ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/297070

เช็คเครื่องยนต์‘EEC’ พร้อมไหม?..พาไทยสู่ยุค4.0
“..บริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของไทยถือเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหลักของประเทศ และมีความพร้อมของระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางถนน รถไฟ ท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรม รัฐบาลสมัย พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจในแถบภาคตะวันออกของประเทศไทย เพื่อให้กลายเป็นฐานเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงไปยังแหล่งเศรษฐกิจอื่นๆ ได้..”
บทนำจากรายงาน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor Development : EEC) โดยสำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เผยแพร่ในจุลสารวิชาการ Academic Focus ฉบับเดือน ต.ค. 2559 อธิบายถึงที่มาที่ไปที่รัฐบาลกำหนดให้3 จังหวัดภาคตะวันออกอย่าง “ฉะเชิงเทรา-ชลบุรี- ระยอง” เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เรียกกันติดปากว่า“EEC” โดยมีเป้าหมายว่าจะยกระดับให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่ทันสมัยที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่านี่คือการ “ต่อยอด” จากของเดิมเมื่อ 3 ทศวรรษก่อน ดังที่รายงานฉบับนี้ อ้างถึงคำอธิบายของ กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะนักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ ว่าแนวคิดการพัฒนาภาคตะวันออก ต้องย้อนไปสมัยนายกฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (ดำรงตำแหน่ง 2523-2531) ที่มีโครงการ “Eastern Seaboard” เกิดท่าเรือแหลมฉบัง-นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมีการลงทุนด้านยานยนต์และปิโตรเคมีอย่างมหาศาล ทำให้ประเทศไทยเจริญขึ้นไปอยู่ในระดับกลุ่มนำของภูมิภาค
และ EEC ที่ถือเป็น “เฟส 2” ของ Eastern Seaboard นั้น ได้รับการรับรองโดย มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2559 สาระสำคัญคือ “ดึงดูดเอกชนให้มาลงทุน” อาทิ ให้สิทธิพิเศษทางภาษี การตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เร่งรัดขั้นตอนด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมืองและการออกใบอนุญาต และอื่นๆ อีกหลายประการ โดยมอบหมายให้รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นเจ้าภาพหลัก นอกจากนี้ EEC ยังเชื่อมโยงกับ “Thailand 4.0” ด้วยการเน้นให้ลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเชิงเทคโนโลยีชั้นสูง
ตลอดระยะเวลาปีเศษๆ ที่ผ่านมา EEC กลายเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงกันมากว่าจะตอบโจทย์ Thailand 4.0 ได้จริงหรือไม่? รวมถึงจะสร้างผลกระทบอะไรแก่ชุมชนโดยรอบหรือเปล่า?ดังที่ปรากฏกับทั้งโครงการ Eastern Seaboard รวมถึงโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ 10 พื้นที่ ที่หลายจุดยังมีคดีฟ้องร้องระหว่างรัฐกับชาวบ้าน รวมถึงบางแห่งแทบไม่มีใครสนใจมาลงทุน เช่น นครพนม หนองคาย
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในเวทีสัมมนาสาธารณะ “เช็คเครื่องยนต์ EEC พร้อมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0?” ณ อาคาร TDRI ซ.รามคำแหง 39 ย่านบางกะปิ กรุงเทพฯ ว่า การที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำโครงการ EEC นั้น“มาถูกทางแล้ว” หลังจากที่หลงทางอยู่กับโครงการอื่นๆ ก่อนหน้า โดยจาก 10 อุตสาหกรรมใน EEC กลุ่มที่จะมีการลงทุนมาก น่าจะเป็นกลุ่มที่ไทยมีพื้นฐานแข็งอยู่แล้ว อาทิ ยานยนต์ ท่องเที่ยว และบริการสุขภาพ
ปธ.TDRI วิเคราะห์ความคุ้มค่าเมื่อแยกเป็นรายอุตสาหกรรม ไล่ตั้งแต่ 1.ยานยนต์สมัยใหม่ เชื่อว่านักลงทุนจะยังเน้นไปที่การผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนผสม 2 ระบบระหว่างน้ำมันกับไฟฟ้า หรือรถยนต์ Hybrid มากกว่ารถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน หรือ BEV เนื่องจากรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนเทคโนโลยียังไม่นิ่ง การผลิตจึงยังคงอยู่เฉพาะภายในประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเท่านั้น 2.อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อาจมีการขยายการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่ลงทุนอยู่แล้วขณะนี้ เนื่องจากได้ประโยชน์เฉพาะสิทธิทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้น
3.การท่องเที่ยวและสุขภาพ มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเนื่องจากเป็นจุดแข็งของไทยอยู่แล้ว ประกอบกับรัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องไว้รองรับ เช่น การขยายสนามบินอู่ตะเภา โครงการถนนมอเตอร์เวย์ และรถไฟทางคู่ อย่างไรก็ตาม “โครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะเชื่อมระหว่าง 3 สนามบินหลักในละแวกเดียวกัน คือดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา คาดว่าคงเกิดขึ้นได้ยาก” เนื่องจากเป็นโครงการประเภท PPP หรือการให้เอกชนเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงทั้งหมด คงหานักลงทุนมาดำเนินการไม่ง่ายนัก
4.การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ สำหรับผู้ลงทุนอยู่แล้วอาจขยายการลงทุน แต่คงไม่มากนักเพราะอุตสาหกรรมประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่ EEC ก็สามารถทำได้ เช่นเดียวกับ 5.การแปรรูปอาหาร ที่บางส่วนเริ่มมีการลงทุนด้านนวัตกรรมอาหาร หรือ Food Innopolis ไปบ้างแล้ว 6.การซ่อมบำรุงอากาศยาน เชื่อว่าน่าจะเติบโตได้ดีเพราะได้รับอานิสงส์จากโครงการขยายสนามบินอู่ตะเภา เห็นได้จาก “Airbus” ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเครื่องบินโดยสาร สนใจเข้ามาลงทุนใน EEC หวังให้ศูนย์ซ่อมเครื่องบินที่อู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
7.อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ คาดว่าไม่น่าจะเติบโตเท่าใดนัก เพราะตลาดในประเทศมีไม่มาก เห็นได้จากปี 2559 มียอดสั่งซื้อเพียง 2,000 ตัวเท่านั้น และการผลิตเพื่อส่งออกคงไม่สามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่างประเทศจีนได้ อย่างไรก็ตามพบว่ารัฐบาลได้ปรับตัวด้วยการหันไปส่งเสริมด้าน Automation แทน นอกจากนี้หุ่นยนต์เพื่องานบริการ เช่น การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย เป็นอีกอุตสาหกรรมที่อาจเกิดขึ้นได้
8.เชื้อเพลิงชีวภาพและชีวเคมี เชื่อว่าไม่น่าจะมีการลงทุนมากนักเพราะไทยยังไม่มีต้นทุนพอจะแข่งขัน โดยเฉพาะหากไม่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ 9.การแพทย์ครบวงจร เป็นอีกอุตสาหกรรมที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ แต่ยังติดปัญหา เช่น การขึ้นทะเบียนยาหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ใช้เวลาดำเนินการค่อนข้างนาน และ 10.ธุรกิจดิจิทัล คาดว่าคงไม่มีผู้มาลงทุนมากนักเพราะทำที่ไหนก็ได้ เว้นแต่บางรายที่ต้องการใช้บริการอินเตอร์เนตความเร็วสูงพิเศษ เช่น สตูดิโอรับจ้างตัดต่อภาพยนตร์ที่รับงานจากต่างประเทศ ซึ่งต้องส่งข้อมูลวันละมากๆ
“สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ ไม่ใช่คิดว่า EEC ต้องมีทั้ง 10 อุตสาหกรรม เน้นอุตสาหกรรมที่มีเหตุผล มีความได้เปรียบ มีความสอดคล้องกับพื้นที่และอุตสาหกรรมที่มีอยู่” ดร.สมเกียรติ กล่าว
ปธ. TDRI ยังกล่าวอีกว่า ถึงกระนั้น EEC ยังมีความท้าทาย 2 เรื่อง คือ 1.ทรัพยากรน้ำจะเพียงพอหรือไม่? หากขยายอุตสาหกรรมออกไปเพราะทุกวันนี้นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในภาคตะวันออกก็ยังต้องใช้วิธีบริหารจัดการน้ำกันอยู่แล้วโดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง กับ 2.ไทยมีแรงงานฝีมือเพียงพอหรือไม่? สถาบันการศึกษาในไทยพร้อมผลิตกำลังคนส่งให้กับภาคอุตสาหกรรมเพียงใด? ทั้งนี้การดึงสถาบันการศึกษาระดับโลกมาอาจเป็นเรื่องยากและมีต้นทุนสูง แต่หากเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับภูมิภาค เช่น มหาวิทยาลัยจากจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น ก็อาจจะพอเป็นไปได้
“EEC จะนำเอาหน่วยงานของรัฐที่ต่างคนต่างทำมาทำงานร่วมกัน เป็นเอกภาพ เป็น One Stop Service จริงๆ ถ้าตรงนี้ทำได้สำเร็จ ถอดบทเรียนไปตอบโจทย์ของประเทศได้ ประเทศไทยจะก้าวกระโดดขึ้นไปอีกขั้น แล้วข้อกล่าวหาที่บอกว่า EEC สร้างแต่การเติบโตแต่ไม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ก็จะลดน้ำหนักลงไป รัฐบาลจึงควรถอดบทเรียนจาก EEC ไปขยายผลทั้งประเทศ ทั้งการปฏิรูปกฎระเบียบ การเปิดเสรีบริการต่างๆ การให้บริการประชาชนอย่างครบวงจร”ดร.สมเกียรติ ให้ความเห็น
อีกด้านหนึ่ง ดร.เสาวรัฐ รัตนคำฟูนักวิจัยอาวุโส TDRI กล่าวเสริมว่า “ความสำเร็จของ EEC ไม่ควรวัดจากพื้นที่หรือการลงทุน แต่ควรวัดจากความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศว่าเพิ่มขึ้นและแรงงานไทยมีทักษะสูงขึ้น” ที่ผ่านมาเราสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติมาแล้วแต่ปัญหาคือไม่ได้เชื่อมโยงกับบริบทประเทศไทย การพัฒนา EEC จะได้ผลตอบแทนคุ้มค่า คือต้องเชื่อมโยงเทคโนโลยีและพัฒนาคนในประเทศให้ได้ โดยเชื่อมระหว่างธุรกิจ EEC กับธุรกิจไทย
ที่ผ่านมาทำกันน้อยไป และตอนนี้ไม่มีเวลาอีกแล้ว!!!