ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/295282

โครงสร้างประชากรไทย อดีตขอลด..วันนี้ให้เพิ่มคงยาก
ประเทศไทยได้ชื่อว่าสามารถแก้ไขปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างได้ผล ดังข้อมูลจากบทความ “การศึกษาการตั้งเป้าหมายภาวะเจริญพันธุ์ของประเทศไทย” ซึ่งเขียนโดย ศ.(เกียรติคุณ) ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล แห่งสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล บอกเล่าประวัติศาสตร์นโยบายด้านประชากรของไทยว่า ในยุคของจอมพล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2481-2487 ได้ส่งเสริมการมีบุตรอย่างมาก อาทิ เริ่มจัดงานวันแม่ ในปี 2485 และจัดประกวดแม่ลูกดก ในปี 2486
ทว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ระหว่างปี 2484-2488 โดยสงครามยุติในวันที่ 15 ส.ค. 2488 เมื่อญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้) พบว่าจำนวนประชากรไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด กล่าวคือ จาก 21 ล้านคน ในปี 2490 เพิ่มเป็น 26 ล้านคน ในปี 2503 เฉลี่ยแล้ว “หญิงวัยเจริญพันธุ์ 1 คน จะให้กำเนิดบุตรราว 6.3 คน” สวนทางกับอัตราการตายที่ลดลง ทำให้นายกฯ ขณะนั้นคือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กังวลว่าอาจกระทบต่อการพัฒนาประเทศ
แต่นโยบายส่งเสริมการคุมกำเนิดของไทยนั้นเริ่มต้นในปี 2513 ในยุคของนายกฯ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 17 มี.ค. 2513 ส่งเสริมการ “วางแผนครอบครัว” อัตราการเกิดของประชากรไทยจึงลดลงตามลำดับ ดังเอกสารประกอบการบรรยาย “เกิดอย่างไร ประเทศไทยจึงมั่นคง” ที่ ดร.ปราโมทย์ นำเสนอในงานประชุมการประชุมวิชาการประชากรและสังคม ของสถาบันฯ ประจำปี 2557 ระบุว่า สัดส่วนการคลอดบุตรของหญิงวัยเจริญพันธุ์ ลดลงจาก 6.3 คน ในปี 2517 เหลือ 2 คน ในปี 2539 และ 1.6 คน ในปี 2555
การลดลงอย่างมากของอัตราการเกิด ส่งผลให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาคือ “สังคมสูงวัย” สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ดังรายงาน “ข้อมูลสถิติจำนวนผู้สูงอายุประเทศไทย ปี 2559” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ กรมกิจการผู้สูงอายุ (www.dop.go.th) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ระบุว่า ณ สิ้นปี 2559 ประเทศไทยมีประชากรวัย 60 ปีขึ้นไป จำนวน 9,934,309 คน คิดเป็นร้อยละ 15.07 ของประชากรไทยทั้งประเทศ 65,931,550 คน
ทำให้รัฐบาลต้องเร่งหามาตรการ “จูงใจให้มีลูก” อาทิ โครงการ “สาวแก้มแดงมีลูกเพื่อชาติ” ที่มีเจ้าภาพคือ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อันเป็นข่าวฮือฮาไปเมื่อต้นปี 2560 กับการ “แจกวิตามิน” ที่ประกอบด้วยธาตุเหล็ก ไอโอดีน และโฟลิก สำหรับ “บำรุงทารกในครรภ์” หรือกรณี “ขยายวันลาคลอด” จากเดิม 90 วัน (3 เดือน) เป็น 180 วัน (6 เดือน) ที่ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อ 15 ก.ย. 2560 ว่าอยู่ในระหว่างศึกษาความเป็นไปได้และรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนมี.ค. 2561

คำถามคือ “จะเป็นไปได้หรือ?” ที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ชาวไทยจะได้สิทธิ์นั้นเฉกเช่นพ่อ-แม่ในประเทศเจริญแล้ว ดังความเห็นของ นพ.กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กล่าวกับสื่อมวลชนในงานแถลงข่าว “คุมกำเนิดไทยในยุค 4.0” เนื่องในวันคุมกำเนิดโลก (World Contraception Day) ณ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซ.วิภาวดี 44 ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ แสดงความกังวลว่า จะมีผลกระทบตามมาหรือไม่?
อาทิ หากให้สวัสดิการลาคลอดกับผู้หญิงมากๆ อาจก่อให้เกิดการ “ปิดกั้นโอกาสการทำงาน” ผู้หญิงอาจจะหางานทำยากขึ้นเพราะผู้ประกอบการจะมองว่า “เป็นต้นทุนที่ต้องแบกรับ” อีกทั้งแม้คำแนะนำของ องค์การสหประชาชาติ (UN) จะกล่าวถึงปัจจัยที่ส่งเสริมให้คนมีบุตรไว้ เช่น “ที่อยู่อาศัย” มีที่อยู่เป็นของตนเองไม่ห่างจากที่ทำงานมากนัก หรือ “วันลาคลอด” ทั้งของตัวหญิงตั้งครรภ์และของคู่สมรสก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ให้ข้อสรุปว่าวิธีไหนปัจจัยใดดีที่สุด ในการส่งเสริมให้คนในประเทศนั้นๆ มีลูกเพิ่มขึ้น การผลักดันนโยบายต่างๆ จึงต้องทำอย่างรอบคอบ
“การผลักดันนโยบายเรื่องหนึ่ง ก็ต้องดูว่ามีผลกระทบต่อนโยบายเรื่องอื่นๆ ด้วยไหม? โดยเฉพาะนโยบายที่ต้องใช้งบประมาณ เพราะประเทศไทยไม่ได้มีแค่ปัญหาเกิดน้อย แต่ยังมีปัญหากลุ่มวัยรุ่น หรือการลงทุนในกลุ่มเด็กที่จะเติบโตอย่างมีคุณภาพ หรือลงทุนด้านการศึกษา หรือลงทุนเรื่องของผู้สูงอายุ ถ้าเงินงบประมาณลงไปกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป มันก็จะเกิดการขาดโอกาสของอีกกลุ่มหนึ่งด้วย” นพ.กิตติพงศ์ กล่าว
อีกด้านหนึ่ง นพ.กิตติพงศ์ ก็ยังกล่าวด้วยว่า “แม่วัยใส” หรือการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยจากจำนวนทารกแรกเกิดทั้งหมดราว 7 แสนคนต่อปี พบว่า “1 แสนคนมาจากหญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี หรือเฉลี่ย 250 คนต่อวัน” และยังพบปัญหา “คลอดซ้ำ” เฉลี่ยร้อยละ 12 ถึงขนาดที่ต้องมีกฎหมายมาดูแลเป็นการเฉพาะ นั่นคือ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 สาระสำคัญคือ วัยรุ่นมีสิทธิ์เข้าถึงความรู้และสวัสดิการที่ได้มาตรฐาน ซึ่งรวมถึงการคุมกำเนิดด้วย
“เด็กแรกเกิดน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ พบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมากกับอายุของแม่ แม่อายุยิ่งน้อยก็ยิ่งพบเด็กน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ สูงกว่าแม่ที่อายุมากกว่า 20 ปี นอกจากนี้ยังลดปัญหาการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย หรือปัญหาสังคมอื่นๆ เช่น เด็กถูกทอดทิ้ง การเติบโตอย่างไม่มีคุณภาพ การขาดโอกาสทางการศึกษา” นพ.กิตติพงศ์ ระบุ
ขณะที่สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งก่อตั้งเมื่อ 14 เม.ย. 2513 หรือ 1 เดือนหลังมีมติ ครม. สมัยจอมพลถนอม ว่าด้วยการวางแผนครอบครัว และร่วมทำงานด้านดังกล่าวมาตลอดเกือบครึ่งศตวรรษ ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล นายกสมาคมฯ เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันมีอัตราการเกิดน้อยลง แต่อีกมุมหนึ่งก็ยังมีประชากรกลุ่มเสี่ยง ที่ทางสมาคมยังต้องเดินหน้าทำงานต่อไป ประกอบด้วย
1.กลุ่มแม่วัยใส หรือวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร พบว่าในประเทศไทยมีอยู่ที่ราวร้อยละ 12 ยังสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดว่าไม่ควรมีสัดส่วนหญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ตั้งครรภ์เกินกว่าร้อยละ 10 ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายออกมาเป็นการเฉพาะ คือ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 โดยสมาคมก็จะเข้าไปร่วมให้ความรู้ เพราะมีเครือข่ายเยาวชน นักเรียนนักศึกษาที่ทำงานร่วมกับสมาคม
2.กลุ่มชนชายขอบ เช่น ประชากรที่อยู่ตามแนวชายแดน หรือประชากรที่อาศัยบนพื้นที่สูง กลุ่มนี้ยังมีอัตราการเกิดที่สูงอยู่ แต่การเกิดนั้นอาจจะมีปัญหาด้านคุณภาพ 3.แรงงานข้ามชาติ ซึ่งยอดอย่างเป็นทางการอยู่ที่ประมาณ 8 แสน – 1 ล้านคน แต่เชื่อว่าน่าจะมีมากกว่านั้นคืออยู่ที่ราว 3 – 5 ล้านคน กลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยก็ยังไม่ค่อยได้คุมกำเนิด สมาคมยังคงต้องทำงานด้านรณรงค์ต่อไป และ 4.ประชากร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกลุ่มนี้ที่ผ่านมาทางสมาคมลงไปทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าถึงการดูแลสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ที่ถูกต้อง ลดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม
“ในยุค 4.0 ประเทศจะแข่งกับคนอื่นไม่ได้เลยถ้าประชากรไม่มีคุณภาพ ด้วยเหตุนี้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับปัจจุบัน (ฉบับที่ 12) จึงกำหนดให้ทุกการเกิดเป็นการเกิดที่มีคุณภาพ เพื่อหวังว่าเราจะมีประชากรที่มีคุณภาพ มีทักษะ เพื่อสามารถไปแข่งขันในเวทีสากลได้” นพ.สุรศักดิ์ กล่าว
นั่นคือประวัติศาสตร์นโยบายโครงสร้างประชากรของไทย ส่วน ณ วันนี้ ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพสูงขึ้น “แต่ก่อนมีลูก 1 คน จนไป 7 ปี เดี๋ยวนี้มีลูก 1 คน จนไป 20 ปี” ยังไม่นับค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่ “รักอิสระ” ให้ความสำคัญต่อการศึกษา การทำงาน การใช้จ่ายส่วนตัวมากขึ้น ดังนั้นอาจจะต้อง “ทำใจ” ไว้ก่อนหรือไม่? หากประชากรจะไม่กลับไปเพิ่มขึ้นอีก โดยสิ่งที่พอทำได้ อาจเหลือแต่การทำให้ประชากรที่ยังเกิดอยู่
“มีคุณภาพ” ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อรับช่วงดูแลประเทศชาติต่อไป!!!