ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/296611

ปลดแบน‘กัญชา-กระท่อม’ ฝันที่ยังรอของการแพทย์ไทย
“ยามหาวัฒนะ ให้เอาลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพลู สิ่งละส่วน เทียนดำ เทียนขาว เทียนแดง เทียนสัตบุษย์ เทียนเยาวภานี โกฏสอ โกฏเขมา โกฏภัตรา โกฏพุงปลา บรเพ็ด ใบกันชา สหัสคุณทั้ง 2 ลูกพิลังกาสา รากไคร้เครือ แห้วหมูใหญ่ขมิ้นอ้อย พริกหอม พริกหาง สิ่งละ 2 ส่วน ดีปลีเท่ายาทั้งนั้น จึงเอาใบกะเพราแห้ง 2 เท่าดีปลี ทำเป็นจุณละลายน้ำผึ้งรวงเปนลูกกอนกินหนักสลึง 1 กินไปทุกวันให้ได้เดือน 1 จึงจะรู้จักคุณยาเห็นประจักษ์อันวิเศษ แก้ฉันนวุตติโรค 96 ประการ กับพยาธิทั้งหลายทุกประการดีนักแลฯ”
1 ในตำรับยาที่ปรากฏอยู่ใน ตำราพระโอสถพระนารายณ์ ตำรายาโบราณของไทยที่สืบย้อนไปได้ไกลถึงรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ระหว่างปี 2199-2231) แห่งกรุงศรีอยุธยา พบว่ามีการใช้ “กัญชา” (ภาษาโบราณเขียนว่า “กันชา”) เป็นส่วนประกอบ ซึ่งนอกจากตำรับยานี้แล้ว การแพทย์แผนไทยยังมีตำรับยาที่ใช้กัญชาเป็นส่วนประกอบอีกมาก อาทิ ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) พระนคร สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ไม่ต่างจาก “กระท่อม” ที่ในอดีตก็ถูกใช้เป็น “สมุนไพร” ชนิดหนึ่ง อาทิ วรรณกรรม “ขุนช้างขุนแผน” ในตอน “พลายงาม
อาสา” ซึ่งเป็นเรื่องราวว่าด้วยการยกทัพจากอโยธยาขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่เพื่อชิงนางสร้อยทอง ความตอนหนึ่งได้บรรยายเป็นบทร้อยกรองว่า “บ้างห่อใบกระท่อมตะพายแล่ง เงี่_นยา หน้าแห้งตะแคงขึง ถุนกระท่อมในห่อพอตึงตึง ค่อยมีแรงเดินดึ่งถึงเพื่อนกัน” ซึ่งนอกจากจะมีสรรพคุณ “ชูกำลัง” จนเป็นที่นิยมของคนที่ต้องใช้แรงกายทำงานแล้ว กระท่อมยังถูกใช้เป็นส่วนผสมในยาแก้ท้องเสีย เช่น ตำรับยาประสะกระท่อม อีกด้วย
ทว่านับจากที่ประเทศไทยมีกฎหมาย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ตำรับยา “ภูมิปัญญาพื้นบ้าน” เหล่านี้ก็แทบจะ “สาปสูญ” ไปจากแผ่นดินไทย เนื่องด้วยทั้งกัญชาและกระท่อม ถูกกำหนดให้เป็น “ยาเสพติดให้โทษประเภท 5” ที่ผู้ผลิตนำเข้า ส่งออก จำหน่าย ครอบครอง และเสพ “มีความผิดทางอาญา” ต้องระวางโทษทั้งจำคุกและปรับ อีกทั้งยังกลายเป็นเรื่อง “ขำไม่ออก” เพราะเมื่อไปดูต่างชาติ พบว่ามีการศึกษาวิจัยกัญชาและกระท่อม เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพกันอย่างแพร่หลาย
ดังที่ ไพศาล ลิ้มสถิต นักวิชาการประจำศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวในการประชุม“การปฏิรูปกฎหมายเพื่อฟื้นฟูสมุนไพรกระท่อมและกัญชา เพื่อประโยชน์ของสังคม” ณ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ.พญาไท กรุงเทพฯ ยกตัวอย่าง แคนาดา ที่ประชาชนสามารถ “ใช้กัญชาในทางการแพทย์” ได้ สืบเนื่องจากมีกรณีการจับกุมกลุ่มผู้ผลิตและใช้กัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้จะเป็นการใช้เพื่อบำบัดโรคโดยคำแนะนำของแพทย์ก็ตาม
ทว่าเมื่อคดีถึงชั้นศาล กลับมีคำตัดสินว่า “กฎหมายดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ” เพราะเป็นการ “จำกัดสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล” ของผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันที่แคนาดามีผลิตภัณฑ์ที่นำกัญชามาวิจัยใช้ในทางการแพทย์ อาทิ CanniMed 17-1 สำหรับใช้ระงับอาการเจ็บปวด หรือ CanniMed 1-13 หรือสำหรับบรรเทาอาการโรคลมชักในเด็ก ขายกันราคาต่อขวดประมาณ 8 เหรียญสหรัฐ เป็นต้น
ไพศาล มองว่า “กัญชาและกระท่อม ไม่ควรใช้มาตรการจัดการในระดับเดียวกับยาเสพติดให้โทษอื่นๆ ทั่วไป แต่ควรมีกฎหมายแยกออกมาเป็นการเฉพาะ” อาทิ การเคี้ยวใบกระท่อมหรือต้มน้ำกระท่อมในลักษณะที่ยังไม่มีการแปรสภาพ อันเป็นวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น ไม่ควรมีความผิดตามกฎหมายยาเสพติด เว้นแต่จะมีการนำไปผสมกับสารอื่นๆ จนเกิดเป็นยาเสพติดอีกชนิดขึ้นมา เช่น 4×100 ที่มีการนำใบกระท่อมไปผสมกับยาแก้ไอ จึงถือว่ามีความผิด
หรือการปลูกกระท่อมในชุมชนควรสามารถทำได้ ภายใต้ข้อกำหนดด้านจำนวนที่อนุญาตให้ปลูก โดยการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมการออกข้อกำหนดเกี่ยวกับพืชกระท่อมในชุมชน นอกจากนี้หากปลูกในเชิงพาณิชย์ หากสามารถทำได้ก็ต้องมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดเช่นกัน อีกทั้งต้องมีการเก็บค่าธรรมเนียมตามสัดส่วน เช่น ร้อยละ 20 – 30 ของรายได้ที่เกิดจากกิจการนั้น และให้รัฐมีหน้าที่ให้ความรู้การใช้พืชกระท่อมอย่างเหมาะสมด้วย
ขณะที่การควบคุมกัญชา จะแตกต่างจากกระท่อมเล็กน้อย ตรงที่เน้นไปในทาง “อนุญาตให้ใช้ในการรักษาโรคเท่านั้น” อาทิ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทั้งแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบัน สามารถสั่งให้ใช้กัญชาเป็นทางเลือกในการรักษาโรคได้ โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถขายในสถานพยาบาลหรือร้านขายยาที่มีเภสัชกรดูแล ส่วนบทลงโทษกรณีผู้ใช้กัญชาเพื่อเสพติด หากเป็นการเสพในลักษณะที่ไม่เป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นไม่ควรมีโทษทางอาญา ให้มีโทษได้ในกรณีการเสพที่จะก่อให้เกิดความเสียหายกับบุคคลอื่นเท่านั้น
“ปัจจุบันมีผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับกระท่อมและกัญชา ประมาณ 2 – 3 หมื่นคดี ส่วนใหญ่จะเป็นความผิดฐานเสพ ถ้าเกิดว่ามีการปรับปรุงกฎหมาย ก็เชื่อว่าจะลดจำนวนการดำเนินคดีประชาชนลง ลดงบประมาณ ลดภาระงานของเจ้าหน้าที่” นักวิชาการด้านกฎหมายจาก มธ. กล่าว
อนึ่ง..ขณะนี้มีความพยายามยกร่าง “ประมวลกฎหมายยาเสพติด” ที่ดูแล้วอาจจะพอมีความหวังอยู่บ้างในการนำกระท่อมและกัญชามาใช้ทางการแพทย์ โดยผู้แทนฝ่ายกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) วุฒิพงษ์ พาณิชย์สวย เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายล่าสุดที่กำลังจัดทำอยู่นี้ เปิดช่องให้การใช้กัญชาตามคำสั่งแพทย์สามารถทำได้
นอกจากนี้ ประเด็น “ผู้เสพคือผู้ป่วย” ในกฎหมายใหม่จะชัดเจนขึ้น โดยผู้เสพจะไม่ต้องถูกตั้งข้อหาหรือถูกดำเนินคดีฐานเสพยาเสพติด แต่จะมีมาตรการอื่นให้ศาลสั่งคุมประพฤติผู้เสพได้ มีการระบุให้ชัดว่าครอบครองยาเสพติดปริมาณเท่าใดคือการครอบครองเพื่อเสพ ซึ่งมีผลต่อการกำหนดโทษ อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า “กฎหมายนี้ไม่ได้อนุญาตให้เสพยาเสพติดอย่างถูกกฎหมาย” เพียงแต่ปรับข้อกำหนดและบทลงโทษให้ยืดหยุ่นเท่านั้น
“จะต้องมาคุยกันว่าในกฎกระทรวงต้องร่างว่าจำนวนแค่ไหนคือการครอบครองเพื่อเสพ เช่น กระท่อมกี่ต้นกี่ใบ กัญชากี่ต้นกี่ใบ ก็จะเป็นข้อสันนิษฐานว่าเป็นการครอบครองเพื่อเสพ สำหรับการปลูกไว้เพื่อเสพจะยังไม่ไปถึงตรงนั้น แต่ความผิดฐานปลูกไว้เพื่อเสพ หรือจำหน่ายในจำนวนเล็กน้อย โทษทางอาญาก็จะมีการปรับให้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ” วุฒิพงษ์ ระบุ
สำหรับร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ สาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกัญชาและกระท่อม อาทิ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ส. มีอำนาจกำหนดเขตพื้นที่ให้ทำการเพาะปลูกพืชที่สามารถใช้ผลิตเป็นยาเสพติด ผลิต ทดลอง ครอบครอง หรือเสพยาเสพติดในประเภทและปริมาณที่กำหนด ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในเชิงการศึกษาวิจัย การลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด การป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด
ฉะนั้นงานนี้ “ผู้เสพไม่เกี่ยว” ไม่ใช่การให้เสพได้อย่างเสรีอย่างในบางประเทศ เมืองไทยยังไม่ไปถึงขั้นนั้นแน่นอน!!!
