ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/297245

ครุศาสตร์DPUผนึกกำลังมูลนิธิศึกษาฯ-สสส. ร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กชายแดนใต้
12 ต.ค. 2560 วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับมูลนิธิศึกษาธิการ ร่วมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน โครงการการจัดการเรียนรู้แบบเครือข่ายการมีส่วนร่วมสู่โรงเรียนสุขภาวะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ผศ.ดร.พิณสุดา สิริธรังศรี อาจารย์วิทยาลัยครุศาสตร์ DPU ในฐานะผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า การทำงานแบบเครือข่ายโรงเรียนที่มีการรวมตัวเป็นชุมชนการจัดการเรียนรู้ ร่วมมือกันเพื่อสุขภาวะเด็กและเยาวชนโดยมีโรงเรียนแม่ข่ายที่มีโรงเรียนเครือข่ายประมาณ 8-10 โรง ซึ่งรวมตัวกันด้วยความสมัครใจในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งสังกัดเดียวกัน ระดับการศึกษาเดียวกัน พื้นที่ชุมชนเดียวกัน หรือมีปรัชญา ทัศนะและความเชื่อเดียวกัน
โดยยึดหลักและวิธีการตามแนวคิด 8 ร่วม ได้แก่ ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมตัดสินใจ ร่วมดำเนินการ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมแก้ปัญหา ร่วมติดตามประเมินผลและสุดท้ายคือนวัตกรรมที่เห็นชัดคือ ร่วมชื่นชมผลสำเร็จ ซึ่งประเด็นที่เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ นั้นมีความชัดเจน ดังนั้นการร่วมกันคิดและทำ แก้ปัญหาร่วมกันของเครือข่าย ก่อให้เกิดความรัก สุดท้ายมีผลกระทบเกิดการต่อยอดงานร่วมกัน ไม่ได้แข่งขันกัน

ผศ.ดร.พิณสุดา สิริธรังศรี
ผศ.ดร.พิณสุดา กล่าวต่อไปว่า จุดเด่นของโครงการนี้ คือไม่มีการสั่งการ แต่เกิดจากการกำหนดเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาร่วมกันใน 5 เรื่องหลัก คือ 1.อาหาร โภชนาการ 2.ความตระหนักเรื่องเหล้า บุหรี่ 3.สุขภาวะทางเพศ 4.คุณธรรม จริยธรรม ระเบียบวินัย ความสื่อสัตย์ การเรียนรู้ศาสนาที่จะส่งผลให้เด็กเป็นคนดี และ 5.ความเชื่อมโยงสู่คุณภาพการศึกษา สุดท้ายเด็กต้องมีร่างกายที่ดี สุขภาพอนามัยที่ดี มีจิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่ดี
“เราจะไม่ทำงานแบบโดดเดี่ยว แต่จะใช้กระบวนการเครือข่ายการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ ผู้ปกครองและชุมชน เพราะการพัฒนาเด็กหนึ่งคน ไม่ใช่เรื่องของพ่อแม่เท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกันของทุกฝ่ายอย่างบูรณาการ” ผศ.ดร.พิณสุดา กล่าว
ขณะที่ นายประเสริฐ แก้วเพ็ชร ประธานคณะกรรมการมูลนิธิศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการฯ ใช้การทำงานแบบเครือข่าย เนื่องจากบริบทของโรงเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ พบปัญหาที่ความแตกต่างกัน จึงเกิดการรวมตัวของโรงเรียนที่มีปัญหาใกล้เคียงกัน เพราะบางปัญหาไม่สามารถแก้ได้โดยลำพัง ต้องอาศัยเพื่อนร่วมพูดคุย ร่วมคิด ปรึกษาหารือ ดังนั้นเมื่อส่งเสริมการทำงานเป็นเครือข่ายโรงเรียน โดยใช้ปัญหาเป็นตัวตั้งจึงก่อให้เกิดประโยชน์ในการร่วมกันพัฒนาช่วยกันดึงขึ้นมา ซึ่งถือเป็นการสร้างกลไกในการรวมพลัง ได้พลังที่ใหญ่ขึ้น

ประเสริฐ แก้วเพ็ชร
“สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ชุมชนและเครือข่าย ต้องการพัฒนามากที่สุดคือ การให้ลูกเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ อ่านออก เขียนได้ มีพฤติกรรมดี ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในการจัดการศึกษาของโรงเรียน โดยได้เรียกร้องเรื่องการสอนศาสนาในโรงเรียน เพราะต้องการให้ลูกอยู่ในหลักของศาสนาอิสลามด้วย ดังนั้น ผลลัพธ์เป้าหมายของโครงการ คือการช่วยยกจุดด้อยให้เกิดการพัฒนา ส่งเสริมในสิ่งที่โรงเรียนต้องการ ให้เวที โอกาสและกลไกที่ดี เพื่อเสริมศักยภาพให้เท่าเทียมกันของทุกโรงเรียน” ปธ.คกก.มูลนิธิศึกษาธิการ ระบุ
ด้าน น.ส.นินูรไอนี หะยีนิเลาะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะเยาะ จ.นราธิวาส กล่าวว่า เข้าร่วมโครงการในเครือข่ายลูโบ๊ะเยาะ โดยข้อดีของการทำงานเป็นเครือข่ายคือการร่วมกันแชร์ประสบการณ์ เพราะถ้าทำโรงเรียนเดียวก็มีบริบทแค่แห่งเดียว แต่การทำเป็นเครือข่ายจะมีจุดเด่นของแต่ละโรงเรียนที่มาทำงานร่วมกัน ได้เห็นปัญหาบางอย่างที่เป็นจุดต่าง ทำให้ประสานการทำงานร่วมกันได้ อีกทั้งยังได้ความยั่งยืน ได้ความร่วมมือเพิ่ม

นินูรไอนี หะยีนิเลาะ
โดย 3 ปีที่เข้าร่วมประสบความสำเร็จมากในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม เพราะทุกวันนี้การดำรงชีวิตประจำวันเด็ก คนในชุมชน ศาสนาไปทางคนไปทาง การดำเนินการตามเป้าหมายและแนวทางใน 5 เรื่องนี้ เชื่อมโยงได้กับทุกเรื่องและสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาการโดยเฉพาะเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ทุกศาสนาดีหมดแต่การประพฤติตัวของคนและลักษณะนิสัยทำให้ศาสนาเสียไป
“จุดที่ควรพัฒนามากที่สุดขณะนี้ คือเด็กมีปัญหาเรื่องภาวะทุพโภชนาการ ขาดสารอาหาร ส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ปกครองไปกรีดยางตั้งแต่ตีสาม กว่าจะกลับมาก็สายๆ เด็กก็ไม่ได้ทานอาหารเช้า บางคนเกิดจากกรรมพันธุ์และเด็กบางคนขาดจิตสำนึกไม่ตระหนักว่าอาหารเช้ามีความสำคัญ เมื่อเข้าโครงการนี้ เด็กก็เข้าใจมากขึ้นว่าต้องทานอาหารเช้าและเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ทั้งนี้ โครงการมีเป้าหมาย แต่ไม่ได้บังคับให้เราทำหนึ่ง สอง สาม แต่เป็นการให้โรงเรียนทำตามบริบทของตนเองและชุมชนที่ต้องการ” ผอ.ร.ร.บ้านลูโบ๊ะเยาะ กล่าว

โดย 3 ปีที่เข้าร่วมประสบความสำเร็จมากในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม เพราะทุกวันนี้การดำรงชีวิตประจำวันเด็ก คนในชุมชน ศาสนาไปทางคนไปทาง การดำเนินการตามเป้าหมายและแนวทางใน 5 เรื่องนี้ เชื่อมโยงได้กับทุกเรื่องและสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาการโดยเฉพาะเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ทุกศาสนาดีหมดแต่การประพฤติตัวของคนและลักษณะนิสัยทำให้ศาสนาเสียไป
“จุดที่ควรพัฒนามากที่สุดขณะนี้ คือเด็กมีปัญหาเรื่องภาวะทุพโภชนาการ ขาดสารอาหาร ส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ปกครองไปกรีดยางตั้งแต่ตีสาม กว่าจะกลับมาก็สายๆ เด็กก็ไม่ได้ทานอาหารเช้า บางคนเกิดจากกรรมพันธุ์และเด็กบางคนขาดจิตสำนึกไม่ตระหนักว่าอาหารเช้ามีความสำคัญ เมื่อเข้าโครงการนี้ เด็กก็เข้าใจมากขึ้นว่าต้องทานอาหารเช้าและเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ทั้งนี้ โครงการมีเป้าหมาย แต่ไม่ได้บังคับให้เราทำหนึ่ง สอง สาม แต่เป็นการให้โรงเรียนทำตามบริบทของตนเองและชุมชนที่ต้องการ” ผอ.ร.ร.บ้านลูโบ๊ะเยาะ กล่าว