ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/293640

13กิจวัตรประจำวันที่ทำร้าย’สมอง’อย่างไม่น่าเชื่อ

1.ขาดการพูดคุยสื่อสารกับคนอื่น – ผลการศึกษาของนักวิจัยมหาวิทยาลัยมิชิแกนในสหรัฐพบว่าการพูดคุยกับคนรอบข้างเพียงวันละ 10 นาที สามารถพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสมองได้อย่างมากคุณไม่จำเป็นต้องออกไปนอกบ้านและพูดคุยกับคนแรกที่คุณเจอบนท้องถนนแค่คุยโทรศัพท์กับเพื่อนหรือญาติก็ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้แล้ว

2.บริโภคน้ำตาลมากเกินไป – ผลการวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าการบริโภคอาหารที่หวานหรือมีน้ำตาลมากเกินไปจะส่งผลกระทบในแง่ลบต่อปัจจัยที่ช่วยการเจริญเติบโตของสมอง หรือ BDNF ซึ่งมีส่วนในการผลิตเซลสมอง หรือนิวรอน ที่สำคัญ ปัจจัยที่ช่วยการเจริญเติบโตของสมองหรือ BDNF ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความทรงจำและการเรียนรู้ในระยะยาว

3.ฝีกใช้สมองน้อย – จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สมองจะสามารถใช้งานได้ถึงจุดสูงสุดในช่วงอายุระหว่าง 16-25 ปี แล้วหลังจากนั้นจะค่อยๆ เสื่อมลง อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาเพิ่มเติมจากหลายสำนักพบว่าการฝึกใช้สมองอย่างสม่ำเสมอ เช่น การอ่านหนังสือ หรือแก้ปริศนาคำทายต่างๆสามารถช่วยพัฒนาการทำงานของสมองได้เป็นอย่างดี แม้แต่ผู้ที่เริ่มมีอาการของโรคความจำเสื่อมระยะเริ่มต้น

4.ไม่กินมื้อเช้า – ใครๆ ก็รู้ว่าอาหารมื้อเช้านั้นสำคัญผลการศึกษาพบว่านักเรียนที่กินอาหารเช้าจะมีผลการเรียนมในห้องเรียนดีกว่าเด็กที่ไม่ยอมกินมื้อเช้าเพราะการไม่กินมื้อเช้าส่งผลให้ระดับกลูโคสในเลือดลดลง ซึ่งลดการทำงานของสมองให้มีประสิทธิภาพน้อยลง

5.บริโภคอาหารขยะ – การกินอาหารขยะบ่อยๆ และกินมากเกินไปส่งผลกระทบในแง่ลบต่อการเชื่อมต่อระหว่างเซลสมองซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการฝึกฝนและสร้างความทรงจำทั้งระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้การกินอาหารขยะมากเกินไปยังอาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย

6.หม่ำไอศกรีม – จำไว้ว่าอาหารที่มีความเย็นทุกอย่าง รวมถึงไอศกรีมแสนอร่อยที่เราทุกคนต่างชื่นชอบทำให้เกิดอาการปวดศีรษะเฉียบพลันได้ เชื่อว่าเป็นเพราะอาหารที่มีความเย็นทำให้เส้นเลือดหดตัวลงร่างกายซึ่งพยายามป้องกันภาวะอุณหภูมิในร่างกายต่ำกว่าปกติ (Hypothermia)ก็จะสูบฉีดเลือดที่มีความอุ่นไปที่สมอง ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดขยายตัวซึ่งผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าความแตกต่างที่เกิดขึ้นนี้ เป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะเฉียบพลัน

7.ติดมือถือ – การศึกษาในหนูของนักวิทยาศาสตร์พบความเชื่อมโยงชัดเจนระหว่างโรคมะเร็งสมองกับการใช้งานโทรศัพท์มือถือ แต่คุณไม่ต้องตกใจถึงขนาดเขวี้ยงสมาร์ทโฟนในมือทิ้งไปในตอนนี้แต่นักวิทยาศาสตร์แนะนำให้คุณใช้หูฟังหรือเปืดลำโพงขณะใช้งานมือถือและหลีกเลี่ยงการวางมือถือใกล้หมอนขณะที่คุณนอนหลับ

8.ดึงผ้าห่มปิดหน้าขณะนอนหลับ – เวลาเราดึงผ้าห่มขึ้นมปิดหน้าขณะนอนหลับ เรากำลังลดปริมาณก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะในกรณีนี้ เรากำลังหายใจเอาอาอากาศ‘ใช้แล้ว’ ที่เราเพิ่งหายใจทิ้งออกมาในผ้าห่มเข้าไปอีกครั้ง ซึ่งมีแต่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เต็มไปหมดส่งผลให้สมองขาดออกซิเจนได้

9.อาการขาดน้ำ – อย่างที่คุณทราบดี ร้อยละ 70-80 ของสมองประกอบด้วยน้ำ ยิ่งไปกว่านั้นน้ำยังมีส่วนช่วยลำเลียงสารที่เป็นประโยชน์สู่สมอง และสมองจะทำงานได้ดีเต็มประสิทธิภาพเมื่อร่างกายไม่เกิดอาการขาดน้ำ

10.ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ – ผลการศึกษาจากวิจัยหลายสำนักได้ข้อสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำลายการติดต่อเชื่อมโยงของเซลสมอง อย่างไรก็ตาม ยังพอมีข่าวดีถ้าหากกลับตัวกลับใจเลิกดื่มแอลกอฮอล์ ก็มีโอกาสที่สมองจะกลับมาทำงานปกติได้อีกครั้ง

11.สูบบุหรี่ – ผลวิจัยพบว่า การสูบบุหรี่ไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง 108 ชนิดเท่านั้นแต่ยังเป็นสาเหตุทำให้ส่วนเปลือกสมอง (cerebral cortex) บางลง ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสามารถทางความคิดและทางอารมณ์เพราะส่วนของเปลือกสมองดังกล่าวที่ได้รับความเสียหายเป็นส่วนสำคัญในการคิดนั่นเอง

12.ไม่ค่อยออกกำลังกาย – สมองต้องการการออกกำลังเหมือนกับร่างกายและอวัยวะอื่นๆ งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าการออกกำลังกายจะส่งผลดีต่อการสังเคราะห์ปัจจัยที่ช่วยการเจริญเติบโตของสมอง หรือ BDNF ซึ่งจะส่งผลดีต่อการสร้างความทรงจำในระยะยาวด้วย

13.จำกัดปริมาณอาหารอย่างเข้มงวด – ไม่เพียงแต่การจำกัดปริมาณอาหารที่บริโภคในแต่ละวันอย่างเข้มงวดจะส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงเท่านั้น แต่ผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งยังพบความจริงที่น่าตกใจว่า
การจำกัดปริมาณอาหารซึ่งทำให้ร่างกายขาดสารอาหารจำเป็นนั้นยังจะทำให้สมองต้องกัดกินตัวเองในท้ายที่สุดด้วยเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างคลาสสิกให้ตัวเรารับผิดชอบการกินอาหารอย่างถูกต้อง อย่าอดอาหารเพื่อหวังลดน้ำหนักแต่กินอาหารให้ถูกตามหลักจะดีกว่า