ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/295957

‘พิธีผู่’รับลูกสาวกลับบ้าน ยุติเรื่องเศร้าสาวม่ายชาวม้ง
“วัฒนธรรม” น. สิ่งที่ทำความเจริญงอกงามให้แก่หมู่คณะ เช่น วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมในการแต่งกาย วิถีชีวิตของหมู่คณะ เช่น วัฒนธรรมพื้นบ้าน วัฒนธรรมชาวเขา, “จารีต” น. ประเพณีที่ถือสืบต่อกันมานาน, “ขนบ” น. แบบอย่าง แผน ระเบียบ, “ธรรมเนียม” น. ประเพณี แบบแผน แบบอย่าง, “ประเพณี” น. สิ่งที่นิยมถือประพฤติปฏิบัติสืบๆ กันมา จนเป็นแบบแผน ขนบธรรมเนียม หรือจารีตประเพณี (ที่มา : “พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554” จากเว็บไซต์ http://www.royin.go.th/dictionary สำนักงานราชบัณฑิตยสภา)
สำหรับมนุษย์ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะไม่อาจแยกตัวไปอยู่โดดเดี่ยวลำพัง คำทั้ง 5 ข้างต้นนี้ถือเป็น “หลักยึด” ร้อยรัดผูกพันหมู่ชนในสังคมนั้นๆ ไว้ด้วยกัน วัฒนธรรม จารีต ขนบ ธรรมเนียม ประเพณี เกี่ยวข้องกับชีวิตคนเราตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น “การทำพิธีกรรมทางศาสนา” ในโอกาสต่างๆ อาทิ วันเกิด วันขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน และงานศพ หรือ “วันรวมญาติ” อาทิ เทศกาลตรุษจีน คริสต์มาส สงกรานต์ ที่คนในครอบครัวมักจะกลับมารวมตัวกัน มีการฉลองสังสรรค์หลังแยกย้ายห่างหายกันไปเรียนหรือทำงานในที่ต่างๆ ตลอดทั้งปี
เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น “ความไม่สมบูรณ์” ย่อมมีเป็นธรรมดา หลายเรื่องที่คนในอดีตเคยปฏิบัติมา เมื่อเวลาผ่านไปพบว่าเป็นสิ่งที่ “ไม่ถูกไม่ควร” ก็ย่อมจะถูกปรับปรุงแก้ไขไปตามกาลเวลา เช่น การ “ยิงปืนขึ้นฟ้า” เมื่อเกิดสุริยุปราคาหรือจันทรุปราคา ด้วยเชื่อกันว่า “ราหูอมพระอาทิตย์หรือพระจันทร์” จึงต้องทำเสียงดังเพื่อขับไล่ราหูออกไป กระทั่งมนุษย์รู้ว่าทั้ง 2 เหตุการณ์เป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ อีกทั้งการยิงปืนขึ้นฟ้า กระสุนปืนอาจไปตกใส่ใครก็ได้จนเกิดการบาดเจ็บล้มตาย จึงมีการรณรงค์ให้เลิกการกระทำดังกล่าว
ไม่นานนี้ ทีมงาน “แนวหน้าวาไรตี้” มีโอกาสเดินทางไปยังพื้นที่ ต.รวมไทยพัฒนา อ.พบพระ จ.ตาก ซึ่งมีการจัดงาน “พิธีผู่ : รับลูกสาวกลับบ้าน” ของชาวไทยเชื้อสาย “ม้ง” โดยมี วิชิต อำพลรุ่งโรจน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รวมไทยพัฒนา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ผศ.ดร.สุชาดา ทวีสิทธิ์ นักวิชาการจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และเครือข่ายประชาชนรวม 400 คน ร่วมเป็นสักขีพยาน
ประวัติศาสตร์ของชาวม้ง อ้างอิงจากเว็บไซต์ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) ระบุว่า ชาวม้งตั้งรกรากอยู่บนแผ่นดินที่เป็นประเทศไทย มาตั้งแต่ก่อนปี 2480 ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในพื้นที่ภูเขาสูงทางภาคเหนือ ชาวม้งนั้นมีระบบ “แซ่” หรือตระกูลเป็นเครื่องยึดโยงความเป็นครอบครัว ปัจจุบันคาดว่ามีชาวม้งมากกว่า 13 แซ่ในประเทศไทย ขณะที่สังคมชาวม้งจะเป็นแบบใช้จารีตประเพณี เมื่อเกิดปัญหาข้อพิพาทจะใช้กลไก “ผู้หลักผู้ใหญ่” ที่คนในแซ่เดียวกันเคารพนับถือเป็น“คนกลาง” ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนั้น
นอกจากนั้น ชาวม้งยังมีกฎที่เคร่งครัดประการหนึ่งคือ “จะไม่แต่งงานกับคนแซ่เดียวกันเด็ดขาด” โดยเมื่อชายหญิงชาวม้งตกลงปลงใจจะร่วมชีวิตกันแล้ว ฝ่ายหญิงก็จะต้องย้ายออกจากบ้านของตนเข้าไปอยู่ในครอบครัวของฝ่ายชาย อีกทั้งยังต้อง “ถูกตัดขาดจากตระกูลเดิมของตน” เพราะถือว่าได้กลายเป็นคนของตระกูลฝ่ายชายไปแล้ว ความเชื่อนี้ดูเหมือนจะไม่ต่างจากสังคมอื่นๆ ทั่วโลก แต่สำหรับชาวม้ง กลับทำให้เกิด “เรื่องเศร้า” นั่นคือเมื่อสามีของหญิงเหล่านี้เสียชีวิต หรือมีการหย่าร้าง หญิงที่อยู่ในสถานะ “ม่าย” จะไม่สามารถกลับไปบ้านเดิมที่ตนจากมาได้อีก
รัชดา วชิรญาณ์ อายุ 60 ปี ประธานเครือข่ายสตรีม้งประเทศไทย และเป็นตัวแทนชาวม้งจากพื้นที่ ต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เล่าว่า หญิงชาวม้งที่แต่งงานแล้วแต่เป็นม่าย เมื่อกลับมาอยู่ในครอบครัวแซ่เดิมของตน จะถูกมองว่า “ผิดผี” ทำให้ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมพิธีกรรมต่างๆ ของครอบครัว อีกทั้งยัง “ไม่ยอมให้เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตในบ้าน” เพราะเปรียบเสมือน “น้ำที่เขาสาดออกไปแล้ว ระเหยไปกับดินแล้วกลับมาให้เต็มขันไม่ได้” หรือก็คือหญิงดังกล่าวได้ “กลายเป็นสมาชิกของตระกูลอื่น” ไปแล้วนั่นเอง
กระทั่งในเวลาต่อมา มีการค้นพบว่า นานมาแล้วเคยมี “พิธีผู่” อันเป็นพิธีดั้งเดิมของชาวม้งในการรับลูกสาวที่หย่าร้าง เป็นม่าย หรือถูกทอดทิ้ง ให้กลับมาเป็นสมาชิกของตระกูลแซ่เดิม และคืนสู่ความคุ้มครองของผีบรรพบุรุษของตระกูลพ่อแม่เดิมได้ ทว่าพิธีกรรมดังกล่าว “ถูกหลงลืมจนเกือบจะหายสาบสูญไป” นี่จึงเป็น “ความหวัง” ที่จะช่วย “คลี่คลาย” ชะตากรรมอันน่าเศร้าของหญิงม่ายชาวม้งได้ โดยได้รับคำแนะนำจาก บล่าท่อ แซ่โซ้ง ผู้นำพิธีกรรมที่ได้รับความเคารพนับถือในหมู่ชาวม้งเป็นอย่างมาก
เช่นเดียวกับ รัศมี ทอศิริชูชัย สมาชิกเครือข่ายสตรีม้ง เปิดเผยว่า ในช่วงแรกครอบครัวชาวม้งเกือบทั้งหมดไม่ค่อยเชื่อมั่นในพิธีผู่ รู้สึกกังวลเป็นอย่างมากในการประกอบพิธีซึ่งจะ “ขัดจารีต” ของชาวม้ง และอาจส่งผลกระทบจากการกระทำที่ผิดผี (ตามความเชื่อของชาวม้ง) นั้นได้ จึงแสวงหา “ครอบครัวตัวอย่าง” ที่มีความต้องการและมั่นใจในการจัดพิธี พบว่ามีผู้สมัครใจเข้าร่วมจำนวน
3 ครอบครัว ประกอบด้วยครอบครัวที่นับถือศาสนาคริสต์ พุทธ และนับถือผีบรรพบุรุษ อย่างละ 1 ครอบครัว และได้เชิญผู้นำชาวม้งในชุมชนร่วมเป็นสักขีพยานจำนวนมาก
“การจัดพิธีผู่ ช่วยคลายความกังวลของชาวม้งจำนวนมาก ถือเป็นการเปิดประตูสู่การแก้ไขปัญหากฎจารีตที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวชาวม้งอย่างสำคัญ ซึ่งมีครอบครัวชาวม้งในประเทศไทยให้การต้อนรับ และจัดพิธีผู่ เพื่อต้อนรับ ลูกสาวที่หย่าร้าง เป็นม่าย ถูกทอดทิ้ง หรือมีลูกนอกสมรส รวมทั้งแม่สูงอายุที่ต้องการมาอยู่กับลูกสาว หรือแม่ที่แต่งงานใหม่และภายหลังต้องการกลับมาอยู่กับลูกจากสามีเดิม ให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างเปิดเผย และเป็นที่ยอมรับในชุมชน มากกว่า 40 ราย จาก 13 หมู่บ้าน ใน 6 จังหวัดภาคเหนือ” รัศมี ระบุ
บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยเฉพาะกับหญิงม่ายที่ครั้งหนึ่ง “ไม่มีตัวตน” ไม่ได้รับการยอมรับ ถูกกีดกันจากครอบครัวและชุมชน ในเบื้องต้นพบว่า ม้งตระกูล “แซ่มัว” ประกาศสนับสนุนพิธีผู่ มีการจัดประชุมให้การรับรอง และจัดพิธีรับลูกสาวกลับบ้านรวมสำหรับคนทั้งตระกูล ขณะที่มีอีก 3 ตระกูล สนับสนุนให้สมาชิกในตระกูลแซ่จัดพิธีกรรมดังกล่าวได้ตามความสมัครใจของแต่ละครอบครัว
ถือเป็นเรื่อง “น่ายินดี” ที่ชะตากรรมสุดสะเทือนใจของหญิงม่ายชาวม้ง..ได้รับการคลี่คลาย!!!

การแต่งงานของชาวม้ง นอกจากการสู่ขอแล้ว ในอดีตชาวม้งบางส่วนยังใช้วิธี “ฉุด” โดยชายหนุ่มจะลักพาตัวหญิงสาวที่หมายปองไปอยู่ด้วยกัน ก่อนจะกลับมาจัดพิธีแต่งงานในภายหลัง แต่ต่อมาด้วยความที่ชาวม้งได้รับการศึกษามากขึ้น ทราบว่าการฉุดหญิงสาวที่ไม่ยินยอมไปเป็นภรรยานั้นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง ทำให้มีการออกประกาศห้าม โดยชมรมม้งในประเทศไทย มาตั้งแต่ปี 2536 และย้ำอย่างชัดเจนอีกครั้งในปี 2551 ว่าการแต่งงานต้องเกิดขึ้นด้วย “ความสมัครใจ” ของทั้งชายและหญิงเท่านั้น