ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/297721

ห่วงคนยุคออนไลน์ทำภาษาไทยเพี้ยน ย้ำดัดแปลงคำได้แต่ต้องรู้กาลเทศะ
15 ต.ค.60 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน กรุงเทพฯ มีการจัดเสวนาเรื่อง “ภาษาไทย ภาษาสื่อ” สืบเนื่องจากปัญหาพฤติกรรมการใช้ภาษาไทยของวัยรุ่นและประชาชนไทยในยุคปัจจุบันที่สื่อออนไลน์มีอิทธิพลมาก โดย รศ.ดร.นววรรณ พันธุเมธา ราชบัณฑิตสำนักศิลปกรรม สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (ราชบัณฑิตสถาน) กล่าวว่า ในมุมหนึ่งการเปลี่ยนแปลงของภาษาเป็นเรื่องปกติธรรมดา หลายคำที่ตนคุ้นเคยสมัยอยู่ในวัยหนุ่มสาวยังเรียนหนังสืออยู่ วันนี้ก็ไม่มีการใช้กันแล้ว ดังนั้นก็ต้องปรับตัวไปใช้ภาษาสมัยปัจจุบัน
รศ.ดร.นววรรณ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง ภาษาไทยก็เป็นภาษาที่มีหลายระดับ ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้คำพูดหรือคำเขียนไหนในเวลาใด สถานที่ใด บริบทใด หรือก็คือการใช้ให้ถูกต้องตามกาลเทศะ เช่น การเขียนคำว่า “เขา – ฉัน” เป็น “เค้า – ชั้น” หากเป็นการเขียนข้อความส่งกันเองในกลุ่มเพื่อนก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่คงไม่เหมาะสมหากจะนำมาใช้เขียนรายงานส่งอาจารย์ หรือเขียนใบสมัครงาน เป็นต้น

รศ.ดร.นววรรณ พันธุเมธา
“มีอาจารย์บ่นให้ฟังว่า ลูกศิษย์เอาคำที่เขาได้ยินได้ฟังบ่อยๆ มาใช้ในรายงานที่เขียนส่งอาจารย์ อันนี้ไม่สมควรอย่างยิ่ง คือต้องรู้ว่าภาษามันมีระดับกันเอง ระดับทางการ ระดับกึ่งทางการ หรือถ้าอยู่ในแวดวงสื่อมวลชน ก็จะมีภาษาหนังสือพิมพ์ ภาษาพาดหัวข่าว ภาษาโฆษณา มันก็จะแตกต่างกันไป” รศ.ดร.นววรรณ กล่าว
ราชบัณฑิตสำนักศิลปกรรม ยังกล่าวถึงประเด็นที่มีคำถามในระยะหลังๆ ว่า ภาษาไทยมีคำมากไปหรือไม่ เช่น คำสะกดด้วยตัวการันต์ หรือคำพ้องเสียงที่อ่านเหมือนกันแต่เขียนต่างกัน ควรจะตัดยุบเลิกให้เหลือคำเดียวจะสะดวกกว่าหรือเปล่า ประเด็นนี้ต้องอธิบายว่า ในสมัยที่มีการคิดค้นภาษาไทยขึ้นมาใหม่ๆ นั้น การมีพยัญชนะหรือสระที่แตกต่างกันมีผลต่อการออกเสียงด้วย เช่น พยัญชนะ “ข ไข่ – ฃ ขวด” หรือสระ “ใ – ไ” โดยเฉพาะคำในภาษาพูดของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้ต้องอธิบายให้เด็กและเยาวชนเข้าใจ เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาไทย
“ในปี 2485 มีการปรับปรุงตัวอักษรไทย มีการตัดพยัญชนะที่เขียนยากๆ หรือเขียนซ้ำๆ ออก ภาษาไทยก็จะง่ายมากในสมัยนั้น เข้าใจว่าสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่อยู่ได้แค่ 2 ปี เพราะคนในสมัยนั้นไม่ชอบ ยิ่งคนเป็นกวีถึงกับบอกว่าฉันเลิกเขียนกวีนิพนธ์ดีกว่า มันไม่ได้ช่วยแยกความหมายของคำพ้องเสียงเลย พอปี 2487 เลยเปลี่ยนกลับมาใช้เหมือนเดิม อันนี้ก็เป็นความนิยมของคนรุ่นนั้น แต่ดิฉันไม่แน่ใจว่า คนรุ่นใหม่จะคิดแบบนั้นหรือเปล่า อาจจะบอกให้เปลี่ยนก็ได้ เขียนเหมือนๆ กันมันน่าจะง่ายดี” รศ.ดร.นววรรณ ระบุ
ขณะที่ กิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์ หรือ “ครูลิลลี่” ติวเตอร์ภาษาไทยชื่อดัง กล่าวเช่นกันว่า ภาษาไทยเป็นเรื่องของกาลเทศะ เช่น คงไม่มีใครใช้คำว่า “มึง – กู” พูดกับพ่อแม่หรือผู้หลักผู้ใหญ่เพราะหยาบคายไม่เหมาะสม แต่ในทางกลับกันคำดังกล่าวเมื่อพูดกันในกลุ่มเพื่อนนั่นหมายถึงเพื่อนกลุ่มนั้นมีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ หรือคงไม่มีใครบอกกับผู้อื่นว่า “กำลังทอดมัจฉา” เพราะเป็นภาษาในบทกวี ส่วนในชีวิตจริงจะใช้คำว่า “กำลังทอดปลา” เป็นต้น

“ครูลิลลี่” กิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์
นอกจากนี้ ครูลิลลี่ ยังย้ำด้วยว่า ภาษาพูดจะเล่นเสียงเน้นเสียงอย่างไรก็ได้ แต่ภาษาเขียนต้องสะกดให้ถูกต้อง อาทิ ป้ายโฆษณาที่หลายครั้งพบว่าใช้ภาษาเขียนตามการออกเสียงพูด เช่น “นะคร้า” “ชั้น” “เทอ” “มั้ย” จริงอยู่ที่แม้ขณะพูดจะพูดด้วยเสียงดังกล่าวได้ แต่เมื่อเป็นภาษาเขียนต้องเขียนให้ถูก เป็น “นะคะ” “ฉัน” “เธอ” “ไหม” ซึ่งในฐานะที่เป็นครู แม้จะเข้าใจได้ว่าเป็นการพยายามใช้ลูกเล่น แต่ตามหลักการสะกดคำอย่างไรก็ถือว่าผิด
“น่าเป็นห่วงว่าต่อไปเด็กจะจำว่าใช้คำอย่างนี้ ใช้ชั้น (ฉัน) ช ช้าง ใช้เทอ (เธอ) ท ทหาร แบบนี้ แต่ถามว่าเสียงพูด เช่น คร้า (คะ) มั้ย (ไหม) คร้าบ (ครับ) ใช้ได้ คือพูดน่ะเล่นเสียงได้ แต่เขียนต้องเขียนให้ถูก ไม่เช่นนั้นทุกคำมันจะเพี้ยนไปหมด ภาษามันจะรวนในการสะกดไปหมด” ติวเตอร์ภาษาไทยคนดัง ฝากข้อคิด