ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation
http://www.naewna.com/likesara/295519

ย้อนคดีกราดยิงเมืองมะกัน จิตป่วยมีปืน สมการสู่หายนะ
“ปังๆๆๆๆ” เสียงปืนที่ดังอย่างรัวเร็วแทรกเข้ามาระหว่างที่ผู้คนนับหมื่นกำลังดื่มด่ำกับบทเพลงของนักดนตรีคันทรี เจสัน อัลดีน (Jason Aldean) ที่บรรเลงขับกล่อมในเทศกาลดนตรี “รูท 91” (Route 91) ณ นครลาส เวกัส มลรัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา (Las Vegas , Nevada , USA) ที่ในตอนแรกหลายคนคงคิดว่าเป็นเสียงประกอบจากเวทีคอนเสิร์ต ทำให้การแสดงยังคงดำเนินต่อไป กระทั่งครู่ต่อมาเมื่อเห็นมีผุ้บาดเจ็บล้มลง เมื่อนั้นจากก็กลายเป็นความอลหม่าน ผู้คนต่างแตกฮือวิ่งหนีตายเอาชีวิตรอด จากบรรยากาศที่แสนสุขกลายเป็นภาพสยดสยองโดยพลัน
ในเวลาต่อมา ตำรวจลาส เวกัส เปิดเผยว่า คนร้ายคือ สตีเฟน แพ็ดด็อค (Stephen Paddock) อายุ 64 ปี ลงมือก่อเหตุจากห้องพักชั้น 32 ของโรงแรม Mandalay Bay ซึ่งสามารถมองเห็นจุดที่มีการแสดงดนตรีได้ชัดเจน และเมื่อตำรวจบุกเข้าไปในห้องพักก็ต้องผงะ เพราะนอกจากร่างของผู้ก่อเหตุที่ลงมือปลิดชีพตนเองไปก่อนแล้ว ยังพบอาวุธปืนในห้องอีกมากกว่าสิบกระบอก รวมถึงที่

“สตีเฟน แพ็ดด็อค” มือปืนกราดยิงที่ลาส เวกัส
ที่มา : เว็บไซต์สำนักข่าว BBC
หลังเกิดเหตุ แม้กลุ่มก่อการร้ายตัวเอ้ของโลกยุคนี้อย่าง “รัฐอิสลาม” (IS , ISIS) จะออกมาอ้างว่าเหตุครั้งนี้เป็นผลงาน “สาวก” ของกลุ่มตน ทว่าทางตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ ก็ไม่ค่อยจะให้น้ำหนักเท่าใดนัก อาทิ สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลความเชื่อมโยงระหว่างนายสตีเฟนกับกลุ่มก่อการร้าย ขณะที่เจ้าหน้าที่อีกราย กล่าวกับสำนักข่าว Reuters ว่าผู้ก่อเหตุมีประวัติเคยเข้ารับการรักษาอาการทางจิต
สำหรับสังคมอเมริกัน เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนกลับไปเมื่อ 20 เม.ย. 2542 ที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ มลรัฐโคโลราโด (Columbine High School , Colorado) เกิดเหตุวัยรุ่น 2 คน เอริค แฮริส (Eric Harris) , ดีแลน เคลย์โบล (Dylan Klebold) ใช้อาวุธปืนเข้าไปกราดยิงเพื่อนนักเรียนและครูในโรงเรียน ก่อนจะฆ่าตัวตาย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ บาดเจ็บ 24 คน ในครั้งนั้นมูลเหตุสันนิษฐานให้น้ำหนักไปทางที่ 2 คนร้ายเคย “ถูกรังแก” (Bullying) อย่างซ้ำซากมาก่อน โดยเฉพาะจากกลุ่มเพื่อนนักเรียนที่เป็นนักกีฬาของโรงเรียน

“เอริค แฮริส” (ซ้ายล่าง) – “ดีแลน เคลย์โบล” (ขวาล่าง) 2 มือปืนกราดยิง ร.ร.มัธยมโคลัมไบน์
เหตุสะเทือนขวัญครั้งต่อมา 16 เม.ย. 2550 ในขณะที่ประเทศไทยเพิ่งผ่านพ้นการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ แต่ที่สหรัฐอเมริกา ณ “เวอร์จิเนียเทค” สถาบันโพลีเทคนิคและมหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนีย มลรัฐเวอร์จิเนีย (Virginia Polytechnic Institute and State University , Virginia) คราวนี้คนร้ายคือ โช ซึง ฮุย (Cho Seung Hui) หนุ่มชาวเกาหลีใต้อายุ 23 ปี ที่อพยพตามครอบครัวมาอยู่ในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 32 ศพ ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะยิงตัวตายตามไปเป็นศพที่ 33 นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 29 คน
และเป็นอีกครั้งที่มูลเหตุจูงใจ ให้ข้อสันนิษฐานหนักไปทาง “ความรู้สึกแปลกแยกจากคนคนรอบข้าง” ดังคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมชั้นเรียน ที่ระบุว่า นอกจากการตอบคำถามในชั้นเรียนแล้ว โช ไม่ค่อยพูดจาหรือสบตากับคนอื่นๆ เท่าใดนัก ขณะที่ตำรวจพบจดหมายที่ โช เขียนไว้ในห้องพักของตนก่อนลงมือก่อเหตุ เนื้อหาทำนองระบายความรู้สึก “เกลียดชังผู้หญิงและคนรวย” อีกทั้งยังมีวีดีโอที่บันทึกคำพูดของเขาที่ว่า “คุณต้อนผมจนมุม และผมไม่มีทางเลือก” (You forced me into a corner and gave me only one option) และรูปที่เขาถ่ายขณะชูปืนพก 2 กระบอก

“โช ซึง ฮุย” (ภาพเล็ก) ผู้ก่อเหตุกราดยิงที่เวอร์จิเนียเทค
อีก 5 ปีต่อมา 20 ก.ค. 2555 คราวนี้เกิดเหตุที่โรงภาพยนตร์ Century 16 movie theater เมืองออโรรา (Aurora) มลรัฐโคโลราโด คนร้ายแต่งชุดแบบตำรวจปราบจลาจล เปิดฉากโยนแก๊สน้ำตาเข้าไป ตามด้วยการกราดยิงด้วยอาวุธปืนหลายขนาด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 12 ศพ บาดเจ็บ 58 คน ขณะที่ผู้คนกำลังชมภาพยนตร์ “แบทแมน : อัศวินรัตติกาลผงาด” (The Dark Knight Rises) อันเป็นภาค 3 และเป็นภาคสุดท้ายของซีรีส์มนุษย์ค้างคาวที่เป็นผลงานของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ผู้กำกับภาพยนตร์มือทองคนหนึ่งของฮอลลีวู้ด
ซึ่งผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ ทราบชื่อคือ เจมส์ อีแกน โฮมส์ (James Eagan Holmes) อายุ 24 ปี เขาจบการศึกษาชั้นปริญญาตรี “เกียรตินิยมอันดับ 1” จาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตริเวอร์ไซต์ (UC Riverside) กระทั่งได้ทุนเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่ มหาวิทยาลัยโคโลราโด เดนเวอร์ (University of Colorado at Denver) แต่ก็พบว่าเมื่อมาเรียนแล้วมีผลการเรียนไม่ค่อยดีนัก คดีนี้ให้น้ำหนักไปที่ผู้ต้องหามีอาการป่วยทางจิต อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างยังคงเป็นปริศนาเพราะศาลโคโลราโดมีคำสั่ง “ห้ามเผยแพร่” หลักฐานในคดีนี้ ขณะที่ผู้ต้องหาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

“เจมส์ อีแกน โฮมส์” (ภาพเล็ก) และโรงภาพยนตร์ Century 16 movie theater สถานที่ก่อเหตุของคนร้ายรายนี้
ที่มา : เว็บไซต์ นสพ. usa today
นี่เป็นเพียงเหตุใหญ่ๆ เท่านั้น ยังมีเหตุกราดยิง ทั้งที่สำเร็จและเป็นเพียงความพยายามแต่ถูกเจ้าหน้าที่สกัดกั้นไว้ได้ก่อนอีกไม่น้อยในสหรัฐอเมริกา เว็บไซต์ http://www.gunviolencearchive.org ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ทำงานด้านรณรงค์ประเด็นความรุนแรงจากอาวุธปืน ระบุว่า นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2560 เป็นต้นมา เกิดเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืนแล้ว 46,679 คดี มีผู้เสียชีวิต 11,682 ศพ บาดเจ็บ 23,609 คน และมีเหตุกราดยิงด้วยอาวุธปืน (Mass Shooting) เกิดขึ้นแล้ว 273 คดี โดยกรณีลาส เวกัส เมื่อค่ำวันที่ 1 ต.ค. 2560 ตามเวลาท้องถิ่น เป็นเหตุครั้งล่าสุด
สถานการณ์ความรุนแรงจากอาวุธปืน 9 เดือนแรกของปี 2560 ในสหรัฐอเมริกา
ที่มา : http://www.gunviolencearchive.org
ในมุมหนึ่ง จากเหตุความรุนแรงด้วยอาวุธปืนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสหรัฐฯ นำมาซึ่งเสียงเรียกร้องให้ “จัดระเบียบการครอบครองอาวุธปืน” ไม่ให้ซื้อหาได้ง่ายอย่างที่เป็นอยู่ ทว่าเมื่อรัฐบาลไหนหรือประธานาธิบดีคนใดคิดจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาดำเนินการ พบว่าต้องเจอ “แรงต้าน” จนต้องถอยหลังวางมือเสียทุกครั้งไป และชื่อของ สมาคมไรเฟิลแห่งชาติ “National Rifle Association – NRA” ก็เป็นที่รับทราบกันดีในสังคมอเมริกัน ว่านี่คือ “ตัวตั้งตัวตี” สำคัญในการ“วิ่งเต้น” (Lobby) ให้ทำเนียบขาวและสภาคองเกรสไม่แตะต้องประเด็นอาวุธปืน
โดยกลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิการครอบครองอาวุธปืนในสหรัฐฯ ไม่ว่า NRA หรือกลุ่มอื่นๆ มักอ้างถึงบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญว่าด้วย “สิทธิในการป้องกันตัวของพลเมือง” ซึ่งเขียนไว้ตั้งแต่วันที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อตั้งขึ้น และได้มีการตีความในทางสอดคล้องกันว่า “อาวุธปืน = สิทธิขั้นพื้นฐาน” สำหรับชาวอเมริกันทุกคน เสมอมาทุกยุคสมัยจนถึงปัจจุบัน แม้โลกจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่ยุคของคาวบอยควบม้าดวลปืนกับโจรแบบบ้านป่าเมืองเถื่อนในอดีตแล้วก็ตาม อีกทั้งยังเชื่อด้วยว่า“เมื่อทุกคนมีปืน คนชั่วจะไม่กล้าทำผิด” เพราะต่างฝ่ายต่างมีอำนาจต่อสู้เท่าเทียมกัน

NRA และบทบัญญัติ รธน.สหรัฐฯ ว่าด้วยสิทธิการครอบครองอาวุธปืน
แต่อีกด้านหนึ่ง การที่ผู้ก่อเหตุหลายรายมีปัญหาทางจิตไม่มากก็น้อย ทำให้นึกถึงผู้ก่อการร้ายประเภท “หมาป่าเดียวดาย” (Lone Wolf) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันคือ ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมรุนแรงมาก่อน หลายราย “ขาวสะอาด” ไม่เคยก่อคดีใดๆ เสียด้วยซ้ำไป แต่เมื่อได้อ่านได้เห็น ได้รับรู้ “ชุดความคิด” สักอย่างหนึ่ง ที่ไป “สะกิดปม” ในใจเข้า คนคนนั้นก็พร้อมจะกลายเป็น “มือสังหาร” ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งทั้งชุดความคิด อาวุธ และยุทธวิธีก่อเหตุ ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะค้นหามาทำการศึกษา เพราะมี “อินเตอร์เน็ต” สื่อออนไลน์ที่มีข้อมูลมากมาย และใครๆ ก็เข้าถึงได้
นักจิตวิทยาคนดัง ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม เคยกล่าวกับทีมงาน “แนวหน้าวาไรตี้” (‘Home Grown – Lone Wolf’ เพราะถูกบีบคั้น..จึงระบายแค้น? – หน้า 13 นสพ.แนวหน้า พุธที่ 22 มิ.ย. 2560) อธิบายถึงแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุประเภทนี้ว่า 1.สื่อออนไลน์มีผลมากต่อพฤติกรรมคนเพราะ “ความถี่” ในการรับสื่อที่ “ไร้ข้อจำกัด” สามารถเปิดอ่านเปิดดูได้ “ทุกที่-ทุกเวลา” และยัง“ดูซ้ำๆ” ได้ตามต้องการ ต่างจากโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ ที่มีช่วงเวลาในการเผยแพร่ จึงไม่ต่างอะไรกับการ “สะกดจิต” สร้างความคิดความเชื่อบางอย่าง จนกลายเป็นการแสดงออกในเวลาต่อมา
กับ 2.ตัวผู้รับสื่อมี “เชื้อไฟ” อยู่ก่อนแล้ว คล้ายกับปัญหาอื่นๆ ที่คุ้นกันดี เช่น เด็กแว้น นักเลงอันธพาล ฯลฯ ผู้ก่อการร้ายประเภท Home Grown – Lone Wolf ก็เช่นกัน ดร.วัลลภ กล่าวว่า เมื่อใครคนหนึ่งรู้สึกแปลกแยกจากสังคม ก็จะเริ่มแสดงออกด้วยการ “แยกตัว” ออกไปอยู่เพียงลำพัง ซึ่งจะทำให้ขาด “ทักษะสังคม” และต่อมาคือ “ขาดสติ” โดยเฉพาะหากไม่มีบุคคลหรือหรือสถาบันใดเป็นที่พึ่งในทางที่ถูกที่ควรได้ คนคนนั้นก็จะยิ่งมีปฏิกิริยาต่อสังคมในทางที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

“Lone Wolf”
“ถ้าถูกเลี้ยงดูมาไม่ดี หรือถูกปฏิเสธ ถูกมองว่านอกคอก พวกนี้ก็จะเกิดจิตใจเกิดการต่อต้านสังคม ถ้าใครบอกดีฉันบอกไม่ดี ถ้าใครบอกไม่ดีฉันบอกดี ที่เห็นๆ สมัยหนึ่งคือพวกกลุ่มฮิปปี้ คือเขามองว่าทำไมคนดีต้องแต่งตัวดีๆ ทำไมต้องดูกันที่ภายนอก เขาก็ต่อต้านด้วยการแต่งตัวสกปรก ปล่อยผมยาว ซึ่งแบบนี้มันก็มีอีกหลายกลุ่ม
แล้วพอเขาต่อต้านมากๆ สังคมก็ต่อต้านเขามากขึ้นอีก เพราะดูท่าทางกิริยาความประพฤติไม่ดี ก็ยิ่งปฏิเสธสังคมขึ้นไปอีก ก็พัฒนาไปเป็นอาฆาตแค้นสังคม พร้อมจะก่อเรื่องให้สังคมมันพัง ถึงตรงนี้ก็พร้อมจะฆ่าคน พร้อมจะเผาบ้านโดยไม่ต้องมีเหตุผลเลย เพราะต้องการให้สังคมเจ็บใจ” ดร.วัลลภ กล่าว
สำหรับแรงจูงใจของ สตีเฟน แพ็ดด็อค ในการก่อเหตุครั้งนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด เพราะนอกจากจะไม่พบความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายแล้ว เอริค แพ็ดด็อค (Eric Paddock)น้องชายของผู้ก่อเหตุ ยังกล่าวว่า ที่ผ่านมาพี่ชายของเขาก็เป็นคนปกติเหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป มีงานทำ มีบ้าน มีรถยนต์ และไม่เคยมีปัญหารุนแรงกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ทำให้รู้สึกตกใจมากที่ทราบข่าวว่า สตีเฟน ไปก่อเหตุกราดยิงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 59 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 500 คน แต่หลังจากนี้การทำงานของเจ้าหน้าที่คงทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น
แต่ที่แน่นอนแล้วอย่างหนึ่ง..วันนี้ไม่ว่าสังคมอเมริกัน หรือสังคมอื่นๆ รวมถึงไทย คงไม่ผิดนักหากจะใช้คำว่า “No Place is Safe” ไม่มีที่ไหนปลอดภัยอีกต่อไป เพราะแม้แต่ในประเทศที่มีการควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มข้น ผู้ก่อเหตุก็ยังสามารถลงมือได้ด้วยวิธีอื่นๆ เช่น ใช้อาวุธมีดไล่แทง หรือขับรถยนต์พุ่งเข้าใส่ฝูงชน โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เนื่องจากก่อนหน้านั้น ตัวผู้ก่อเหตุอาจจะมีงานทำ มีชีวิตเหมือนคนปกติอื่นๆ ทั่วไป และยังไม่มีตำราในบนโลก ที่ระบุวิธีป้องกันอาชญากรรมประเภทนี้ได้
เพราะเป็นเรื่องของ “ใจคน” ที่สะสมแรงบีบคั้น รอวัน “ระเบิด” เกิดเป็นความรุนแรง ไม่วันใดก็วันหนึ่ง!!!