ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/297274

บึ้ม เรื่องนี้อย่าพูดพล่อยๆ อำแกล้งให้ตกใจ ระวังได้ไปนอนคุก
มนุษย์นั้นมีความสนุกสนานอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือการได้ “แกล้ง” ทำอะไรพิเรนทร์ๆ ให้คนอื่นตกใจเล่น ดังที่ภาษาอังกฤษมีคำว่า “Prank” ซึ่งหากนำคำดังกล่าวไปค้นหาในเว็บไซต์รวมคลิปวีดีโอดังอย่าง Youtube ก็จะพบคลิปทำนองบุคคลหรือกลุ่มคนเที่ยวตระเวนเดินสาย “ป่วน” ชาวบ้านชาวช่องที่กำลังใช้ชีวิตตามปกติ ด้วยวิธีการต่างๆ อยู่เนืองๆ ขณะที่ภาษาไทยนั้นก็มีคำว่า “อำ” ที่ความหมายตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ระบุว่าหมายถึง “พูดหลอกเพื่อให้ตกใจหรือขบขัน” เป็นต้น และไม่ว่าไทยหรือฝรั่ง ยิ่งเป้าหมายแสดงอาการ “ตกใจ – ตื่นกลัว” เท่าไร คนแกล้งก็ยิ่งรู้สึกสนุกสนานเป็นทวีคูณ ก่อนจะเฉลยภายหลังว่าสิ่งที่เห็นที่บอกนั้นโกหกล้วนๆ
ทว่าไม่กี่ปีมานี้ บรรดา “สายอำ” ชอบกุเรื่องหลอกเพื่อแกล้งชาวบ้านให้ตกใจเล่น อาจจะต้อง “ระวังปาก” มากขึ้น ดังล่าสุดเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 12 ต.ค. 2560 มีรายงานว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่างกฎหมาย พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน ฉบับใหม่ ด้วยมติเสียงข้างมาก 201 ต่อ 1 คะแนน และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้เร็วๆ นี้ ซึ่งสาระสำคัญประการหนึ่ง ระบุว่า
“..ในกรณีที่ผู้ใดทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจ โดยการขู่เข็ญหรือกระทำด้วยวิธีอื่นใด เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจว่า วัตถุหรือสิ่งของนั้นเป็นอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิด หรือแจ้งข้อความหรือส่งข่าวสาร ซึ่งรู้อยู่แล้วว่า เป็นเท็จ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจว่า มีผู้พาไปหรือมีการวางวัตถุระเบิดในชุมนุมชนหรือสถานที่แห่งใด และเป็นเหตุให้ผู้อื่นที่อยู่ในชุมนุมชนหรือสถานที่แห่งนั้นตื่นตกใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 77/3..”
ซึ่งนี่ไม่ใช่กฎหมายฉบับเดียวที่บัญญัติให้การอำการแกล้งหลอกว่ามีวัตถุระเบิด ย้อนไปเมื่อปี 2550 ประเทศไทยได้มี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งใน มาตรา 14 (2) ระบุถึงข้อห้าม “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” โดยผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“Fake” or “Hoax” : “ข่าวลือ – เรื่องหลอกลวง” ข้อมูลทำนองนี้พบได้ทั่วไปบนโลกออนไลน์
จากนั้น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีการแก้ไข และ “ประกาศฉบับแก้ไขใหม่ในปี 2560” โดยในส่วนของมาตรา 14 (2) ปรับถ้อยคำเป็นดังนี้ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคง ในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิด ความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” ส่วนบทลงโทษยังคงเดิม คือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หรือกับ “ระบบอากาศยาน” ไม่ว่าในสนามบินหรือบนเครื่องบิน ซึ่งก็มี พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 โดยใน มาตรา 22 ระบุถึงข้อห้าม “แจ้งข้อความหรือส่งข่าวสารซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จ และการนั้นเป็นเหตุหรือน่าจะเป็นเหตุให้ผู้ที่อยู่ในท่าอากาศยานหรือผู้ที่อยู่ในอากาศยานในระหว่างการบินตื่นตกใจ” ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่หากการกระทำนั้น “เป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อความปลอดภัยของอากาศยานในระหว่างการบิน” ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 – 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 แสน – 6 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งที่ผ่านมา มีบรรดา “นักอำ” ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติถูกดำเนินคดีไปแล้วหลายราย อาทิ กรณีโด่งดังที่สุดเห็นจะเป็นหนุ่มไทยรายหนึ่งกำลังจะขึ้นเครื่องบิน เมื่อเห็นแอร์โฮสเตสสาวสวยเดินมาก็พูดจาไปตาม “ธรรมชาติของผู้ชายที่เห็นสาวสวยต้องแซว” แต่เผอิญว่าไปพูด “ผิดกาลเทศะ” โดยบอกว่า “ระวังมีระเบิดนะ” ขณะที่สาวแอร์ฯ กำลังช่วยยกกระเป๋าเก็บสัมภาระบนเครื่องบิน หนุ่มรายนี้ก็เลยถูกดำเนินคดีไปตามระเบียบ

“บนเครื่องบิน – ในท่าอากาศยาน” สถานที่ห้ามแกล้งอำเรื่องระเบิด
ฉะนั้นต่อไปนี้ เรื่องของ “ระเบิด” ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใด หรือแม้แต่บนโลกออนไลน์ “อย่าพูดพล่อยๆ” สนุกเอาคะนอง เพราะถ้าไปทำอะไรคึกคะนองเกินเลยเข้ามีสิทธิไปทัวร์ “ห้อง (กรง)” ติดคุกตะรางได้เพราะทำผิดอาญาแผ่นดิน อย่างที่ภาษิตโบราณเข้าว่า
ปลาหมอตายเพราะปาก!!!