ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/296849

‘นั่งร้านถล่ม’ อุบัติเหตุซ้ำซากงานก่อสร้าง
“คนงานก่อสร้าง” 1 ในอาชีพที่ถูกให้นิยามว่า“3D” ซึ่งเป็นศัพท์ของแวดวงแรงงาน หมายถึงงานที่มีลักษณะครบทั้ง 3 ประการในงานประเภทเดียวกัน ประกอบด้วย “Dirty” (สกปรก) สภาพการทำงานทำให้เสื้อผ้าเนื้อตัวมอมแมมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “Difficult” (ยากลำบาก) ใช้กำลังแรงกายมากไม่ใช่งานนั่งโต๊ะในสำนักงาน และ “Dangerous” (อันตราย) ทำงานภายใต้ความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ที่ผ่านมามักจะมีข่าวอุบัติเหตุสิ่งก่อสร้างต่างๆ พังถล่มลงมาระหว่างกำลังทำการก่อสร้างอยู่เนืองๆ และหลายครั้งนำมาซึ่งความสูญเสีย คนงานก่อสร้างหลายคนต้องจบชีวิตลงภายใต้ซากปรักหักพัง หรือไม่ก็ได้รับบาดเจ็บเลือดตกยางออก อาทิ เหตุอาคารหอพักย่านคลอง 6 จ.ปทุมธานี ถล่มเมื่อ 11 ส.ค. 2557 มีคนงานเสียชีวิต 14 ศพ เป็นต้น หรือเหตุแผ่นปูนถล่ม ณ อาคารในซอยเพชรบุรี 32 ถ.เพชรบุรี กรุงเทพฯ มีคนงานบาดเจ็บ 3 รายเมื่อ 28 พ.ค. 2560
และเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 30 ก.ย. 2560 กับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมระหว่าง ต.บ้านกล้วย กับ ต.ท่าชัย อ.เมือง จ.ชัยนาท พังถล่มลงมา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัสถึง 3 ราย ซึ่งแม้ทั้ง 3 เหตุการณ์จะเกิดต่างสถานที่ต่างวันเวลา แต่เมื่อผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ตรวจสอบ กลับพบความเหมือนกัน คือ“นั่งร้านรับน้ำหนักไม่ไหว” เป็นต้นตอของทั้ง 3 กรณี
9 ต.ค. 2560 ชูเลิศ จิตเจือจุน ผู้ชำนาญการพิเศษทดสอบความรู้ความชำนาญระดับสามัญวิศวกร สาขาวิศวกรรมโยธา สภาวิศวกร เปิดเผยในงานแถลงข่าว “บทเรียนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท” ณ รร.เจ้าพระยาปาร์ค ถ.รัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพฯ ว่า ภายหลังการลงพื้นที่ตรวจสอบจุดที่สะพานถล่ม เมื่อ 3 ต.ค. 2560 หรือ 3 วันหลังเกิดเหตุ พบว่า
1.เสาค้ำยันบางจุดไม่มั่นคง เห็นได้จากบางจุดเสาไม่ได้อยู่ในแนวดิ่ง อีกทั้งยังสูงชะลูดซึ่งจะแกว่งเอนไป-มาด้านข้างได้ง่าย 2.Jack Base (ฐานรอง) ตั้งไว้ในแนวดิ่งจำนวนมากโดยไม่มีตัวค้ำยันด้านข้างลักษณะนี้หากมีส่วนใดส่วนหนึ่งล้มก็จะล้มต่อกันเป็นทอดๆ 3.กระแสน้ำไม่น่าจะเกี่ยวข้อง เพราะแม้พบร่องรอยตลิ่งพังแต่ก็เพียงเล็กน้อย อีกทั้งไม่ได้ทำให้เสาที่ตอกค้ำไว้เคลื่อนตัวผิดปกติ และกระแสน้ำจุดดังกล่าวก็ไม่ได้เชี่ยวกราก ไม่พบการกัดเซาะชายฝั่ง
4.จุดเชื่อมต่อนั่งร้านไม่แข็งแรง เห็นได้จากการนำเศษเหล็กขนาด 6-9 มม. มาเชื่อมข้อต่อของนั่งร้าน ซึ่งเมื่อต้องรับน้ำหนักมากในการค้ำยัน ก็จะเกิดอาการโก่งตัวหรือขยับตัวของระบบนั่งร้านได้ง่าย 5.ปัญหาจากการปรับระดับนั่งร้าน กล่าวคือ เมื่อปรับแล้วไม่ได้ระดับ ก็จะนำเหล็กรูปตัว C นำมาพลิกคว่ำวางบนเหล็กคาน แล้วนำเหล็กคานกับเสามาวางทับอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเหล็กตัว C นั้นรับน้ำหนักได้น้อยจึงเกิดการบิดตัวได้ง่าย ซึ่งนี่เป็นจุดอ่อนที่ทำให้นั่งร้านพังถล่มลงมา
“เราเห็นจุดบกพร่องจากฝั่งที่เกิดถล่มลงมา เราก็ไปดูอีกฝั่ง สิ่งที่เห็นก็คล้ายๆ กันเสาค่อนข้างมีความชะลูดสูง ไม่มีตัวค้ำยันด้านข้างเพียงพอ ทำให้ระบบทั้งระบบมีเสถียรภาพต่ำ เสาที่ใช้ในการค้ำยันก็มีการตัดต่อ จุดต่อเยอะมาก แล้วก็ใช้แค่เหล็กเส้นเป็นตัวเชื่อมยึด พวกนี้จะทำให้เกิดปัญหาเรื่องความสามารถในการรับน้ำหนัก ที่เห็นชัดเจนคือมีการใช้เหล็กเส้นมาเป็นตัวค้ำยันทแยง ซึ่งปกติจะต้องเป็นโครงสร้างที่รับแรงอัด แต่พอใช้เหล็กเส้นนี่แทบจะรับแรงอัดไม่ได้เลยมันก็จะเกิดความไม่มั่นคงอย่างมาก” ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา กล่าว
ขณะที่ผู้ชำนาญการพิเศษทดสอบความรู้ความชำนาญระดับสามัญวิศวกร สาขาวิศวกรรมโยธาสภาวิศวกร อีกราย อรรถสิทธิ ศิริสนธิ ตั้งข้อสังเกตว่า 1.ผู้ออกแบบสิ่งก่อสร้างจะออกแบบบนฐานคิดที่ว่าสิ่งก่อสร้างนั้นสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นโครงสร้างระหว่างก่อสร้าง การรับแรงต่างๆ อาจไม่เหมือนกับตอนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ดังนั้นทั้งเจ้าของโครงการ บริษัทที่ปรึกษา และผู้รับเหมาก่อสร้าง ต้องใส่ใจประเด็นนี้ขณะทำการก่อสร้างด้วย 2.ระบบนั่งร้านต้องมีการคำนวณให้สอดคล้องกับโครงการก่อสร้าง ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ถูกควบคุมด้วยวิชาชีพตามกฎหมาย
“นั่งร้านชั่วคราวมันไม่มีเงินเบิกจ่าย แต่มันเป็นส่วนที่ต้องทำเพื่อให้ได้โครงสร้างจริงแล้วไปเบิกเงิน จริงๆ มันจะต้องถูกคิดอยู่ในต้นทุนของโครงการการก่อสร้างนั้นๆ ทุกคนก็จะพยายามประหยัดเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น จึงต้องมองแยกออกมา เช่น เจ้าของงานอาจต้องให้ผู้รับเหมาแยกออกมาเลย เหมือนพวกอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย เขาทำเขาก็เบิกเงินได้ มีเงินให้เขาเห็นอาจจะดีขึ้นเพราะทุกคนต้องทำบนมาตรฐานเดียวกัน” อรรถสิทธิ ระบุ
ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ เสนอแนะว่า 1.ต้องยื่นเอกสารคำนวณระบบนั่งร้านพร้อมรายละเอียด ซึ่งตามกฎสภาวิชาชีพ ต้องเป็นวิศวกรระดับสามัญขึ้นไป 2.รายการคำนวณต้องสอดคล้องกับวิธีการก่อสร้าง 3.ต้องมีแผนงานควบคุมกำกับดูแลความปลอดภัยในการก่อสร้างให้มีมาตรฐาน ซึ่งขณะนี้ทางสภาวิศวกรอยู่ระหว่างการจัดทำมาตรฐานขั้นต่ำ สำหรับให้นำไปปรับใช้ตามขนาดของโครงการ
ด้าน วัฒนพงศ์ หิรัญมาลย์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กล่าวเสริมว่า สะพานแต่ละแบบมีวัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน การออกแบบโครงสร้างจึงแตกต่างกัน “ดังนั้นรายละเอียดระหว่างก่อสร้างสะพานแต่ละแห่งจึงมีความเป็นเฉพาะตัว” ผู้รับงานที่ปรึกษาโครงการจึงต้องเป็น “ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน”ในการก่อสร้างสะพานรูปแบบนั้นด้วย ที่ปรึกษาในงานก่อสร้างทั่วไป บางครั้งอาจไม่เหมาะสมกับบางงานที่ต้องการความเป็นพิเศษ ขณะที่ผู้รับเหมาก็ต้อง “เคร่งครัด” ให้กระบวนการก่อสร้างเป็นไปตามหลักวิศวกรรม
“ผู้ว่าจ้างอาจต้องพิจารณาตั้งแต่การจัดสรรงบ ถ้าสะพานมีความพิเศษอาจต้องจัดสรรงบไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้ผู้เข้าประมูลงานได้ทราบว่านี่คือข้อกำหนดที่คุณต้องพิจารณา เช่นการจัดหาที่ปรึกษาเฉพาะทางเข้ามาดูเพื่อให้เกิดความปลอดภัย เกิดความมั่นใจตลอดการก่อสร้าง มีการกำหนดการวิเคราะห์โครงสร้างสะพานในระหว่างก่อสร้าง
ตรงนี้ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกบริษัทรับเหมาที่ทราบว่าตัวเองมีหน้าที่ต้องตรวจสอบ คือภาวะอันตรายอาจจะเกิดขึ้นระหว่างก่อสร้าง ต้องมีแบบคำนวณโครงสร้างชั่วคราว ซึ่งก็มีหลายแบบ อย่างนั่งร้านนี่คือโครงสร้างชั่วคราวแบบทั่วไป เดี๋ยวต่อไปจะได้เห็นโครงสร้างชั่วคราวแบบพิเศษอีกเยอะเกิดขึ้นในประเทศไทย” วัฒนพงศ์ ฝากทิ้งท้าย
จากปัญหาสิ่งก่อสร้างถล่มเนื่องด้วยระบบนั่งร้านรับน้ำหนักไม่ไหว ซึ่งดูจะ “ซ้ำซาก” เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ทาง สภาวิศวกร เตรียมจัดสัมมนาให้ความรู้กับวิศวกรในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ณ รร.เจ้าพระยาปาร์ค ถ.รัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพฯ วันที่ 21 ต.ค. 2560 นอกจากนี้ยังเตรียมจัดทำคู่มือมาตรฐานการก่อสร้างนั่งร้าน คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมเผยแพร่ในอีก 6 เดือนข้างหน้า
หวังว่านี่จะกลายเป็นการ “ปฏิรูป” ครั้งสำคัญ..เพื่อที่จะได้ไม่มีความสูญเสียเกิดขึ้นอีก!!!