ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/294612

จากแดงเกลี้ยงถึงไตรรงค์ ย้อนประวัติศาสตร์ธงชาติไทย
“..ธงชาติและเพลงชาติไทย เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เราจงร่วมใจยืนตรงเคารพธงชาติ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราช และความเสียสละของบรรพบุรุษไทย..”
ทุกเช้าเมื่อใกล้เวลา 08.00 น. และยามเย็นเมื่อใกล้เวลา 18.00 น. นี่คือข้อความที่คุ้นหูชาวไทยทุกเพศทุกวัย ว่าถึงเวลา “เคารพธงชาติ” จากนั้นบรรยากาศโดยรอบก็ “หยุดนิ่ง” ไปชั่วขณะเมื่อผู้คนต่างยืนตรงจนกระทั่งเพลงชาติบรรเลงจบแล้วจึงทำสิ่งต่างๆ ที่ค้างไว้ต่อไป ขณะที่ในส่วนของสถานที่ราชการ ช่วงเวลา “แปดโมงเช้า – หกโมงเย็น” นี้เอง จะมีเจ้าหน้าที่เชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสาและลงจากยอดเสาตามลำดับ
เมื่อพูดถึงธงชาติไทย เชื่อว่าคนไทยทุกคนคงนึกถึง “ธงไตรรงค์” อันมีแถบสามสี “แดง – ขาว – น้ำเงิน” แทนสัญลักษณ์ “ชาติ – ศาสนา – พระมหากษัตริย์” อันเป็นอัตลักษณ์ของประเทศไทย ทว่าธงชาติไทยก็มีวิวัฒนาการมาตามยุคสมัย โดยก่อนที่จะมาเป็นแบบที่คุ้นตากันในปัจจุบัน แรกเริ่มเดิมทีนั้น ใช้ “ธงแดงเกลี้ยง” หรือเป็นสีแดงทั้งหมดไม่ว่าเรือของทางการหรือพ่อค้าเอกชน โดยใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มรูป “จักรสีขาว” ลงในธงแดง สำหรับใช้เป็นธงของเรือหลวง เพื่อแยกระหว่างเรือของทางการกับของบุคคลทั่วไป จากนั้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทรงได้ช้างเผือกมา 3 เชือก ถือเป็นเรื่องมงคลของแผ่นดิน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มรูปช้างเข้าภายในวงจักรด้วย แต่ธงนี้ใช้เฉพาะเรือหลวงเท่านั้น

(ซ้าย) “ธงแดงเกลี้ยง” ธงชาติแบบดั้งเดิมของชนชาวไทย ใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยา
(ขวา) “ธงแดงประกอบจักรสีขาว” รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เป็นธงประจำเรือหลวง
“ธงแดงประกอบจักรสีขาวมีช้างอยู่กลางวงจักร” ธงประจำเรือหลวง สมัยรัชกาลที่ 2
ทว่าแนวคิดการมีธงชาติที่สอดคล้องกับค่านิยมความเป็นรัฐชาติอย่างสากล เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เมื่อชาติตะวันตกเข้ามาเกี่ยวข้องกับกิจการต่างๆ ของสยาม (ชื่อเดิมของไทย) มากขึ้น อาทิ การทำสนธิสัญญาเบาริ่งกับสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ในปี 2398 พระองค์จึงมีพระราชดำริว่า “สยามจำเป็นต้องมีธงชาติใช้ตามธรรมเนียมชาติตะวันตก” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ธงพื้นสีแดงมีรูปช้างเผือกเปล่าอยู่ตรงกลางเป็นธงชาติสยามแต่เอารูปจักรออก ด้วยเหตุผลว่า จักรเป็นเครื่องหมายเฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ เรียกว่า “ธงช้างเผือก” ซึ่งนี่คือ “ธงชาติอย่างเป็นทางการผืนแรก” ของรัฐสยามหรือไทย
“ธงช้างเผือก” สมัยรัชกาลที่ 4
ธงชาติของชนชาวไทยหรือสยาม มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) โดยในปี 2459 พระองค์เสด็จไปยังเมืองอุทัยธานี (ปัจจุบันคือ อ.เมือง จ.อุทัยธานี) แล้วทรงทอดพระเนตรเห็นธงช้างเผือกที่ประชาชนเตรียมไว้รอรับเสด็จติดกลับหัวบ้าง กลับหลังบ้าง ทำให้พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า “ธงชาติต้องมีรูปแบบที่สมมาตร” เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก
อีกทั้งขณะนั้นมีผู้ผลิตธงจากหลายประเทศ รูปช้างที่ปรากฏบนผืนธงจึงไม่ค่อยน่าดูเท่าใดนักเพราะบางประเทศที่ผลิตไม่รู้จักช้าง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนเป็นธงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีแถบยาวสีแดง 3 แถบ สลับกับแถบสีขาว 2 แถบ เรียกว่า “ธงค้าขาย – ธงแดงขาว 5 ริ้ว” และธงผืนนี้ถือเป็น “ต้นแบบ” ของธงไตรรงค์
“ธงค้าขาย” ต้นแบบก่อนจะวิวัฒนาการไปเป็นธงไตรรงค์
กระทั่งในปี 2460 รัชกาลที่ 6 ทอดพระเนตรบทความของผู้ใช้นามปากกาว่า “อะแควริส” ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพฯ เดลิเมล์ ภาษาอังกฤษ ฉบับวันที่ 15 ส.ค. 2460 โดยเสนอแนะเกี่ยวกับธงชาติของสยามว่า “น่าจะใช้สีน้ำเงินสำหรับริ้วตรงกลาง” ด้วยเหตุผลคือ “สีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์” อีกทั้งขณะนั้นได้เกิด “สงครามโลกครั้งที่ 1” (ปี 2457 – 2461) และไทยได้ส่งทหารเข้าร่วมกับ ฝ่ายสัมพันธมิตร ที่มีทั้งสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา โดยทั้ง 3 ชาติ ต่างก็ใช้สีน้ำเงินเป็นสีหลักบนธงทั้งสิ้น ซึ่งพระองค์ก็ทรงเห็นด้วยกับคำแนะนำนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา พ.ร.บ.ธง พ.ศ.2460 ขึ้น ประกาศ ณ วันที่ “28 ก.ย. 2460” ธงไตรรงค์จึงมีสถานะเป็นธงชาติของชนชาวไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ธงชาติสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และธงไตรรงค์ของสยาม (ไทย)
ส่วน “เพลงชาติไทย” ฉบับปัจจุบันเกิดขึ้นในปี 2482 เนื่องในโอกาสการ “เปลี่ยนชื่อประเทศ”จากประเทศสยาม (Siam) เป็นประเทศไทย (Thailand) ในสมัย จอมพล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม จึงมีการจัดประกวดเนื้อเพลงชาติขึ้น แต่ยังคงใช้ทำนองเดิมของ พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) ที่ใช้มาตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เมื่อปี 2475 (ส่วนก่อนหน้านั้นใช้ “เพลงสรรเสริญพระบารมี” เป็นเพลงชาติ)

(ซ้าย) พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) , (ขวา) พ.อ.หลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) : ผู้ประพันธ์ทำนองและเนื้อร้องเพลงชาติไทย
ซึ่งผู้ชนะการประกวดคือ พ.อ.หลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ส่งประกวดในนามกองทัพบก โดยรัฐบาลให้การรับรองเมื่อ 10 ธ.ค. 2482 เป็นเพลงชาติไทยที่ใช้มาจนทุกวันนี้ ที่คนไทยทุกคนร้องกันได้ขึ้นใจ ว่า
“..ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัย ชโย..”
SCOOP@NAEWNA.COM