ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation
http://www.naewna.com/likesara/295572

ครอบครัวอบอุ่น ถึงเวลายกเป็นวาระแห่งชาติ
“3.1.1. เพื่อวางรากฐานให้คนไทยเป็นคนที่สมบูรณ์ มีคุณธรรมจริยธรรม มีระเบียบวินัยค่านิยมที่ดี มีจิตสาธารณะ และมีความสุข โดยมีสุขภาวะและสุขภาพที่ดี ครอบครัวอบอุ่น ตลอดจนเป็นคนเก่งที่มีทักษะความรู้ความสามารถและพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต”
ความตอนหนึ่งจากเอกสาร สรุปสาระสำคัญแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12(พ.ศ.2560 -2564) จัดทำโดย “สภาพัฒน์” สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งปรากฏคำว่า “ครอบครัว” อยู่ในแผนด้วย สะท้อนถึงความสำคัญของครอบครัวต่อของการเติบโตอย่างมีคุณภาพของมนุษย์
ที่เวทีเสวนาเรื่อง “ครอบครัวไทย ทิศทางไปทางไหน ใครมีส่วนช่วย” ซึ่งจัดโดย สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ รร.รามาการ์เด้นส์ ถ.วิภาวดีรังสิต ย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ รศ.อภิญญา เวชยชัย นายกสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ กล่าวถึงข้อค้นพบจากการศึกษาสภาพของครอบครัวไทยไว้ว่า แม้ครอบครัวไทยค่อนข้างมีความสามารถพึ่งพาตนเองได้ดีและมีชุมชนเป็นแรงสนับสนุน แต่การขับเคลื่อนงานด้านครอบครัวนั้น พบว่ายังทำกันจำกัดในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เท่านั้น
รศ.อภิญญา ย้ำว่า “หากจะให้ได้ผลอย่างกว้างขวาง รัฐบาลส่วนกลางต้องให้ความสำคัญ” ทว่าที่ผ่านมา “รัฐบาลส่วนกลางมีนโยบาย แต่ขาดกลไกที่ทำให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง” นอกจากนี้เรื่องของครอบครัวเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น จึงต้องทำให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน

“ฐานข้อมูลครอบครัวไทยยังไม่มีเจ้าภาพจัดเก็บอย่างเหมาะสม แต่สิ่งที่ได้พบคือสถิติเชิงแนวโน้มมากกว่า ว่าสถานการณ์แบบนี้ชี้ให้เห็นว่าครอบครัวกำลังเผชิญภาวะไม่มั่นคงอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการที่หัวหน้าครอบครัวไม่ค่อยอยู่เพราะต้องเดินทางออกไปทำงาน สิ่งที่ตามมาคือต้องทิ้งลูกเอาไว้กับปู่ย่าตายาย แล้วการให้ปู่ย่าตายายดูแลมันก็จะมีช่องว่างเยอะ จากฐานความเข้าใจ ความรู้ในวัยที่แตกต่างกัน ตามพฤติกรรมลูกหลานไม่เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป” รศ.อภิญญา ระบุ
ในงานเสวนาครั้งนี้ มีการเปิดเผยความคืบหน้า“โครงการพัฒนานวัตกรรมการขับเคลื่อนงานครอบครัวอบอุ่นในระดับพื้นที่” ที่สมาคมครอบครัวศึกษาฯ ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. เข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนใน 11 จังหวัด ประกอบด้วย พะเยา ลำปาง น่าน เลย อุบลราชธานี สุรินทร์ กาฬสินธุ์ สระบุรี ตรัง พัทลุง และสงขลา ปัจจุบันมีศูนย์พัฒนาครอบครัวทั้งหมด 110 ศูนย์ มีครอบครัวเข้าร่วมทั้งสิ้น 3,000 ครัวเรือน โดยมีเป้าหมาย 3 ด้านคือ “สัมพันธภาพดี – บทบาทหน้าที่ดี – สามารถพึ่งพาตนเองได้” ซึ่งในภาพรวมได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
สิริรส กิ้มเฉี้ยง ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บางรัก จ.ตรัง ยกตัวอย่างเรื่องเล็กๆ แต่ใกล้ตัวที่สุดคือ“การสื่อสาร” ว่าหลายคนอาจจะแยกแยะไม่ออกระหว่างถ้อยคำ “ดุด่า – ตักเตือน” หรือถ้อยคำ “โต้เถียง -อธิบาย” ซึ่งส่งผลต่อการใช้คำพูด น้ำเสียง ท่าทางที่แสดงออกไปของแต่ละคน แทนที่จะทำให้ “เข้าใจกัน” ปัญหายุติคลี่คลายลงด้วยดี กลับยิ่ง “ขยายรอยร้าว” สร้างความแตกแยกขัดแย้งรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
“อย่างคุณคุยกับสามี คุณบอกว่าแค่คุยแต่จริงๆ คุณด่าสามีเต็มๆ คือพูดมาก็สวนกลับ มันเป็นความเคยชิน อย่างคุยกับแม่เราก็สวนกลับ แต่คนนอกฟังเขาก็คิดว่าเราเถียง พอได้เข้าร่วมกิจกรรมก็เลยได้รู้ว่านี่ไม่ใช่การอธิบายกับแม่ แต่เป็นการเถียงแม่ หรือสามีภรรยาอธิบายสวนกันไป-มา ผู้ร่วมประชุมเขาดูออกเลยว่าคำพูดลักษณะนี้มันคือการเถียง ถ้าตักเตือนหรือบอกให้เข้าใจ ต้องมีลักษณะท่าทียังไง ลองให้เขาเปลี่ยนโจทย์เปลี่ยนท่าที ยกตัวอย่างคำพูดให้เขาปรับ แล้วเขาก็นำไปใช้” ผอ.กองสวัสดิการสังคม อบต. บางรัก กล่าว
ผลที่ได้จากการแก้ไขเรื่องที่ดูเล็กๆ แบบนี้ สิริรสยกตัวอย่างครอบครัวหนึ่ง มีคุณยายอายุมากเป็นแม่ครัวในบ้าน เวลาทำอาหารก็มักจะ “ปรุงไปบ่นไป” จนวันหนึ่งผู้เป็นหลานที่เข้าร่วมโครงการ บอกกับคุณยายว่า “วันหลังยายไม่ต้องทำกับข้าวแล้ว เดี๋ยวหนูทำเองเข้าใจนะว่าทำกับข้าวมันเหนื่อยมันร้อน” และคำพูดเพียงเท่านี้เอง ทำให้บรรยากาศในบ้านดีขึ้น หรือกิจกรรม “มองผ่านภาพ” ที่ทำกับกลุ่มเยาวชน ให้เห็นว่า “หน้าที่ของพ่อแม่นั้นมากมายเพียงใด” ผลที่ได้คือหลายคนยอมรับว่า “ไม่เคยรู้มาก่อน” และบอกว่าต่อไปจะตั้งใจทำหน้าที่ลูกที่ดีอย่างเต็มที่
เช่นเดียวกับ พะเอิญ คุ้มวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านจรูกแขวะ ต.โคกยาง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เล่าว่า ในพื้นที่มีการแบ่งความรับผิดชอบเป็น 3 ช่วงวัย โดย “วัยเด็ก” เป็นหน้าที่ของโรงเรียน“วัยผู้ใหญ่” มีผู้ใหญ่บ้านคอยดูแล และ “วัยสูงอายุ” จะเป็นบทบาทของพระสงฆ์ มีการสอดแทรกความรู้ด้านครอบครัวศึกษาในหลากหลายโอกาส เช่น วันสำคัญทางศาสนาซึ่งผู้คนไปทำบุญที่วัด พระอาจารย์ก็จะขึ้นเทศน์ประเด็นเกี่ยวกับครอบครัว เป็นต้น
“กลุ่มที่เป็นท้องวัยใส อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) จะเข้าไปดูว่าจะเลี้ยงลูกยังไง รพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) ก็เข้ามาช่วย โดยหลักคือจะเป็นครอบครัวลักษณะใดก็ตาม เราต้องมาดูข้อมูลสถานการณ์ แล้วหาวิธีการว่าจะพัฒนาอย่างไร” ผอ.พะเอิญ ยกตัวอย่าง
เหตุใดงานขับเคลื่อนครอบครัวเป็นสุขถึงมีความสำคัญมาก? เรื่องนี้ พญ.พรรณพิมล วิปุลากรผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และนายกสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย ยกผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างครอบครัวไทย จำนวน 3,638 ครัวเรือนที่แม้จะพบครอบครัวที่ไม่อบอุ่นอยู่เพียงร้อยละ 1 แต่ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะหากนำจำนวนครอบครัวที่แท้จริงในประเทศไทย ทั้งหมด 15 ล้านครัวเรือนมาเทียบ ย่อมหมายถึงในประเทศไทยมีครอบครัวกลุ่มเสี่ยงถึง 150,000 ครัวเรือน เป็นอย่างน้อย ซึ่งครอบครัวกลุ่มนี้มีโอกาสจะส่งต่อปัญหาออกไปสู่สังคมโดยรอบได้
“1 เปอร์เซ็นต์ดูน้อย แต่ 15 ล้านครัวเรือนก็ 150,000 เขากำลังพยุงตัวไม่อยู่ เขากำลังส่งออกความไม่สันติสุขจากครอบครัวเขาสู่บริบทโดยรอบ ลูกเขาคนใดคนหนึ่งอาจจะกำลังตีลูกเราอยู่ เพราะเขาหาทางออกในชีวิตไม่เจอ บ้านเราอบอุ่นดี แต่ไม่รู้ว่า 1 เปอร์เซ็นต์เขาอยู่ที่ไหน วันนี้เรากำลังใช้เครื่องมือให้ท้องถิ่นหาให้เจอว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของท่านอยู่ที่ไหน ท่านจะดูแลเขายังไง จะช่วยให้เขาอบอุ่นขึ้นได้ยังไง” พญ.พรรณพิมล ฝากข้อคิด
สอดคล้องกับ สุวรรณี คำมั่น กรรมการกองทุนและประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 4 สสส. กล่าวว่า ภารกิจของ สสส. คือการสร้างความรู้ความเข้าใจในการป้องกันปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ จึงต้องเข้าไปร่วมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัว โดยเฉพาะปัจจุบันที่บริบทสังคมเปลี่ยนไป เกิดครอบครัวแบบใหม่ๆ เช่น ครอบครัวที่มีแต่คนชรากับเด็ก แม่วัยใส พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว และตัวชี้วัดความอบอุ่นแบบเดิมๆ อาจจะไม่ตอบโจทย์อีกแล้ว
“ถ้าเรามองว่าครอบครัวแรกเป็นหน่วยที่จะพัฒนาคน แต่ถ้าครอบครัวพร่องไป เราจะทำยังไงถึงจะรู้ ถึงจะเข้าไปช่วยเขาได้ให้เป็นครอบครัวต้นแบบ หรือเข้าไปหาองค์ความรู้ที่เป็นกลไกวิธีการที่จะช่วยพัฒนา” สุวรรณี กล่าว