน้าที่ตัดสินระงับข้อพิพาทในสังคม อย่าง “คณะนิติศาสตร์” ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ตาม
อาจารย์ธงทอง ยกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนมุมมองของภาครัฐได้ดี คือ “เวทีประชาพิจารณ์” ที่บ่อยครั้งสามารถมองเห็นได้ชัดว่า 1.ผู้จัดมี “ธงนำ” ล่วงหน้า ว่าอยากได้ผลมติอย่างไร จากนั้นค่อยหา “กลยุทธ์” ต่างๆ นานา มาสร้างบรรยากาศเพื่อทำให้เป็นไปในทางนั้น 2.ดูจำนวนคนมากกว่าเนื้อหาสาระ ไม่ได้เน้นที่การ “เปิดใจกว้างฟังความเห็นที่แตกต่าง” ฟังว่าสิ่งที่แต่ละคนพูดนั้นมีเหตุมีผล มีความน่าเชื่อถือหรือไม่? เพียงใด?
“น่าเสียดายที่เวทีรับฟังความคิดเห็นหลายๆ แห่งไม่ว่าประเด็นใดก็แล้วแต่ มันเป็นพิธีกรรมเพื่อให้ได้ชื่อว่าจัดแล้ว แต่ไม่ได้ใส่ใจกับเหตุผลแพ้ชนะในเนื้อแท้ของสิ่งที่พูดกัน ไปดูที่จำนวน ดูเสียงปรบมือ ดูองค์ประกอบของที่ประชุม ผมคิดว่าถ้าจะต้องมีการพัฒนากฎหมายเรื่องนี้ต่อไปวันข้างหน้า เราพูดถึงเรื่องรับฟังความคิดเห็น ประเด็นนี้ผมคิดว่าจะต้องขอฝากไว้” อาจารย์ธงทอง กล่าว
ประเด็นต่อมา “รัฐธรรมนูญเขียนไว้..แล้วจะเอาอย่างไรต่อ?” อาจารย์ธงทอง ชี้ว่า ในยามปกติหน่วยงานภาครัฐอาจ “ให้ความรู้ – สนับสนุนงบประมาณ” ในการส่งเสริมสิทธิหรือพลังของชุมชนอย่างเต็มที่ แต่เมื่อใดที่ภาครัฐต้องการทำโครงการที่กระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน คำถามคือ “จะมีหน่วยงานใดกล้าต่อสู้ร่วมกับชาวบ้าน – เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนหรือไม่?” แม้จะเป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อให้ทำภารกิจนั้นก็ตาม

“เราอาจจะนึกถึงกรมส่งเสริม กรมคุ้มครอง หรืออะไรต่างๆ ที่มีชื่อเพราะๆ ที่มีเยอะมาก รัฐอาจให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น แต่เมื่อใดที่มีการเผชิญหน้ากัน เป็นคู่ชกกันขึ้นมาแล้ว รัฐเองจะมีความลังเลในการที่จะยืนอยู่ข้างชุมชน แล้วไปชนกับหน่วยงานอื่นของรัฐด้วยกัน” อาจารย์ธงทอง ระบุ
อีกประเด็นที่ทำให้สิทธิชุมชนในสังคมไทย “ไปไม่ถึงไหน” แม้จะมีการรับรองในรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ฉบับ 2540 อดีตปลัดสำนักนายกฯ ยกตัวอย่าง “โฉนดชุมชน” ที่รัฐบาลสมัยหนึ่งใช้วิธีออก “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี” ขึ้นมาแก้ปัญหาประชาชนที่อาศัยอยู่ในหรืออยู่ใกล้พื้นที่ป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ หรือพื้นที่อื่นๆ ที่เป็นทรัพย์สมบัติของทางราชการ โดยให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวได้ ภายใต้เงื่อนไข 1.ห้ามขายหรือโอนให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่ทายาท 2.ห้ามบุกรุกขยายพื้นที่เพิ่ม 3.ชุมชนเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกัน ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล
แต่เมื่อนำไปปฏิบัติจริงกลับพบว่า “หน่วยงานรัฐส่วนใหญ่ไม่กล้าทำ” เพราะหน่วยงานต่างๆ ที่มีที่ดินในความดูแลของตน มักอ้างถึง “กฎหมายที่ตนต้องปฏิบัติ” ซึ่งเป็นกฎหมายระดับ “พระราชบัญญัติ” (พ.ร.บ.) ที่ตามลำดับชั้นแล้ว “สูงศักดิ์” กว่าระเบียบสำนักนายกฯ หากผู้มีอำนาจในหน่วยงานนั้นๆ ไปทำตามระเบียบสำนักนายกฯ ก็อาจถูกฟ้องข้อหา “ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” แล้วใครเล่าจะอยากเอา “หน้าที่การงาน” มาเสี่ยง
“ถ้าเขาให้คนมาอยู่ในที่เขา ไม่ขับไล่ วันหนึ่งจะมีใครมาตลบหลังไหม? ทำถูกระเบียบสำนักนายกแต่ผิดกฎหมายที่เขาถืออยู่ ชีวิตเขาก็ยุ่ง จะต้องไปติดคุกตะรางเพราะไปอนุญาตให้ออกโฉนดชุมชนตอนที่เป็นอธิบดีนี่แหละ ผิดถูกยังไงไม่รู้แต่ต้องไปสู้กันที่ ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ก่อนก็แล้วกัน หมดไปอีก 5 ปี เกษียณพอดี” อาจารย์ธงทอง อธิบาย

นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในมุมมองเจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติงาน ที่แม้หลายเรื่องจะมีรัฐธรรมนูญเขียนรับรองไว้ แต่ไม่มี “กฎหมายลูก” ระดับ พ.ร.บ. ที่นำสิทธินั้นมาบัญญัติให้ชัดเจนว่าคืออะไร? ทำได้แค่ไหน? ด้วยวิธีการใด? แต่อีกมุมหนึ่ง “สมดุล”ระหว่าง “ผลประโยชน์ชุมชน – ผลประโยชน์ส่วนรวม” ก็ต้องมีเช่นกัน ดังนั้นหากหลังจากนี้จะมีการเขียนกฎหมายขึ้นมารองรับสิทธิชุมชน นี่ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องทำให้ได้ข้อสรุปด้วย
“การสร้างเขื่อนที่น้ำจะต้องไปท่วมบ้านเขา ตรงนี้ต้องเสียสละถึงขนาดนั้นหรือไม่? ประโยชน์ที่เขาเคยได้มันหายไป เราจะชดใช้ในทางที่เป็นเงิน..พอหรือเปล่า? เราหาที่ใหม่ในจำนวนตารางวาเท่าเดิม..มันใช่ไหม? นี่เป็นคำถามในเวลาที่ผลประโยชน์ชุมชนกระทบกับรัฐหรือกระทบกับความเปลี่ยนแปลง” อดีตปลัดสำนักนายกฯ ฝากข้อคิด
รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 กล่าวถึงสิทธิชุมชน “โดยตรง” ไว้ในหมวด “หน้าที่ของรัฐ” (มาตรา 57) ให้รัฐมีหน้าที่อนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟู ส่งเสริม ทั้งขนบธรรมเนียมภูมิปัญญาอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ โดยให้ประชาชนหรือชุมชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมด้วย เช่นเดียวกัน รวมถึงกล่าวอย่าง “โดยอ้อม” ไว้ในหมวด “แนวนโยบายแห่งรัฐ” (มาตรา 77) ว่าด้วยการออกกฎหมายใหม่ก็ดี หรือกฎหมายที่มีอยู่แล้วก็ตาม ต้องมีการ “ประเมินผลกระทบ” ของกฎหมายนั้น ด้วยการรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

แต่หากไม่มีการออกกฎหมายสร้างกลไกขึ้นมารองรับย่อมไม่มีผลเชิงรูปธรรม ดังเช่นในยุคของ รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่เขียนไว้ใน มาตรา 61 ว่าด้วยให้มีองค์กรอิสระทำหน้าที่ “คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค” และใน มาตรา 67 ให้มีองค์กรอิสระทำหน้าที่ “คุ้มครองชุมชนจากโครงการที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ” แต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายของ รธน. ฉบับดังกล่าว ทั้ง 2 เรื่องก็ไม่เคยเกิดขึ้น นี่จึงเป็นบทเรียน
ครั้งสำคัญ หาไม่แล้ว
สิทธิของชุมชนในสังคมไทย…คงเป็นได้แค่
“ฝันค้าง”!!!