ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/295336

โรดแมปเลือกตั้ง ใกล้ถึงแล้ว..หรือยังอีกยาว?
“เมื่อไหร่จะเลือกตั้ง?” คำถามที่สังคมไทยน่าจะอยากรู้มากที่สุด เห็นได้จากสารพัดโพลล์การเมือง อาทิ 17 ก.ย. 2560 “ซูเปอร์โพลล์” (Super Poll) เผยแพร่ผลสำรวจเรื่อง “การไปเยือนสหรัฐอเมริกาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. และความอยากเลือกตั้งของประชาชน” พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่ง หรือร้อยละ 55.1 ต้องการให้มีการจัดการเลือกตั้งภายในเดือน ก.ย. 2561
ในวันเดียวกัน “ดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ก็เผยแพร่ผลสำรวจเรื่อง “ทิศทางการเมืองไทย ในสายตาประชาชน” ซึ่งกลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 81.88 ยกให้การกำหนดวันเลือกตั้งเป็นสิ่งที่สนใจมากที่สุด หรือแม้แต่ “กรุงเทพโพลล์” มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เผยแพร่ผลสำรวจเรื่อง “ปรองดองสู่เลือกตั้งหรือเลือกตั้งสู่ปรองดอง” เมื่อ 23 ก.ย. 2560 ที่แม้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.2 ตอบว่าอยากเห็นการปรองดองก่อนการเลือกตั้ง แต่อีกมุมหนึ่ง ร้อยละ 60 ก็กังวลว่าหากการเลือกตั้งเลื่อนออกไป จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศอย่างมาก
ความสอดคล้องนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ดังที่ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีและอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)กล่าวในวงเสวนา “โรดแมปไทยไทย ไกลแค่ไหน หรือใกล้เลือกตั้ง?” จัดโดยหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ระดับสูง (บสส.) รุ่นที่ 7 ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน กรุงเทพฯ วิเคราะห์ “ข้อกฎหมาย” ที่มีช่องทางให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ยาวต่อไปได้ อาทิ
1.ขั้นร่าง “กฎหมายลูก” พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ทั้ง 10 ฉบับ ตามกรอบเวลา 240 วัน โดย คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในจำนวนนี้มี 4 ฉบับ คือกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กฎหมาย 4 ฉบับนี้ ถ้าผ่านการพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ครบถ้วน ก็จะต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน แต่คำถามคือ “แล้วถ้าไม่ผ่านจะทำอย่างไร?” เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดวิธีการไว้ให้ จึงเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งจะถูกเลื่อนออกไป
2.ขั้นการเลือกตั้ง สส. อาจารย์ปริญญา ระบุว่า จากเดิม “บัตร 2 ใบ เลือกคนที่รัก (แบ่งเขต) เลือกพรรคที่ชอบ (บัญชีรายชื่อ)” เพราะคนคนหนึ่งอาจจะชอบผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตจากพรรคหนึ่ง แต่ชอบพรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่งก็ได้ แต่ระบบใหม่ใช้ “บัตรใบเดียว” แถมยัง
“บังคับ” ให้ประชาชนเลือกเฉพาะบุคคลหรือพรรค รวมถึง “การเปลี่ยนวิธีนับคะแนน” ที่ กรธ. บอกว่าเอาตัวอย่างมาจาก เยอรมนี เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงมีค่า
ทว่าในความเป็นจริง การเลือกตั้งของเยอรมนี “บัตรใบเดียวแต่มีให้เลือกทั้ง สส.เขต และบัญชีรายชื่อ” อีกทั้งยัง “ใช้คะแนนบัญชีรายชื่อ
เป็นเกณฑ์” ว่าแต่ละพรรคควรมี สส. ในสภาเท่าไร? หาก สส. เขตที่ได้มายังไม่ครบ ก็นำผู้สมัครในส่วนบัญชีรายชื่อใส่เข้าไปให้เต็มจำนวน กล่าวคือ ถ้าพรรคได้ สส.เขตมาก ก็จะได้ สส.บัญชีรายชื่อน้อย แต่แม้จะได้ สส.เขตน้อย หากพรรคได้รับความนิยม ก็ยังจะพอมี สส. จากโควตาบัญชีรายชื่อเข้ามาเติมได้บ้าง
แต่การนับคะแนนของไทย กลับจะ “ใช้คะแนนแบ่งเขตเป็นเกณฑ์” ซึ่งผลที่ได้คือ “รัฐบาลผสม” เพราะจะไม่มีพรรคไหนได้ สส. เกินครึ่งสภา เนื่องจากยังมี “พรรคขนาดกลาง-ขนาดเล็ก” ทีครองฐานเสียงระดับท้องถิ่นอย่างเหนียวแน่น จนพรรคใหญ่ก็ไม่สามารถชนะเลือกตั้งได้อยู่ แม้แต่การเลือกตั้งปี 2548 ยุคที่ ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในช่วง “ขาขึ้นสุดๆ” ทางการเมือง พรรคไทยรักไทย ที่ทักษิณ เป็นหัวหน้าพรรค ก็ยังได้ สส.เขต เพียงร้อยละ 51 เท่านั้น ซึ่งการคิดคะแนนแบบนี้ ในขณะที่ทาง คสช. นั้นมี “250 สว.” จากการแต่งตั้งของตนอยู่ในมือเตรียมพร้อมไว้แล้ว
3.ขั้นการเลือกนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญกำหนดว่า “ต้องได้เสียงเกินครึ่งของรัฐสภา” เมื่อ สส. มี 500 คน ส่วน สว. มี 250 คน รวมเป็น
700 คน ครึ่งหนึ่งก็คือ 375 คน ดังนั้นคนจะเป็นนายกฯได้ต้องมีเสียงสนับสนุนตั้งแต่ “376 เสียงขึ้นไป” จุดนี้ฝ่าย คสช. มี 250 สว. อยู่ในมือแน่นอนแล้ว เหลือแค่หา สส. อีก 126 คนมายกมือ ก็จะ “อุ้มคนนอก” มานั่งเก้าอี้นายกฯ ได้ในที่สุด นี่จึงอาจเป็นสาเหตุว่า ทำไมถึงต้องพยายามให้พรรคขนาดกลางๆ เล็กๆ โตขึ้น
“มี 3 แนวทางที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งทางที่ 1 คสช. ปล่อยให้ 2 พรรคใหญ่แข่งกัน ซึ่งก็จะไม่มีพรรคไหนได้ถึง 376 เสียง ดังนั้น สว. ก็จะกำหนดว่าใครจะเป็นรัฐบาล ทางที่ 2 คสช. ต้องการจัดตั้งรัฐบาลเอง หากเลือกทางนี้ก็ต้องมีคะแนนเสียง จาก สส. เกินครึ่ง หรือ 250 เสียง ทางนี้เป็นไปได้ หาก 1 ใน 2 พรรคใหญ่ไปร่วมกับพรรคที่เหลือ แน่นอนว่ายาก ดังนั้นจึงต้องไปกันหมด จึงเป็นที่มาของคำว่ารัฐบาลแห่งชาติ และทางที่ 3 ถ้าสภาผู้แทนราษฎรจะแข่งกับ คสช. แต่จะเกิดได้ 2 พรรคใหญ่ต้องจับมือกัน ก็จะได้เสียงเกิน 376 และชนะ สว. ได้” อาจารย์ปริญญา ระบุ
ทว่าแม้จะมีการ “ปูทาง” เตรียมไว้อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ก็ใช่ว่าเส้นทางสายนี้จะราบเรียบโรยด้วยกลีบกุหลาบ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มองว่า ถึง สว. ทั้ง 250 คนในมือ คสช. จะพยายามพาคนนอกมาเป็นนายกฯ จนได้ แต่หลังจากนั้น “จะทำงานกันอย่างไร?” เพราะการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาอะไรสักเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าออกกฎหมาย ลงมติ ฯลฯ ถ้าผู้ยกมือสนับสนุน “ไม่ถึงครึ่ง” ของจำนวน สส. ทั้งหมด หรือ 250 เสียง จาก 500 เสียง เรื่องนั้นก็ไปต่อไม่ได้แล้ว ซึ่งนั่นจะเป็น “ฝันร้าย” ของนายกฯคนนอกอย่างแท้จริง
ขณะที่ประเด็นการเลือกตั้ง อนุทิน ก็มองว่า “ประชาชน” จะเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะเกิดขึ้นช้าหรือเร็ว แม้ คสช.รัฐบาล หรือใครก็ตามจะพยายาม “ยื้อ” แต่ก็ทำได้เพียงระยะหนึ่ง ถ้า “เกิดกระแส” เรียกร้องให้มีการจัดเลือกตั้งกันมากๆ “อะไรก็ฝืนไม่ได้” อีกทั้งต้องไม่ลืมว่าประเพณีทางการเมืองที่คนไทยคุ้นชินคือ “รัฐบาลมีอายุไม่เกิน 4 ปี” วันนี้อายุของ คสช. เหลืออีกไม่กี่เดือนก็จะครบ 4 ปีแล้ว คำอธิบายต่างๆ ที่เคยมีมาจะยังใช้ได้อีกหรือไม่?
“การเลือกตั้งถ้าไม่เกิดในปี 2561 เลวร้ายที่สุด 2562 ก็ต้องเกิด ถ้า 2562 ยังไม่เกิดก็ตัวใครตัวมัน ผมก็คิดแค่นี้ แต่ดีที่สุดคือไตรมาสสุดท้ายของปีหน้า ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยดีที่สุดสำหรับผู้บริหารประเทศ” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวย้ำ
สอดคล้องกับความเห็นของ องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวว่า เมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว ก็ขอให้พรรคที่ได้เสียงข้างมากทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาลไป ซึ่งแม้ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าใครบ้างจะมีเป็น สว. ทั้ง 250 คน แต่หากถึงวันนั้นแล้ว สว. ไม่ยกมือสนับสนุนให้เสียงข้างมากของประชาชน แต่กลับพยายามจะไปสนับสนุนบุคคลอื่นที่ประชาชนไม่ได้เลือก บ้านเมืองก็อาจจะมีปัญหาได้
“ในเมื่อเราเลือกที่จะปกครองกันในระบอบประชาธิปไตย เราตัดสินใจร่วมกันว่าจะอยู่ด้วยกันด้วยระบอบนี้ เราก็เดินไปข้างหน้าแบบนี้ ผลการเลือกตั้งมันจะออกมาอย่างไรเราก็ปล่อยให้พรรคการเมืองเขาดำเนินตามเสียงของประชาชน พรรค ก ข ค ง จ เขาจับมือรวมกันได้ก็ต้องให้เขาเป็นรัฐบาลไป เสียงข้างน้อยก็เป็นฝ่ายค้าน ถ้าเป็นแบบนี้บ้านเมืองก็จะไม่มีปัญหา” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็น
เช่นเดียวกับ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ย้ำว่า “อย่าดูหมิ่นเสียงประชาชน” แม้จะเป็นผู้คนที่มีการศึกษาไม่สูงแต่ต่างก็รับรู้ได้ว่า “นโยบายไหนมีผลกระทบหรือมีประโยชน์ต่อการทำมาหากิน” ดังนั้นจึงไม่ควรมองว่าคะแนนเสียงคนชนบทมีคุณภาพน้อยกว่าคะแนนเสียงของคนเมือง “ทุกคะแนนเสียงสำคัญทั้งสิ้น” ในการควบคุมพฤติกรรมของนักการเมือง
“การเลื่อนเลือกตั้ง คนที่เดือดร้อนไม่มากน่าจะเป็นนักการเมือง ก็อดทนกันไป ไม่ได้ทำงานตามสิ่งที่ตัวเองคาดหวังอยากแก้ปัญหา แต่คนที่เดือดร้อนที่สุดคือประชาชน ก็ต้องถามประชาชนว่า การแก้ปัญหาให้ส่วนรวมให้ประชาชน ภายใต้นักการเมืองที่มาจากการยึดอำนาจ กับนักการเมืองที่มาจากประชาชน ที่มีกระบวนการตรวจสอบ ที่ประชาชนมีเสียงติติงได้ อะไรดีกว่ากัน?” คุณหญิงสุดารัตน์ ฝากคำถามชวนคิด
ในเบื้องต้น 25 ก.ย. 2560 มีความเคลื่อนไหวจากคนในรัฐบาล คสช. ที่มุมหนึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังคงย้ำว่า วันนี้กฎหมายลูก กรธ. กำลังร่างก่อนส่งไปให้ สนช. พิจารณา และ “โรดแมปยังไม่เปลี่ยน” เพราะยังไม่มีปัจจัยใดมาเลื่อนออกไป ทว่าในวันเดียวกัน วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กลับยอมรับว่า หากกฎหมายลูกไม่เสร็จตามกรอบเวลา “อาจกระทบการเลือกตั้ง” แต่การขยายกรอบเวลาออกไปจะทำอย่างไรแบบไหน? ยังไม่สามารถบอกได้ในขณะนี้
ขนาดรองนายกฯ 2 ท่าน ยังเห็นไม่ตรงกัน…ประชาชนจะกังวล “กลัวไม่มีเลือกตั้ง” ก็คงไม่แปลกอะไร!!!