ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/296440

สิทธิมนุษยชน ถูกกระทบ..จึงเห็นคุณค่า
บ่อยครั้งที่มีถ้อยคำแสดงอารมณ์ “เกรี้ยวกราด” โดยเฉพาะในสื่อออนไลน์ เมื่อมีข่าวไล่ตั้งแต่กรณีเสียงทักท้วงถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าอย่านำผู้ต้องหามาแถลงข่าวเพราะจะกระทบต่อคนในครอบครัวของเขา เรียกร้องไปยังกรมราชทัณฑ์ให้ปรับปรุงความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังที่ว่าแม้ต้องจำกัดอิสรภาพตามความผิด แต่คุณภาพชีวิตก็ไม่ควรจะต่ำกว่าความจำเป็นพื้นฐานที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมี หรือชุมชนสักแห่งหนึ่งไม่ยอมย้ายออกไปกรณีรัฐบาลต้องการใช้พื้นที่ดังกล่าวสร้างสาธารณูปโภค ถนน สะพาน ฯลฯ มีการชุมนุมประท้วงและฟ้องร้องผ่านช่องทางต่างๆ
ซึ่งตัวอย่างทั้งหมดนี้ กล่าวโดยรวมแล้วเรียกว่า “สิทธิมนุษยชน” (Human Rights) อันเป็นคุณค่าหลักที่สากลโลกให้การยอมรับและส่งเสริมให้รัฐชาติต่างๆ สร้างให้เกิดขึ้น ทว่าสำหรับสังคมไทยอาจจะมองเป็นเรื่อง “ไกลตัว” อีกทั้งยังรู้สึกว่าค่านิยมดังกล่าวชี้นำให้ผู้คน “หัวหมอ – เรื่องมาก” เอะอะก็พูดเรื่องสิทธิ อ้างนั่นอ้างนี่ มีการฟ้องเป็นคดีความ “ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ” ให้ล่าช้าออกไป หรือ “ให้ท้ายคนผิด” ต่อไปคนจะทำชั่วโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ
ที่เวทีอภิปราย “สานพลังสิทธิมนุษยชนศึกษา..เพื่อพิชิตเป้าหมายการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชน” ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในงานนี้ ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ในฐานะที่สถาบันพระปกเกล้าเป็น “องค์กรวิชาการ” ที่มีหน้าที่ให้ความรู้เรื่อง “ประชาธิปไตย – ธรรมาภิบาล – สันติวิธี” แก่สังคมไทย
แต่ทั้ง 3 เรื่องจะเกิดผลเป็นรูปธรรมได้ สิทธิมนุษยชนต้องเข้าไปอยู่ในหัวใจของผู้คนเสียก่อน เช่น คำว่า “ประชาธิปไตย” แม้จะมีความหมายว่า “ปกครองด้วยเสียงส่วนใหญ่” แต่ในขณะเดียวกันก็ต้อง “ไม่ละเลยเสียงส่วนน้อย” ดังนั้นการดำเนินโครงการใดๆ โดยภาครัฐ แม้จะบอกว่าทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ก็ต้องมีมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมด้วย
“เรายกมือโหวตให้ตรงนี้เป็นที่ทิ้งขยะ แล้วคนที่ได้รับผลกระทบคุณจะคำนึงถึงเขาอย่างไร? ห่วงใยเขาอย่างไร? นี่คือหลักการที่นำวิธีคิดของสิทธิมนุษยชนที่เขาต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีเข้าไปใช้ด้วย เราจะดูแลเขาอย่างไรในเสียงของคนส่วนน้อย?” ผศ.ดร.อรทัย ยกตัวอย่าง
คำต่อมา “ธรรมาภิบาล” ผศ.ดร.อรทัย ยกตัวอย่างกระบวนการ “มีส่วนร่วม” ที่ต้องเป็นการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ดึงทุกฝ่ายมาแสดงความคิดเห็นให้ครบถ้วนรอบด้าน ไม่ใช่เพียงการนำข้อมูลเผยแพร่บนโลกออนไลน์แล้วบอกว่ามีส่วนร่วมแล้ว หรือรับฟังความคิดเห็นเฉพาะคนใหญ่คนโตเท่านั้น โดยหากไม่มีสิทธิมนุษยชนก็จะไม่มีธรรมาภิบาล แล้วก็ไม่ตอบโจทย์ประชาธิปไตย ดังนั้นคำว่า “สันติวิธี” ก็ยากที่จะเกิดขึ้น หากเขารู้สึกว่าไม่ได้รับการดูแล
“สถาบันพระปกเกล้าไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะประชาธิปไตยกับการเลือกตั้งเท่านั้น แต่มีสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ซึ่งเหมาะกับสังคมที่มีความคิดหลากหลายและแตกต่างมาก หัวใจสำคัญคือ..ฉันเข้าใจเขาเหมือนกับสวมบทบาทอยู่ในตัวเขา..เราคุยกันปรึกษากัน แล้วข้อตกลงที่ออกมามันจะเป็นข้อตกลงที่ประนีประนอมมากยิ่งขึ้น ก็จะช่วยให้ประชาธิปไตยมันมีคุณค่ามากขึ้นด้วย”ผศ.ดร.อรทัย ระบุ
หรือถ้าจะให้สอดคล้องกับยุคสมัย…ทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก เพียงมีโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายรูปถ่ายวีดีโอและเชื่อมต่ออินเตอร์เนต ใครก็สามารถมี “อำนาจ” ที่จะเผยแพร่อะไรก็ได้ตามแต่ใจต้องการ จนเกิดเป็นปัญหา “มนุษย์กล้อง – ล่าแม่มด – ประจานออนไลน์” ซึ่ง รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า เป็นอีกเรื่องที่ทางสถาบัน หยิบยกขึ้นมาทำการศึกษา เรียกว่า “สิทธิมนุษยชนกับยุค Digital” จะสร้างบรรทัดฐานการใช้สื่อออนไลน์อย่างเคารพสิทธิซึ่งกันและกันได้อย่างไร?
อาทิ ผู้ต้องหาคดีอาชญากรรม ในมุมหนึ่งเขาทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย แต่อีกมุมหนึ่งหากไปดูความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ มักพบว่ามีการ “พาดพิง” ด่าทอไปถึงพ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมิตรสหายของผู้ต้องหา ทั้งที่เป็น “ความผิดส่วนบุคคล” คนอื่นๆ รอบข้างไม่ได้มาร่วมกระทำผิดด้วย หรือใครไปพบเห็นอะไรแล้วไม่ชอบใจ ก็ถ่ายรูปถ่ายวีดีโอพร้อมบรรยาย “จะผิดไม่ผิด จะจริงไม่จริงไม่รู้” แต่ที่แน่ๆ คนที่ถูกถ่ายนั้นเสียหายไปแล้ว
“เคยเอาข้อความที่คนว่ากันในอินเตอร์เนตไปให้ประชาชนดู ประชาชนก็บอกว่า..เฮ้ย! อันนี้ไม่ควร..แต่ตอนก่อนจะพิมพ์ไม่เคยมองเรื่องนี้เลย ถ้าเรายังให้ความรู้เรื่องนี้ไม่ทันจะทะเลาะกันอีกเยอะมาก แล้วก็จะมีคนเป็นเหยื่อโดยที่ไม่ตระหนัก” รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวย้ำ
ขณะที่ ดร.นภารัตน์ กรรณรัตนสูตร อาจารย์สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สิทธิมนุษยชนไม่ใช่แค่เรื่องของนักกฎหมายหรือเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคนในสังคมจะต้องเกิดความเข้าใจร่วมกัน จนนำไปสู่การออกแบบกฎหมายที่สอดคล้องกับหลักดังกล่าว
“ถ้าคุณสนใจแต่ธุรกิจ คุณต้องประสบความสำเร็จ ยอดทะลุเป้าสูงๆ แต่ไม่สนใจเลยว่าขวดใบนี้ผลิตโดยการใช้แรงงานเด็กหรือเปล่า มันคงไม่ใช่แล้ว” ดร.นภารัตน์ ระบุ
ด้าน ศ.ดร.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มุมมองว่า การส่งเสริมให้คนในสังคมเข้าใจและตระหนักในความสำคัญของสิทธิมนุษยชน คงไม่ใช่การมาให้การศึกษาเอาตอนอยู่ระดับมหาวิทยาลัย แต่ต้องเริ่มตั้งแต่เข้าสู่ระบบการศึกษา ให้ทุกคนเกิด “ขันติธรรม” มีความอดทน สามารถอยู่ร่วมกันภายใต้ความคิดความเห็นที่อาจจะแตกต่างกันบ้าง โดยไม่ใช้ความรุนแรงเข้าทำร้ายเข่นฆ่ากัน
“การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ก็เพื่อให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่า เรามีสิทธิอะไรบ้างคนอื่นเขาก็มีเหมือนกัน เรามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คนอื่นเขาก็มี เพื่อให้คนในสังคมมีความเป็นอยู่อย่างสงบสุข รู้จักเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน และรู้จักอดทน ปัจจุบันสังคมมันมีความหลากหลายมากขึ้น ยังไงเราก็จะต้องอยู่ในสังคมนี้ การที่คนอื่นเขาแตกต่างจากเรา เราก็ต้องเข้าอกเข้าใจ” อาจารย์ประสิทธิ์ ฝากข้อคิด
ทั้งหมดนี้อาจสรุปได้ว่า..ไม่เพียงสิทธิมนุษยชนจะเป็นเรื่องใกล้ตัวคนไทยเท่านั้น ยังอาจกล่าวได้อีกว่า สิทธิมนุษยชน “ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่จากเมืองฝรั่ง” เพราะในสังคมไทยก็มีสำนวนที่น่าจะเทียบเคียงกันได้ นั่นคือ
“เอาใจเขามาใส่ใจเรา” หากท่านได้รับผลกระทบโดยไร้การเยียวยาบ้าง จะรู้สึกอย่างไร?