ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/298788

1ปี‘ในหลวงร.9’สวรรคต พสกนิกรน้อมถวายอาลัย
หากนับจาก 13 ตุลาคม 2559 อันเป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ในหลวงรัชกาลที่ 9” พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่เคารพรักยิ่งของปวงชนชาวไทย เสด็จสวรรคต เป็นต้นมา จวบจนถึง ณ เวลาปัจจุบัน ที่อีกไม่กี่วันข้างหน้า หรือในวันที่ 26 ต.ค. 2560 ก็จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระองค์ท่าน พบว่าในทุกๆ วัน บรรยากาศโดยรอบท้องสนามหลวงล้วนเนืองแน่นไปด้วยประชาชนคนไทยจากทุกภูมิภาค หรือแม้แต่เดินทางมาจากต่างประเทศ ที่มาร่วมแสดงความไว้อาลัยแด่ “พ่อหลวง” เป็นครั้งสุดท้าย
ดังที่ สำนักพระราชวัง สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง รวม 337 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2559-5 ต.ค. 2560 (งดกราบถวายบังคมพระบรมศพ 1-2 ธ.ค. 2559, 1 ม.ค. 2560, 20-21 ม.ค. 2560) มีประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ จำนวนทั้งสิ้น 12,739,531 คน
ตลอดช่วงเวลา 337 วันนี้เอง คณะสื่อมวลชนมีโอกาสพูดคุยกับบางส่วนของประชาชนที่ได้เข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ ภายในพระบรมมหาราชวัง อาทิ อมลวรรณ มณีภาค หญิงวัย 57 ปี จาก ต.กำแพงเพชร อ.รัตภูมิ จ.สงขลา อาชีพรับจ้างกรีดยางพารา ที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยการปั่นจักรยานออกจากบ้าน เวลา 06.09 น. ของวันที่ 24 ต.ค. 2559 และมาถึงท้องสนามหลวงเวลา 10.20 น. ของวันที่ 31 ต.ค. 2559 ใช้เวลาเดินทาง 8 วัน 7 คืน ก่อนมาขอยืมผ้าถุงดำที่สำนักพระราชวังจัดให้บริการ และได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพตามที่ตั้งใจไว้
“เป็นครั้งเดียวในชีวิตที่จะได้กราบ เพราะเราไม่มีโอกาสได้กราบตอนท่านยังอยู่ พระองค์ท่านสอนให้รู้จักการเป็นคนดี มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ สอนให้มีความอดทน สู้สุดชีวิต หากตั้งใจทำสิ่งใดแล้วให้เดินไปให้ถึงความฝัน” อมลวรรณ กล่าว
เช่นเดียวกับ ภาคิน รอดทิม หนุ่มวัย 40 ปี จาก จ.นนทบุรี อาชีพรับราชการ ที่เดินทางมาในช่วงวันท้ายๆ ที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ แน่นอนว่าในช่วงเวลาดังกล่าวย่อมมีจำนวนประชาชนมาเข้าคิวรอมากเป็นพิเศษ ตนเองนั้นก็ต้องรอคิวนานร่วม 8 ชั่วโมง แต่ก็รู้สึก“ภูมิใจ” ว่านี่คือครั้งหนึ่งในชีวิต และเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำเพื่อพสกนิกรชาวไทยตลอดเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์
“รู้สึกใจหาย ซึ่งไม่ใช่แค่ผมที่รู้สึกแบบนี้ คนอื่นๆ ก็คงรู้สึกใจหายไม่ต่างจากผม เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ได้ยินเสียงพระองค์ท่านทุกวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ฟังพระองค์ให้พร”เขากล่าว
ไม่ต่างจากเด็กน้อยวัย 10 ขวบ จาก จ.นนทบุรี ด.ญ.วรรณภา หมื่นอักษร ที่แม้จะโตไม่ทันเห็นช่วงเวลาที่ในหลวง ร.9 ทรงงาน แต่ได้รับรู้ถึงพระราชกรณียกิจมากมายที่พระองค์ได้ทรงทำเพื่อประชาชนชาวไทย จึงรู้สึกภูมิใจที่ได้มีโอกาสมากราบพระองค์ท่าน แม้วันที่มากราบถวายบังคมพระบรมศพนั้นสภาพอากาศจะร้อน แต่ก็ไม่ย่อท้อ เพราะอยากมาส่งเสด็จพระองค์ท่าน
“หนูจะนำคำสอนของพระองค์มาใช้ คือ การประหยัด ใช้จ่ายเงินอย่างรู้ค่าของเงิน อีกอย่างหนูจะได้รู้จักการออม และทำหน้าที่ของเด็กในวันนี้ ให้โตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า” ด.ญ.วรรณภา ระบุ
รวมถึงเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2560 ซึ่งมีการซักซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเสมือนจริงครั้งแรก บริเวณท้องสนามหลวงและพื้นที่โดยรอบ ตั้งแต่เช้ามืดก็มีประชาชนมารอชมอย่างเนืองแน่น อาทิสมโภชน์ พรหมดีสาร ชาว จ.นครราชสีมา กล่าวว่า “พูดไม่ออก เพราะเป็นยิ่งกว่าการสูญเสีย” เพราะตั้งแต่ตนยังเป็นเด็กจนกระทั่งโตขึ้นก็เห็นพระองค์ทรงงานหนัก “ยิ่งพื้นที่ทุรกันดารขนาดไหนพระองค์ก็ยิ่งไปที่นั่น” เพราะพระองค์เห็นว่าอนาคตของคนในประเทศสำคัญที่สุด
“สิ่งที่พ่อหลวงสอน ผมจะนำไปสอนลูกสอนหลานปากต่อปาก ให้รู้ว่าเราเกิดในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 และให้รู้ว่าพระองค์ทรงทำอะไรเพื่อคนไทยบ้าง” สมโภชน์ กล่าว
ขณะที่ สวาท แจ่มเมฆ คุณยายวัย 70 ปี จาก จ.ราชบุรี เผยว่า ตนเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ ในหลวง ร.9 ถึง 19 ครั้ง และแม้บางครั้งต้องรอคิวจนข้ามคืนก็ไม่รู้สึกท้อ ทั้งนี้ตนคิดเสมอว่า “พ่อหลวงไม่ได้จากไปไหน” แต่จะอยู่ในใจของคนไทยตลอดไปชั่วนิรันดร์ เช่นเดียวกับ ลำดวน จันทโชติ ที่เดินทางมากับหลานสาววัย 11 ขวบ ด.ญ.จุฑาทิพย์ จันทโชติ กล่าวว่า สำหรับตนแล้ว ในหลวง ร.9 เปรียบได้ดั่ง “พระในบ้าน” เมื่อพระองค์ท่านเสด็จสวรรคต ยามที่เห็นรูปพระองค์ท่านเมื่อใดตนก็มักจะมีน้ำตาไหลออกมา
จากวันนั้นถึงวันนี้ คนไทยยังคงคิดถึง “พระราชา” ที่ใช้เวลาตลอดช่วงที่พระองค์ทรงครองราชย์ ทรงงานหนักเพื่อทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เกิดเป็นโครงการในพระราชดำริกว่า 4 พันโครงการทั่วประเทศ ซึ่งภาพบรรยากาศการร่วมแสดงความไว้อาลัยตลอด 1 ปีที่ผ่านมานั้น เป็นเครื่องยืนยันอย่างที่สุด ว่าประชาชนคนไทยนั้น
รำลึกถึง “พระมหากรุณาธิคุณ” ของพระองค์ท่าน อย่างมิรู้เลือน!!!