ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/295393

TDRIชี้10อุตสาหกรรมในEECอะไรคุ้มไม่คุ้ม ย้ำมาตรการไหนใช้ดีให้ขยายผลทั่วปท.
2 ต.ค. 2560 ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในเวทีสัมมนาสาธารณะ “เช็คเครื่องยนต์ EEC พร้อมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0?” ณ อาคาร TDRI ซ.รามคำแหง 39 ย่านบางกะปิ กรุงเทพฯ ว่า จากกรณีที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายจัดตั้งโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยกระตุ้นการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมนั้น คาดว่าจะได้ผลรายอุตสาหกรรมดังต่อไปนี้

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
1.ยานยนต์สมัยใหม่ เชื่อว่านักลงทุนจะยังเน้นไปที่การผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนผสม 2 ระบบระหว่างน้ำมันกับไฟฟ้า หรือรถยนต์ Hybrid มากกว่ารถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน หรือ BEV เนื่องจากรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนเทคโนโลยียังไม่นิ่ง การผลิตจึงยังคงอยู่เฉพาะภายในประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเท่านั้น 2.อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อาจมีการขยายการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่ลงทุนอยู่แล้วขณะนี้ เนื่องจากได้ประโยชน์เฉพาะสิทธิทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้น
3.การท่องเที่ยวและสุขภาพ มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเนื่องจากเป็นจุดแข็งของไทยอยู่แล้ว ประกอบกับรัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องไว้รองรับ เช่น การขยายสนามบินอู่ตะเภา โครงการถนนมอเตอร์เวย์ และรถไฟทางคู่ อย่างไรก็ตาม โครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะเชื่อมระหว่าง 3 สนามบินหลักในละแวกเดียวกัน คือดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา คาดว่าคงเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากเป็นโครงการประเภท PPP หรือการให้เอกชนเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงทั้งหมด คงหานักลงทุนมาดำเนินการไม่ง่ายนัก

“รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน” โครงการที่เกิดขึ้นจริงได้ยาก
4.การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ สำหรับผู้ลงทุนอยู่แล้วอาจขยายการลงทุน แต่คงไม่มากนักเพราะอุตสาหกรรมประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่ EEC ก็สามารถทำได้ เช่นเดียวกับ 5.การแปรรูปอาหาร ที่บางส่วนเริ่มมีการลงทุนด้านนวัตกรรมอาหาร หรือ Food Innopolis ไปบ้างแล้ว 6.การซ่อมบำรุงอากาศยาน เชื่อว่าน่าจะเติบโตได้ดีเพราะได้รับอานิสงส์จากโครงการขยายสนามบินอู่ตะเภา
7.อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ คาดว่าไม่น่าจะเติบโตเท่าใดนัก เพราะตลาดในประเทศมีไม่มาก เห็นได้จากปี 2559 มียอดสั่งซื้อเพียง 2,000 ตัวเท่านั้น และการผลิตเพื่อส่งออกคงไม่สามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่างประเทศจีนได้ อย่างไรก็ตามพบว่ารัฐบาลได้ปรับตัวด้วยการหันไปส่งเสริมด้าน Automation แทน นอกจากนี้หุ่นยนต์เพื่องานบริการ เช่น การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย เป็นอีกอุตสากรรมที่อาจเกิดขึ้นได้
8.เชื้อเพลิงชีวภาพและชีวเคมี เชื่อว่าไม่น่าจะมีการลงทุนมากนักเพราะไทยยังไม่มีต้นทุนพอจะแข่งขัน โดยเฉพาะหากไม่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ 9.การแพทย์ครบวงจร เป็นอีกอุตสาหกรรมที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ แต่ยังติดปัญหา เช่น การขึ้นทะเบียนยาหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ใช้เวลาดำเนินการค่อนข้างนาน และ 10.ธุรกิจดิจิทัล คาดว่าคงไม่มีผู้มาลงทุนมากนักเพราะทำที่ไหนก็ได้ เว้นแต่บางรายที่ต้องการใช้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงพิเศษ เช่น สตูดิโอรับจ้างตัดต่อภาพยนตร์ที่รับงานจากฮอลลีวู้ด สหรัฐอเมริกา ที่ต้องส่งข้อมูลวันละมากๆ
ปธ. TDRI ยังกล่าวอีกว่า ถึงกระนั้น โครงการ EEC ยังมีความท้าทาย 2 เรื่อง คือ 1.ทรัพยากรน้ำจะเพียงพอหรือไม่หากขยายอุตสาหกรรมออกไป เพราะทุกวันนี้นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในภาคตะวันออกก็ยังต้องใช้วิธีบริหารจัดการน้ำกันอยู่แล้วโดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง กับ 2.ไทยมีแรงงานฝีมือเพียงพอหรือไม่ สถาบันการศึกษาในไทยพร้อมผลิตกำลังคนส่งให้กับภาคอุตสาหกรรมเพียงใด อนึ่ง การดึงสถาบันการศึกษาระดับโลกมาอาจเป็นเรื่องยากและมีต้นทุนสูง แต่หากเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับภูมิภาค เช่น มหาวิทยาลัยจากจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น ก็อาจจะเป็นไปได้
“EEC จะนำเอาหน่วยงานของรัฐที่ต่างคนต่างทำมาทำงานร่วมกัน เป็นเอกภาพ เป็น One Stop Service จริงๆ ถ้าตรงนี้ทำได้สำเร็จ ถอดบทเรียนไปตอบโจทย์ของประเทศได้ ประเทศไทยจะก้าวกระโดดขึ้นไปอีกขั้น แล้วข้อกล่าวหาที่บอกว่า EEC สร้างแต่การเติบโตแต่ไม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำก็จะลดน้ำหนักลงไป รัฐบาลจึงควรถอดบทเรียนจาก EEC ไปขยายผลทั้งประเทศ ทั้งการปฏิรูปกฎระเบียบ การเปิดเสรีบริการต่างๆ การให้บริการประชาชนอย่างครบวงจร” ดร.สมเกียรติ กล่าว

ดร.เสาวรัฐ รัตนคำฟู
ขณะที่ ดร.เสาวรัฐ รัตนคำฟู นักวิจัยอาวุโส TDRI กล่าวเสริมว่า เมื่อเทียบกับ สิงคโปร์ ที่ตั้งเป้าหมายเป็นยุทธศาสตร์เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ พบมีการใช้หลากหลายมาตรการ อาทิ เชื่อมโยงระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับโรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัย มีการให้ทุนวิจัยเชิงพาณิชย์ ทำให้งานวิจัยถูกนำมาต่อยอดในท้องตลาดได้จริง ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น มุ่งคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ให้สิทธิพิเศษในการมาตั้งศูนย์วิจัยในประเทศ นอกจากนี้ยังเน้นผลิตบุคลากรทั้งช่างเทคนิค วิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมข้างต้น
“ความสำเร็จของ EEC ไม่ควรวัดจากพื้นที่หรือการลงทุน แต่ควรวัดจากความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศว่าเพิ่มขึ้นและแรงงานไทยมีทักษะสูงขึ้น ที่ผ่านมาเราสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติมาแล้วแต่ปัญหาคือไม่ได้เชื่อมโยงกับบริบทประเทศไทย การพัฒนา EEC จะได้ผลตอบแทนคุ้มค่า คือต้องเชื่อมโยงเทคโนโลยีและพัฒนาคนในประเทศให้ได้ โดยเชื่อมระหว่างธุรกิจ EEC กับธุรกิจไทย ที่ผ่านมาเราทำกันน้อยไป ตอนนี้เราไม่มีเวลาอีกแล้ว อีกทั้งต้องสร้างบุคลากรของเราให้สามารถเรียนรู้และดูดซับเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้” ดร.เสาวรัฐ ระบุ