ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/294357

สหวิชาชีพ-เรียนจากชุมชน ทางออกวิกฤติสาธารณสุขไทย
สหวิชาชีพ (Interprofessional Education : IPE) เป็นแนวทางการศึกษาที่มุ่งหวังให้“แก้ปัญหาอย่างครบวงจร” โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ “การแพทย์และสาธารณสุข” เนื่องจากปัญหาสุขภาพของคน 1 คน อาจมีสาเหตุที่มาที่ไปจากหลากหลายปัจจัย ดังนั้นขั้นตอนตั้งแต่การป้องกันไปจนถึงการรักษาฟื้นฟู จึงไม่อาจให้วิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง“แบกภาระ” รับผิดชอบแต่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่ต้อง “บูรณาการ” ทำงานร่วมกัน
ก่อนหน้านี้ “แนวหน้าวาไรตี้” เคยนำเสนอกรณี “ปลักแรดโมเดล” หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ปลักแรด อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ดึงทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกร เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) มาร่วมออกแบบวิธีการดูแล “ผู้ป่วยจิตเวช” ว่าใครจะต้องทำอะไรบ้าง แล้วพบว่าเมื่อเวลาผ่านไป ผู้ป่วยหลายรายที่ได้รับการดูแลอาการดีขึ้น สามารถกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมได้ตามปกติ
ในครั้งนั้น ศ.พญ.วณิชา ชื่นกองแก้ว เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพแห่งชาติ (ศสช.) กล่าวว่า ศสช. ต้องการผลักดันการเรียนการสอนแบบสหวิชาชีพ เพื่อให้บุคลากรสุขภาพทำงานเป็นทีมและดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม “จากเดิมที่ผ่านๆ มาการเรียนแบบแยกจะทำให้แต่ละคนทำเพียงหน้าที่ของตัวเองแล้วส่งต่อๆ กัน ซึ่งทำให้การรักษามีหลายขั้นตอนใช้เวลามาก” แต่การทำงานเป็นทีมจะให้ช่วยให้รักษารวดเร็วยิ่งขึ้น
ปัจจุบันมีหลายมหาวิทยาลัยที่ให้ความสนใจแนวคิดการเรียนการสอนแบบสหวิชาชีพ อาทิ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่นำนักศึกษาแพทย์ พยาบาล เภสัชศาสตร์ สหเวชศาสตร์ มาเรียนร่วมกัน เพื่อลดปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างวิชาชีพเมื่อต้องปฏิบัติงานจริง หรือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ไม่เฉพาะนักศึกษาในคณะทางสาธารณสุขเท่านั้น ยังชวนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มาร่วมเป็นสหวิชาชีพด้วย เพราะต้องเข้าไปดูที่อยู่อาศัยของผู้ป่วย อาทิจุดเสี่ยงพลัดตกหกล้ม กรณีผู้สูงอายุ เป็นต้น
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)อีกสถาบันการศึกษาที่นำแนวคิดสหวิชาชีพมาใช้จัดการเรียนการสอน โดย ผศ.ทพญ.ยุพิน ส่งไพศาล คณบดีสำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มทส. กล่าวว่างานของทันตแพทย์คือ “อุด ถอน ใส่” ซึ่งคล้ายกับงานช่างพอสมควร แต่ทันตแพทย์ยังมีปัญหาด้าน “การสื่อสาร” กับคนไข้ ทั้งที่คนไข้ก็คงอยากรู้ว่าอาการเจ็บป่วยของตนจะต้องรักษาอย่างไร อีกทั้งโรคในช่องปากเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ หากอธิบายให้เข้าใจแต่ต้น ให้รู้จักวิธีดูแลตนเอง เช่น คนเป็นโรคเบาหวานจะมีความสัมพันธ์กับเหงือกอักเสบ เป็นต้น
เช่นเดียวกับ รุ่งวรนิษฐา โลหณุต นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มทส. กล่าวเช่นกันว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาลงชนบท เพราะว่าเป็นทันตแพทย์ แต่พอได้มาเรียนกับแพทย์ ทำให้ได้เห็นการดูแลผู้ป่วยของแพทย์ที่ “ไม่ใช่แค่ดูแลร่างกายเท่านั้น แต่ต้องดูแลจิตใจด้วย” ซึ่งสามารถผสมผสานกับความรู้ที่มี ตนนั้นเป็นหมอ
ช่องปาก แต่การได้เรียนรู้ร่วมกันทำให้มีความรู้ในด้านเกี่ยวกับทางการแพทย์ด้วย รู้ถึงความเป็นจริงได้ว่าโรคที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้มาจากช่องปาก แต่มาจากร่างกายส่วนอื่นๆ
นอกจากสหวิชาชีพแล้ว มทส. ยังนำแนวคิด “เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง” มาใช้จัดการเรียนการสอนด้วย ซึ่ง ศ.นพ.สุกิจ พันธุ์พิมานมาศ คณบดีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส. กล่าวว่า จากปัญหาอัตราบัณฑิตแพทย์กลับไปทำงานยังถิ่นบ้านเกิดลดจำนวนลง และทำงานในพื้นที่ทุรกันดารไม่ได้นานจนกลายเป็นปัญหาขาดแคลนแพทย์ระดับประเทศที่แม้อาศัยระยะเวลาเป็น 10 ปี ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ทำให้สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส. ริเริ่มนำกระบวนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง มาประยุกต์ใช้ในการเตรียมบุคลากร
คณบดีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส. อธิบายว่า กระบวนการนี้เริ่มใช้กับนักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จนถึงปีที่ 6 เน้นให้ว่าที่บัณฑิตแพทย์เกิดการพัฒนาตนเองผ่านวิชาจิตปัญญาศึกษา วิชาชนบทศึกษา และฝึกงานกับเครือข่ายระบบสุขภาพ “นครชัยบุรินทร์” (นครราชสีมา-ชัยภูมิ-บุรีรัมย์-สุรินทร์) ที่ให้นักศึกษาเรียนรู้จากสถานที่จริงควบคู่ไปกับการเรียนรู้ด้านวิชาการ ตามเป้าหมายของคณะที่ต้องการผลิตแพทย์และทันตแพทย์ผู้สามารถทำงานอย่างมีความสุขในทุกพื้นที่แม้ในถิ่นทุรกันดาร
“เป็นระยะเวลา 6 ปี ที่ทางสำนักแพทย์ มทส. ได้ทดลองปรับเปลี่ยนการด้วยวิธีผสมกับหลักสูตรสหวิชาชีพ เพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกัน พบว่า เจตคติของบัณฑิตแพทย์และทันตแพทย์เปลี่ยนไป เกินกว่าร้อยละ 90 จบการศึกษาแล้ว
กลับไปทำงานยังท้องถิ่น พร้อมใช้ทุนรัฐบาลจนครบเวลาโดยไม่หลีกเลี่ยง” นพ.สุกิจ กล่าว
เรื่องเล่าจากผู้เรียน อรรคพล บุญโนนแต้ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส. ระบุว่า การได้ลงไปศึกษาในพื้นที่จริงๆ กับคนในชุมชนจริงๆ ทำให้เห็นว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้างซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะแตกต่างกันไป ที่สำคัญคือการลงพื้นที่ทำให้ได้เห็นว่า “ระบบสาธารณสุขไม่มีความเท่าเทียมกัน” ทำให้ผู้เรียนตระหนักได้ว่าควรจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร
“การเรียนในห้องเรียนใช้พลังในการเรียนมากบางทีอาจจะหมดกำลังใจในการเรียน แต่พอเราออกชุมชนเหมือนเป็นการเติมไฟให้กับจิตวิญญาณของความอยากเป็นหมอของเรา ทำให้เรามีพลังอีกครั้งเพื่อกลับไปพัฒนาชุมชนที่เขายังห่างไกล ซึ่งพวกเขารอการรักษาของหมอมากๆ” นศ.แพทย์ ผู้นี้ ระบุ
ขณะที่ นพ.สรรัตน์ เลอมานุวรรัตน์ อาจารย์แพทย์ประจำศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ให้ความเห็นว่า ปัญหาด้านสาธารณสุขของไทยในปัจจุบันค่อนข้างซับซ้อน และการแก้ไขโดยกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มักเน้นการปรับด้านโครงสร้างที่ต้องการกำลังคนด้านสุขภาพจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริงแม้ระบบสาธารณสุขต้องการกำลังคน แต่เรื่องคุณภาพก็ต้องมาพร้อมกัน
ซึ่งหลักคิดแบบการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง “เรียนรู้ความเป็นคนด้วยใจ” เน้นการเรียนรู้จริงจากพื้นที่จริง มาปรับประยุกต์ใช้ในหลักสูตรการเรียนการสอน ที่จะเปลี่ยนจิตใจและความคิดภายในของตัวนักศึกษา เชื่อว่าหากโรงเรียนแพทย์และสถาบันที่ผลิตบุคลากรด้านสุขภาพในไทย ร่วมกับปฏิรูปการเรียนการสอนเป็นในลักษณะดังกล่าว จะช่วยแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุขของประเทศได้
“นักเรียนแพทย์บางคนถึงกับขอเรียนซ้ำชั้น เพราะคิดว่ายังไม่มีความรู้มากพอที่จะไปรักษาชาวบ้าน นับว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกินความหมาย” นพ.สรรัตน์ กล่าว
ด้าน ผศ.ทพ.วีระศักดิ์ พุทธาศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวย้ำว่า ความพยายามผลักดันให้เกิดการเรียนการสอนแบบเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง มีเป้าหมายต้องการสร้าง บุคลากรด้านสุขภาพที่มี “หัวใจความเป็นมนุษย์” และเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่จะเข้าไปเปลี่ยนสังคมโดยเฉพาะในด้านสุขภาพได้ เพราะ“วิธีคิด” (Mindset) ก่อเกิดเป็นพฤติกรรม และสำหรับผู้บริหารหมายถึงการสร้าง “วิสัยทัศน์”(Vision) ขององค์กร
“การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ภายในไม่ได้มุ่งหวังเรื่องความเก่งแบบเดิมที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบความคิดที่ติดตัวคนผู้นั้นไปตลอด ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะเป็นแพทย์เป็นบุคลากรด้านสุขภาพที่เน้นคิดมากกว่าทำตามตำราที่เรียนมา และสามารถทำงานอย่างมีความสุขได้ในทุกสภาพพื้นที่”รองเลขาฯ สช. กล่าวในท้ายที่สุด