ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/296263

ผ้าห่มพระราชทานกว่า62ปี หนุ่มบ้านโป่งเล่าความหลังครั้งไฟไหม้ใหญ่ (ประมวลภาพ)
หนุ่มวัย 30 ปีชาวบ้านโป่ง เผยความภาคภูมิใจ เก็บรักษาผ้าห่มพระราชทาน ในหลวงรัชกาลที่ 9 สมบัติล้ำค่า 62 ปี จากเหตุการณ์วันมหาวิปโยค ไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่อำเภอบ้านโป่ง ปี 2497
7 ต.ค.60 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากครอบครัวของ 1 ในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์วิปโยคไฟไหม้ครั้งใหญ่ในตลาดบ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ว่า ปัจจุบันได้เก็บรักษาผ้าห่มพระราชทาน ซึ่งนับเป็นสมบัติล้ำค่าที่มีอายุกว่า 62 ปี จึงเดินทางไปที่บ้านหลังดังกล่าว เลขที่ 183 ถนนแสงชูโต เขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี พบกับนายธงชัย จงสถาพรพันธุ์ อายุ 30 ปี ซึ่งพักอาศัยอยู่กับครอบครัว ซึ่งเป็นผู้เก็บรักษาผ้าห่มพระราชทานไว้ และยังได้พบกับนายเหงี่ยวซุ่ย จงสถาพรพันธุ์ วัย 75 ปี ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อ 62 ปี ก่อน โดยที่ทั้งหมดได้เผยภาพเหตุการณ์ในครั้งนั้นและความประทับใจที่ครอบครัวได้เก็บรักษาผ้าห่มพระราชทานไว้ เพื่อความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงไม่ทอดทิ้งประชาชน
เมื่อย้อนกลับไปเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.ของวันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน 2497 นับเป็นวันที่โศกเศร้าที่สุดและเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาวตลาดบ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี แค่ในชั่วพริบตาเดียว เปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมควันไฟดำทะมึน มีเสียงร้องตะโกนว่า ไฟไหม้…ไฟไหม้ ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึงและเรียกร้องเสียงหลงเพื่อขอความช่วยเหลือ
นายเหงี่ยวซุ่ย จงสถาพรพันธุ์ วัย 75 ปี อยู่บ้านเลขที่ 183 ถนนแสงชูโต เขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เล่าถึงภาพความทรงจำที่ไม่เคยลืมเรือนกับเหตุการณ์วิปโยคครั้งนั้นว่า ตอนนั้น ตนเองมีอายุได้เพียง 12 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กำลังเรียนหนังสืออยู่ภายในชั้นเรียน ร้องตะโกนว่า ไฟไหม้…ไฟไหม้ จึงรีบวิ่งกลับมาที่บ้านเพื่อช่วยเก็บข้าวของหนีไฟ โดยเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นที่บริเวณชั้นบนของร้านขายของชำ ซึ่งภายหลังที่ถูก ร.ต.อ.แก้ว พรหมพินิจ ผบ.กอง สภ.อ.บ้านโป่ง ควบคุมตัวไว้ได้และยอมรับสารภาพอย่างหมดสิ้นว่าได้วางแผนหวังเงินประกัน 30,000 บาท เพลิงได้โหมไหม้อย่างรุนแรง แม้ประชาชนที่พบเห็นได้ช่วยกันสกัดไฟแล้วก็ตาม แต่ไม่สามารถควบคุมเพลิงได้แต่อย่างใด ตนเองและชาวบ้าน นักเรียน ลูกเสือของโรงเรียนรัตนราษฎร์บำรุง ได้ช่วยกันขนสิ่งของออกจากบ้านเรือนกันจ้าละหวั่น บางคนร้องเรียกขอความช่วยเหลือ บางคนเรียกหาบุตรหลานของตนเองเพื่อหลบภัย วุ่นวายกันไปทั่วเมืองจนไม่รู้ว่าใครเป็นใครกัน นักฉวยโอกาสได้อาศัยช่วงจังหวะนี้ ขโมยสินค้าของผู้ประสบภัยอีกทอดหนึ่งด้วย ไฟได้ลุกไหม้บ้านเรือนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านเกือบทั้งเมือง และเพลิงได้สงบลงเมื่อเวลาประมาณ 18.30 น.รวมเวลาทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง
นายเหงี่ยวซุ่ย เล่าต่อว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กันยายน 2497 เวลาประมาณ 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมุห์ราชองครักษ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์จากพระที่นั่งอัมพรสถานอย่างกะทันหัน โดยมิให้ใครรู้พระราชประสงค์ที่จะทรงไปเยี่ยมพสกนิกรที่ถูกเพลิงไหม้ ทั้งนี้ เพื่อมิให้เจ้าหน้าที่ได้เตรียมการต้อนรับอย่างเอิกเกริก เพราะประชาชนกำลังอยู่ในระหว่างเศร้าโศก เนื่องจากถูกเพลิงไหม้ทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยมีพระราชญาติรักษา ผู้ว่าราชการภาค 7 เข้าเฝ้ารับเสด็จ รถยนต์พระที่นั่งได้วนรอบบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ ทรงทักทายถามทุกข์สุขผู้ประสบอัคคีภัยครั้งนี้โดยทั่วหน้ากัน พร้อมกับพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1 แสนบาท ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์และยังทรงพระราชทานเสื้อผ้า อาหาร ตลอดจนยารักษาโรค อีกส่วนหนึ่งด้วย ครั้นเมื่อเวลา 15.30 น.ได้เสด็จกลับกรุงเทพฯ ประชาชนที่เฝ้ารับเสด็จต่างรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
นายธงชัย จงสถาพรพันธุ์ วัย 30 ปี เล่าว่า ครอบครัวของตนเองได้เก็บรักษาผ้าห่มพระราชทานพื้นนี้ไว้เป็นอย่างดี และเป็นการสืบทอดมาจากนางสาวกำฟ้า จงสถาพรพันธุ์ ปัจจุบันได้เสียชีวิตแล้วเมื่อราวปี 2558 ก่อนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะทรงเสด็จสวรรคต เป็นผู้ที่ได้รับพระราชทานผ้าห่ม ข้าวสาร และปลาทู ซึ่งเป็นสิ่งของพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือราษฎร์ชาวบ้านโป่งที่ประสบเหตุไฟไหม้ ซึ่งในขณะนั้นนางสาวกำฟ้า มีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น
ปัจจุบันผ้าห่มพระราชทานผืนดังกล่าวจะมีสภาพเสื่อมโทรมและเนื้อผ้าเริ่มมีการเปื่อยและขนาด เป็นไปตามอายุของผืนผ้า เป็นผ้าห่มพระราชทานผืนสีเขียว มีรอยขาดสภาพเก่า แต่ตนเองก็เก็บเป็นอย่างดี บรรจุใส่ถูกไว้เพื่อไม่ให้ฝุ่นจับ ทั้งนี้ ตนเองและครอบครัวซึ่งมีคุณพ่อและคุณแม่ได้ตั้งปณิธานเดินทางไปกราบพระบรมศพ เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อครอบครัวและวงตระกูล และครั้งสุดท้ายเมื่อเวลา 00.50 น.ของวันที่ 6 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่สำนักพระราชวังได้เปิดโอกาสให้เข้าไปกราบพระบรมศพ ซึ่งตนเองและครอบครัวก็ได้เฝ้ารอจนประตูพระบรมมหาราชวังปิด รวมเข้ากราบพระบรมศพทั้งหมด 26 ครั้ง ทั้งนี้ครอบครัวได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อพระองค์ว่า จะขอเป็นคนดีและทำความดีต่อสังคม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นายธงชัยกล่าว
