ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/298575

เปิดงานวิจัยชี้อดีตมีการล่า‘พะยูน’
เปิดงานวิจัย “พะยูน -หญ้าทะเล” มทร.ศรีวิชัยตรัง ชี้อดีตมีการล่าพะยูน พร้อมเสนอแนวทางอนุรักษ์
20 ต.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ตรัง ว่า หลังจากกระแสข่าวกรณี นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลถึงภาวะวิกฤตพะยูนที่อาศัยอยู่ในทะเล ถูกคุกคามอย่างหนัก ในเรื่องที่อยู่อาศัยและการทำลายแหล่งหญ้าทะเล สาเหตุหนึ่งมาจากการล่าพะยูน นำเนื้อออกมาแล่เป็นส่วนๆ กระดูกและเขี้ยวแยกไว้ส่วนหนึ่ง ซื้อขายในกิโลกรัมละ 1หมื่นบาท ส่วนเนื้อขายกันในกิโลกรัมละ 150 บาท และนำเนื้อไปปรุงอาหาร
กระทั่งเกิดความไม่พอใจของชาวบ้านเกาะลิบง และองค์กรอนุรักษ์ในจังหวัดตรังอย่างมาก จนนำไปสู่การเรียกร้องให้นายธัญญา ออกมาแสดงความรับผิดชอบนั้น ส่งผลให้สังคมเกิดความสนใจอยากที่จะรับรู้เรื่องราวพะยูนที่อาศัยอยู่ในน่านน้ำทะเลตรังกันเป็นอย่างมาก จึงส่งผลให้มีความพยายามการเสาะหาแหล่งข้อมูลเรื่องราวของพะยูนเพื่อจะได้เล่าสู่กันฟัง
โดยหนึ่งในข้อมูลที่สามารถบอกเล่าความเป็นไปของพะยูนได้จากงานศึกษาวิจัย “กระบวนการสร้างองค์ความรู้ในการอนุรักษ์พะยูนอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งจังหวัดตรัง” โดยณัฐทติา โรจนประศาสน์ ประเสริฐ ทองหนูนุ้ย วิภาวรรณ ตินนังวัฒนะ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย งบประมาณแผ่นดินประจําปี พ.ศ. 2555-2556
งานวิจัย ระบุที่มาของพะยูนว่า พะยูนเป็นสัตว์หายากที่พบในหลายประเทศ โดยพื้นที่ที่มีประชากรพะยูนมีมากที่สุดใน โลกคือประเทศออสเตรเลีย ในประเทศไทย มีพะยูนอาศัยอยู่ทั้ง 2 ฝั่งทะเล ก็คือ อ่าวไทย และอันดามัน จากการ สำรวจในปี พ.ศ.2554 ประเมินว่าในน่านน้ำทะเลตรังหวัดตรังมีประชากรพะยูนประมาณ 123 ตัว ปี พ.ศ.2548 พะยูนบริเวณเกาะตะลิบง-เกาะมุกด์ เพิ่มเป็น126 ตัว โดยที่เกาะตะลิบง-เกาะมุกด์ จังหวัด ตรัง เป็นที่แห่งเดียวในน่านน้ำทะเลตรังที่มีประชากรพะยูนมาก พะยูนอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง โดยพะยูนมีอัตราการสืบพันธุ์ต่ำ
นอกจากนี้พะยูนมีอัตราการตายสูงโดยเฉพาะพะยูนในตรังมีรายงานว่ามีอัตรา การตายประมาณ 15 ตัวต่อปี การตายของพะยูน ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากอวนของชาวประมงพาณิชย์ ในฝั่งอันดามันอวนลากและอวนรุนของชาวประมงพาณิชย์เข้ามาในเขตชายฝั่งได้ทำลายแหล่ง หญ้าทะเลและติดพะยูนโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งนี้พะยูนในจังหวัดตรังลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2548-2555
งานวิจัย ระบุอีกว่า สมัยก่อนกระแสการอนุรักษ์พะยูนยังไม่กว้างขวาง จึงมักมีการล่าหรือฆ่าพะยูนอยู่เสมอ โดยจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์พะยูนเมื่อมี พ.ร.บ.การประมง ปี พ.ศ. 2490 ที่จัดให้พะยูนเป็นสัตว์คุ้มครอง ที่ห้ามมีไว้ในครอบครอง ห้ามจับ ดัก ล่อ หรือฆ่าโดยเด็ดขาด ซึ่งการอนุรักษ์พะยูนเข้มข้นขึ้นประมาณ ปี พ.ศ. 2534-2535
เมื่อสมาคมหยาดฝนได้รณรงค์ให้ชาวบ้านในชุมชนชายฝั่งตระหนักและหวงแหนทรัพยากรในท้องถิ่น โดยใช้พะยูนเป็นเครื่องมือในการป้องกันอวนลาก อวนรุน ที่บุกรุกเข้ามาในเขตอนุรักษ์ 3,000 เมตร ทําลายหญ้าทะเล โดยกิจกรรมที่ทาคือนาหลักไม้มาปักไว้รอบแนวหญ้าทะเล นอกจากนี้ยังเป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าพะยูนเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในบัญชีสัตว์ป่าสงวน 15 ชนิดของ ประเทศไทย ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535
“การอนุรักษ์พะยูนต้องใช้ฐานความรู้ดั้งเดิมสนับสนุนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยที่ชาวประมงมี ความรู้พื้นฐานมาจากประสบการณ์เกี่ยวกับสัตว์น้ำา การประมง และระบบนิเวศ ซึ่งใช้ปรับปรุง ฐานความรู้ในกระบวนการจัดการ นอกจากความรู้นิเวศแบบดั้งเดิมจะสนับสนุนกระบวนการตัดสินใจในเรื่องการใช้ ทรัพยากร และการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนแล้ว ยังเป็นการเสริมพลังอํานาจของคนในการจัดการชะตากรรมของเขาเอง ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหนึ่งในการพัฒนาด้วย ความรู้ดั้งเดิม มีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชุมชน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมโดยรอบที่ความรู้ถูกผลิตขึ้น แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 1) ความรู้ทางการแพทย์แบบดั้งเดิม 2) ความรู้ทางการเกษตรแบบดั้งเดิม3) ความรู้ นิเวศแบบดั้งเดิม”
งานวิจัย ระบุอีกว่า ในปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าความรู้นิเวศแบบดั้งเดิมซึ่งมีอิทธิพลต่อสถาบันและ วิธีการจัดการทรัพยากร คือ การปฏิบัติและนิเวศวิทยาที่ดี ดังนั้น ความรู้นิเวศดั้งเดิมจึงมีบทบาทใน การออกแบบการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนในปัจจุบัน ความรู้ท้องถิ่น เป็นสิ่งสาคัญในการสนับสนุนกระบวนการตัดสินใจ และเสริมพลังอำนาจ ดังที่เป้าหมายหลักของการพัฒนา คือ การเสริมสร้างพลังของคนในการจัดการชะตากรรมของตนเอง
งานวิจัยในทศวรรษที่ผ่านมาได้เน้นเรื่อง ความรู้นิเวศแบบดั้งเดิมที่จะรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมโลก โดยระบบความรู้ทางนิเวศแบบดั้งเดิมสามารถสนับสนุนการใช้และการ จัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ดังนั้น จึงสนใจที่จะศึกษาถึง กระบวนการสร้างองค์ความรู้ในการอนุรักษ์พะยูนอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งในจังหวัด องค์ความรู้ที่ได้องค์กรชุมชนชายฝั่งนาไปใช้ในการอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเล เพื่อความยั่งยืน องค์ความรู้ที่ได้นำไปพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เพื่อถ่ายทอดไปสู่ เยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พะยูน
ท้ายสุดของบทคัดย่อระบุเสนอแนะว่าในการอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเลอย่างมีประสิทธิภาพควรใช้ภูมิปัญญาของชาวบ้านเกี่ยวกับพะยูนและหญ้าทะเลนี้ผสมผสานกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยการแต่งตั้งแกนนํากลุ่มอนุรักษ์ในชุมชนชายฝั่งให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งของภาครัฐ เพราะนอกจากชาวบ้านในชุมชนชายฝั่งจะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการร่วมในด้านการวางแผนและการนาไปปฏิบัติในการอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเลแล้วยังเป็นการเสริมสร้างพลังของชาวบ้านในชุมชนชายฝั่งด้วย
“อีกทั้งการนําหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องพะยูนและหญ้าทะเลไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพจาเป็นต้องยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับสภาพบริบทของโรงเรียนชายฝั่งและนักเรียนแต่ละโรงเรียนรวมถึงการสร้างความร่วมมือและการสนับสนุนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษา ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 ภาคเอกชนซึ่งทํา โครงการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ชายฝั่ง รวมถึงมหาวิทยาลัยในพื้นที่ จะทํา ให้การสอนด้วยหลักสูตรท้องถิ่นรวมถึงการขยายไปยังชุมชนชายฝั่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง”
ล่าสดปี พ.ศ.2559 ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์นักวิชาการประมงชำนาญการ กลุ่มสัตว์ทะเลหายาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน พร้อมเจ้าหน้าที่และนักบินชาวต่างชาติ นำเครื่องบินเล็กทำการบินสำรวจพะยูนในทะเลตรังเพื่อนับจำนวนประชากรพะยูน และจากการสำรวจประชากรพะยูนเพิ่มขึ้นจากปี 2558 คืออยู่ที่ 150 ตัว โดยพบพะยูนฝูใหญ่จำนวน 3 ฝูง แต่ละฝูงอยู่ที่ประมาณ 10-20 ตัว จนถึงประมาณ 50 ตัว รวมแล้วแต่ละเที่ยวบินพบไม่น้อยกว่า 90 ตัวขึ้นไป และพบเห็นพะยูนคู่แม่ลูกจำนวนกว่า 10 คู่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ที่พะยูนมีการเจริญเติบโตของประชากรที่ดีขึ้น
