ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/294508

‘สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย’ ท่องแดนศิลปหัตถกรรม
“มรดกโลกล้ำเลิศ กำเนิดลายสือไทย เล่นไฟลอยกระทง ดำรงพุทธศาสนา งามตาผ้าตีนจก สังคโลกทองโบราณ สักการแม่ย่าพ่อขุน รุ่งอรุณแห่งความสุข”
คำขวัญประจำจังหวัด สุโขทัย “เมืองหลวงแห่งแรก” ของประวัติศาสตร์ชนชาติไทย ดินแดนแห่งนี้มีประวัติความเป็นมากว่า 700 ปี นับตั้งแต่ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ พระมหากษัตริย์พระองค์แรกขึ้นครองราชย์ นอกจากนี้ “ภาษาเขียน” หรือตัวอักษรที่คนไทยใช้อยู่จนทุกวันนี้ ก็เกิดขึ้นในรัชสมัยของ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 4 แห่งกรุงสุโขทัย ทรงประดิษฐ์ “ลายสือไทย” ขึ้นในปี 1826
อัตลักษณ์สำคัญอีกประการหนึ่งของสุโขทัยจากอดีตถึงปัจจุบัน คือ “งานศิลปหัตถกรรม” ที่โดดเด่นมากคือ “สังคโลก” หรือเครื่องปั้นดินเผา สืบเนื่องจากรัชสมัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เช่นกัน ที่ทรงให้ช่างฝีมือชาวจีนเข้ามาประกอบกิจการผลิตเครื่องปั้นดินเผาในกรุงสุโขทัย จากนั้นได้มีการถ่ายทอดความรู้แก่ช่างไทย ทำให้เครื่องสังคโลกกลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อของเมืองสุโขทัยนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ไม่เฉพาะสังคโลก แต่ จ.สุโขทัย ยังเป็นอีกจังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองศิลปหัตถกรรม” ดังที่ทีมงาน “แนวหน้าวาไรตี้” มีโอกาสลงพื้นที่ อำเภอศรีสัชนาลัย เพื่อเยี่ยมชมผลงานอันทรงคุณค่าและมีประวัติศาสตร์อันยาวนานของอดีตราชธานีของไทย ไล่ตั้งแต่ งานเครื่องทองสุโขทัย ที่ต้องไปเยี่ยมชมกัน ณ “บ้านทองสมสมัย” ซึ่งถือว่าเป็นร้านทองแห่งแรกในจังหวัดสุโขทัย ที่ทำการผลิตทองแบบโบราณ ซึ่งมาจากชาวจีนสองคนที่ได้ถ่ายทอดวิชาให้ และถ่ายทอดมาสู่ครอบครัว
สมสมัย เขาหิน หรือที่คนในพื้นที่เรียกว่า “ครูสมสมัย”ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี พ.ศ.2553 เล่าว่า ตนอยู่ในตระกูลช่างทอง มีความสนใจและมีใจรักในอาชีพทำทอง จึงรับช่วงกิจการจากบิดาในการทำเครื่องทองสุโขทัยอย่างเต็มตัว สร้างสรรค์พัฒนางาน “ทองสุโขทัย” จนได้รับการยอมรับว่าเป็นงานฝีมือที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น สวยงามแปลกตา จนทำให้เครื่องทอง “สมสมัย” มีชื่อเสียงลือไกล
เช่นเดียวกับ ปราโมทย์ เขาหิน ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมปี 2556 กล่าวว่า ตนรับสืบทอดการทำทองมาจากครูสมสมัย ผู้เป็นมารดา เพราะตั้งใจที่จะรักษาเอกลักษณ์การทำทองแบบโบราณของสุโขทัยเอาไว้ เนื่องจากปัจจุบันงานทองแบบสุโขทัยเริ่มลดน้อยลง ซึ่งทองร้านสมสมัยจะมีเอกลักษณ์ คือ “ใช้ทองที่มีความบริสุทธิ์ ร้อยละ 99.99” จึงทำให้งานทองมีสี “เหลืองจำปา” อีกทั้งงานแต่ละชุดนั้นจะเพียงชุดเดียวในโลก
“ด้วยมูลค่างานสูงกว่าร้านทองทั่วไป แต่สิ่งที่เทียบกันไม่ได้คือ ฝีมือของช่างทอง ซึ่งใช้เวลาในการฝึก 3-10 ปีถึงจะสามารถเป็นช่างทองได้ จึงเริ่มถ่ายทอดวิชาการทำทองให้กับเยาวชนที่สนใจ เพื่อให้ทองสุโขทัยอยู่คู่กับประเทศไทยต่อไป” ปราโมทย์ กล่าว
จากร้านเครื่องทอง เราเดินทางไปต่อที่ “เครื่องเงินสุโขทัย” ซึ่งมีชื่อเสียงเคียงคู่กัน โดยเฉพาะเครื่องเงินของ ขวัญ พลเหิม หรือ “ครูขวัญ” ครูช่างศิลปหัตถกรรม ปี พ.ศ.2555จุดเริ่มต้นจากการเป็นลูกจ้างทำงานร้านทองมาก่อน ได้ใช้เวลาฝึกฝนอยู่ 2 ปี สังเกตเห็นว่ากระบวนการทำเครื่องเงินและเครื่องทองนั้นมีขั้นตอนที่เหมือนกัน เพียงแค่ใช้วัสดุต่างกันจึงตัดสินใจมาทำเครื่องเงินที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
ณัฐวุฒิ พลเหิม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2558 กล่าวว่า ตนรับสืบทอดงานเครื่องเงินมาจาก ครูขวัญ ผู้เป็นมารดาแม้ตนจะเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ได้เห็นคุณค่าที่มีอยู่ในหลากหลายพื้นที่ในจังหวัดสุโขทัย จึงมุ่งมั่นที่จะรับสืบทอดภูมิปัญญางานหัตถกรรมเครื่องเงินสุโขทัย จุดเด่นของเครื่องเงินที่ผลิตโดยครอบครัวพลเหิม คือ “ใช้เงินบริสุทธิ์ ร้อยละ 99.99” ซึ่งชิ้นงานออกมาสวยงามเหมือนทองคำขาว และพัฒนาผลงานให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เช่น การนำรูปลักษณะของงานสาน หรือการทำพื้นผิวให้มีลักษณะแปลกใหม่ เพื่อเพิ่มมิติชิ้นงานให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
“ผลงานทุกชิ้นทำออกมาด้วยความรัก ความตั้งใจ และความมุ่งมั่น ผสมผสานด้วยความคิดสร้างสรรค์ เพราะการทำเครื่องเงินในแต่ละชิ้น ต้องใช้เทคนิคเชิงทักษะ และความอดทนค่อนข้างสูง ซึ่งในการฝึกช่างเครื่องเงินจะต้องใช้เวลาฝึก 20-30 ปี ถึงจะสามารถทำงานด้วยตนเองได้” ณัฐวุฒิ ระบุ
ยังมีงานศิลปหัตถกรรมอีกชนิดที่มีชื่อเสียงไม่แพ้เครื่องเงินเครื่องทองข้างต้น คือ “ผ้าตีนจกบ้านหาดเสี้ยว” เนื่องจากผ้าตีนจกบ้านเสี้ยว หรือผ้าตีนจกศรีสัชนาลัย เป็นรูปแบบของผ้าทอของ “ชาวไทยเชื้อสายลาวพวน” ที่มาจากตอนใต้ของเมืองหลวงพระบาง (ปัจจุบันอยู่ใน สปป.ลาว)มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่หาดเสี้ยว อ.ศรีสัชนาลัย จนกลายเป็นแหล่งวัฒนธรรมการทอผ้าที่สำคัญของ จ.สุโขทัย
สุนทรี วิชิตนาค ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2554 กล่าวว่า ตนเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัว เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จึงได้มาช่วยมารดาทอผ้า จึงเกิดความคิดที่จะรวมกลุ่มแม่บ้านจัดตั้งศูนย์สาธิตการทอผ้าพื้นเมืองบ้านหาดเสี้ยวขึ้นมา จึงทำให้ ผ้าตีนจกบ้านหาดเสี้ยว มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง จุดเด่นสำคัญคือการใช้ “ขนเม่น” จกด้วยมือ ซึ่งไม่สามารถทำได้ด้วยเครื่องจักร สร้างลวดลายได้หลากหลายในพื้นเดียวกัน แม้จะมีความยุ่งยากในการจก แต่ละผืนใช้เวลานาน
“ผ้าตีนจกบ้านหาดเสี้ยวจึงถือเป็นหัตถกรรมผ้าทอที่แสดงอัตลักษณ์ที่บ่งบอกชาติพันธุ์ และวิถีชีวิตของคนเชื้อสายลาวพวนที่ตำบลหาดเสี้ยวได้อย่างชัดเจน ในการสืบสานและการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมทั้งสร้างความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง เพื่อส่งต่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้รักษา และสืบทอดความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนต่อไป” ครูสุนทรี กล่าวอย่างภูมิใจ
ทางด้าน อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ สืบสาน และรวบรวมงานหัตถศิลป์ไทยให้คงอยู่ในวิถีชีวิตปัจจุบัน ได้รวบรวมสุดยอดงานหัตถศิลป์ไทยอันทรงคุณค่า โดยฝีมือครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่คุณค่าของผลงานหัตถศิลป์สู่ผู้คนสนใจในงานศิลปหัตถกรรม ทั้งเยาวชนและสาธารณชนได้รู้จักอย่างกว้างขวาง
ตลอดจนเป็นการเก็บรักษาข้อมูลทางภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมของครูช่างเอาไว้เป็นแหล่งความรู้ เพื่อถ่ายทอดแก่คนรุ่นหลังสืบต่อไป!!!

“ศิลาจารึก” หลักฐานบอกเล่าประวัติศาสตร์สุโขทัย
อาณาจักรสุโขทัยในรัชสมัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช (ปี 1822-1841) เป็นยุคที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจสูงสุด เนื่องจากพระองค์ทรงส่งเสริมการค้าเสรีของพลเมือง ดังที่มีข้อความบนศิลาจารึกว่า “..เพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า..” อีกทั้งยังปรากฏชื่อ “ตลาดปสาน” ตลาดกลางแจ้งที่ชาวสุโขทัยออกเสียงเพี้ยนมาจากคำว่า “บาซาร์” (Bazaar) อันเป็นคำเรียกตลาดของอาณาจักรเปอร์เซีย (ปัจจุบันคือประเทศอิหร่าน) อีกด้วย สะท้อนภาพพ่อค้าหลายชนชาติที่มาทำการค้ากับอาณาจักรสุโขทัย