ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/298999

23ตุลาคมวันปิยมหาราช เลิกทาสไม่เสียเลือดเนื้อ พระมหากรุณาธิคุณปวงไทยมิรู้ลืม
“วันปิยมหาราช” วันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ซึ่งเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2453 นับแต่นั้นมาจึงถือ “วันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี” เป็นวันสำคัญเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน เพราะในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทย (หรือชื่อเดิม “สยาม” ในขณะนั้น) มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ในทุกด้าน เพื่อให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ หรือก็คือมหาอำนาจจากทวีปยุโรป ทำให้แผ่นดินแห่งนี้รอดพ้นไม่ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ด้วยข้ออ้างว่าต้องเข้าไปพัฒนารัฐชาติในทวีปอื่นๆ ที่ล้าหลังกว่าตน
และหากให้กล่าวถึงพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 5 แล้วเชื่อว่า “การเลิกทาส” คงเป็นเรื่องที่ปวงชนชาวไทยรับรู้อย่างคุ้นเคยมากที่สุด ซึ่งการมีทาสนั้นแต่เดิมถือเป็นเรื่องปกติไม่ว่าในภูมิภาคใดของโลก เนื่องด้วยในอดีตนั้นกิจกรรมต่างๆ ในรัฐหรือสังคมจำเป็นต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก แต่เมื่ออารยธรรมมนุษย์มีความก้าวหน้ามาในระดับหนึ่ง เริ่มมีการนำเครื่องจักรมาใช้งานแทนคน เกิดยุคอุตสาหกรรม และผู้คนตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน เสียงเรียกร้องให้เลิกทาสก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าการเลิกทาสไม่ว่าประเทศใดก็ไม่ใช่ของง่าย ดังเช่น สหรัฐอเมริกา ที่มีความขัดแย้งเรื่องการมีทาสระหว่างมลรัฐฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ ถึงขั้นลุกลามเป็นสงครามกลางเมือง ระหว่างปี 2404 – 2408 หรือกรณีของ อังกฤษ ที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการเลิกทาส ดังบทความ “พระพุทธศาสนากับการเลิกทาส” ซึ่งเขียนโดยนักวิชาการด้านพุทธศาสนาผู้ล่วงลับ สุชีพ ปุญญานุภาพ (2460 – 2543) ไว้เมื่อปี 2500 ระบุว่า ในปี 2377 รัฐบาลอังกฤษต้องใช้เงินราว 15 – 20 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนมากในสมัยนั้น จ่ายให้กับนายทาสทั่วประเทศเพื่อไถ่ตัวทาสให้เป็นไท

เส้นทางการค้าทาส : นำคนผิวดำจากทวีปแอฟริกาไปเป็นแรงงานในทวีปอเมริกา
สำหรับสังคมไทยหรือสยามนั้น ประวัติศาสตร์ของชนชั้นทาสปรากฏอย่างชัดเจนในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งแบ่งทาสออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ 1.ทาสสินไถ่ หมายถึงคนที่ประสบปัญหาชีวิต มีความยากจนขัดสนไม่สามารถเลี้ยงชีพตนเองได้ ต้องขายตนเองลงเป็นทาส นอกจากนี้พ่อแม่หรือสามี ยังสามารถขายลูกหรือภรรยาให้เป็นทาสได้อีกด้วย โดยทาสประเภทนี้มีจำนวนมากที่สุด
2.ทาสในเรือนเบี้ย หากในขณะที่พ่อแม่เป็นทาสแล้วมีลูก ลูกที่เกิดมาถือเป็นทาสทันที และทาสประเภทนี้ “ไม่สามารถไถ่ถอนตนเอง” ให้เป็นอิสระได้ 3.ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก ทาสนั้นถือเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่ง เมื่อนายทาสคนเดิมตายย่อมยกกรรมสิทธิ์ทาสให้กับลูกหลานญาติพี่น้องรับช่วงต่อได้ เฉกเช่นการโอนสิ่งของอื่นๆ ทั่วไป 4.ทาสท่านให้ เช่นเดียวกับทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก ชีวิตทาสเหมือนสิ่งของชิ้นหนึ่ง นายทาสคนหนึ่งสามารถยกให้อีกคนหนึ่งได้ เช่น ใช้ทาสชำระหนี้เมื่อแพ้พนัน
5.ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ ผู้ใดต้องโทษเสียค่าปรับแต่ไม่สามารถจ่ายค่าปรับได้ เมื่อมีผู้อื่นจ่ายแทนให้ให้ถือว่าผู้ต้องโทษเป็นทาสของผู้จ่ายค่าปรับนั้น 6.ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก คล้ายกับทาสสินไถ่ แต่จะปรากฏมากในช่วงที่ข้าวยากหมากแพง คนที่อดอยากยอมเป็นทาสของผู้ที่ช่วยชีวิตตนไว้ และ 7.ทาสเชลย เป็นการกวาดต้อนเกณฑ์คนจากประเทศที่แพ้สงครามมาเป็นแรงงานในประเทศของผู้ชนะ

หุ่นขี้ผึ้งจำลองชีวิตทาสในสังคมไทยโบราณ (พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง จ.นครปฐม)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มต้นกระบวนการเลิกทาส ด้วยการตรา“พ.ร.บ.พิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย พ.ศ.2417” โดยให้ทาสในเรือนเบี้ย หรือลูกทาสที่เกิดตั้งแต่ปี 2411 เป็นต้นไป อันเป็นปีแรกที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ กำหนดค่าตัวขึ้นได้จนถึงอายุ 8 ปี จากนั้นให้ลดค่าตัวลงเรื่อยๆ จนเมื่ออายุครบ 21 ปี ทาสในเรือนเบี้ยนั้นก็จะได้เป็นไท มีอิสรภาพไปโดยปริยาย นอกจากนี้ ยังห้ามการซื้อขายบุคคลที่เกิดตั้งแต่ปี 2411 เป็นต้นไปอีกด้วย ซึ่งมีบทลงโทษทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
ส่วนคนที่เกิดและเป็นทาสมาก่อนปี 2411 รัชกาลที่ 5 ก็ทรงตรากฎหมายเพิ่มเติมเพื่อเลิกทาสไปตามลำดับ เช่น “พ.ร.บ.ลักษณะทาสมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ (มณฑลพายัพ) พ.ศ.2443”ลดค่าตัวทาสในพื้นที่ดังกล่าว (ปัจจุบันคือภาคเหนือของไทย อาทิ เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน) ลงเรื่อยๆ และถึงแม้ทาสไม่มีเงินไถ่ถอนตนเอง เมื่ออายุครบ 60 ปี ก็ให้ทาสนั้นได้รับอิสรภาพ พ้นจากความเป็นทาสเช่นกัน
อีก 5 ปีต่อมา ทรงตรากฎหมาย “พ.ร.บ.ทาส พ.ศ.2448” เป็นกฎหมายเลิกทาสที่บังคับใช้อย่างเป็นทางการทั่วราชอาณาจักร สาระสำคัญคือ 1.ทาสในเรือนเบี้ยที่ยังเหลืออยู่ในขณะนั้น นายทาสต้องปล่อยทาสให้เป็นอิสระทั้งหมด 2.ทาสประเภทอื่นๆ ที่ยังมีอยู่ในขณะนั้น ให้ลดค่าตัวลงเดือนละ 4 บาท และอีก 3 ปีให้หลัง ทรงตรา “ประมวลกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ. 2451” ซึ่งนับเป็น “ประมวลกฎหมายอาญาฉบับแรกของไทย” ตามนิยามหลักกฎหมายสมัยใหม่แบบสากล โดยใน มาตรา 269 ระบุความผิด “การค้าทาษ” (เป็นการเขียนคำว่าทาสในสมัยนั้น) ไว้ว่า
“ผู้ใดจะเอาคนลงเป็นทาษ แลมันใช้อุบายอย่างหนึ่งอย่างใดคือว่า มันพาคนเข้ามาในพระราชอาณาจักร์ หรือพาออกไปจากพระราชอาณาจักร์ หรือพาเอาไปจากที่แห่งใดใด เพื่อจะให้เป็นทาษก็ดี มันซื้อ หรือขาย หรือจำหน่ายคนไปเป็นทาษ ก็ดี มันรับคนไว้ หรือหน่วงเหนี่ยวขืนใจเขาไว้เปนทาษก็ดี ท่านว่ามันมีความผิดต้องรวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไปจนถึงเจ็ดปี แลให้ปรับตั้งแต่ร้อยบาทขึ้นไปด้วยอีกโสตหนึ่ง แต่ความที่ว่ามาในมาตรานี้ ท่านมิได้ใช้ฟ้องร้องเอาโทษแก่บุคคลที่มีทาษหรือจำหน่ายทาษ ต้องตามความที่ท่านได้ผ่อนผันไว้ในพระราชบัญญัติรัตนโกสินทร์ศก 124”

“ห้ามค้าทาษ” เนื้อหาตอนหนึ่งจาก “ประมวลกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ. 2451”
โดยคำว่า “พระราชบัญญัติรัตนโกสินทร์ศก 124” ก็คือ พ.ร.บ.ทาส พ.ศ.2448 จึงจะเห็นได้ว่า รัชกาลที่ 5 ทรงไม่ใช้วิธีการเลิกทาสแบบ “หักด้ามพร้าด้วยเข่า” ด้วยทรงทราบดีว่าจะต้องเกิดการคัดค้านต่อต้านอย่างแน่นอน ทั้งจากนายทาสที่สูญเสียผลประโยชน์มหาศาลจากแรงงานทาส และจากตัวของทาสเองที่จำนวนไม่น้อยเคยชินกับการเป็นทาสมาทั้งชีวิตและกังวลว่าหากไม่เป็นทาสแล้วจะไปเลี้ยงชีพอย่างไรได้อีก แต่ทรงเลิกทาสแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นขั้นเป็นตอน ค่อยๆ สร้างความรับรู้ทีละเล็กละน้อยในหมู่ประชาชน ถึงการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสมัยใหม่
ทำให้การเลิกทาสด้วยวิธีการของพระองค์นั้น “ไม่มีความขัดแย้ง ไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ”นอกจากนี้ การเลิกทาสในวิธีของพระองค์ท่าน ยังทรงทำแบบ “ครบวงจร” กล่าวคือ ทรงศึกษาปัญหาแวดล้อมต่างๆ ที่ทำให้คนต้องขายตนเองลงเป็นทาส ซึ่ง 1 ในนั้นคือ “การพนัน” ดังที่บันทึกของ ซิมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de La Loubere) ราชทูตฝรั่งเศสสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในปี 2230 ได้บรรยายถึงสภาพสังคมของชาวสยาม (ไทย) ในสมัยนั้นว่า
“ความรักการพนันเหลือเกิน..ชาวสยามอยู่ข้างค่อนจะรักการพนันเสียเหลือเกิน จนถึงจะยอมผลาญตัวเองให้ฉิบหายได้ ทั้งเสียอิสรภาพความชอบธรรมของตัวหรือลูกเต้าของตัวด้วย ในเมืองนี้ใครไม่มีเงินพอจะใช้เจ้าหนี้ได้ก็ต้องขายลูกเต้าของตัวเองลงใช้หนี้สิน และถ้าแม้ถึงเช่นนี้แล้วก็ยังมิพอเพียง ตัวของตัวเองก็ต้องกลายตกเป็นทาส”

จดหมายเหตุลาลูแบร์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปรารภเกี่ยวกับปัญหาการพนันในสังคมไทยไว้หลายครั้ง อาทิ ใน พระราชพิธีสิบสองเดือน ที่พระองค์ท่านทรงเริ่มพระราชนิพนธ์ตั้งแต่ปี 2431 ในบทหนึ่งกล่าวถึงพฤติกรรมการเล่นเบี้ย (หมายถึงเล่นการพนัน) ในหมู่ชนชั้นสูงชาวสยามขณะนั้นว่า
“ด้วยกำลังที่ช่วยกันมากๆ และเป็นแบบอย่างความประพฤติให้คนทั้งปวงเอาอย่าง ตามคำนักปราชญ์ย่อมกล่าวว่า การที่ทำให้เห็นเป็นแบบอย่างง่ายกว่าที่จะสั่งสอนด้วยปาก ถ้าเจ้านายขุนนางประพฤติเล่นเบี้ยอยู่ตราบใด คนทั้งปวงก็ยังเห็นว่าไม่สู้เป็นการเสียหายมาก ผู้มีบรรดาศักดิ์จึงยังประพฤติอยู่ ถ้าผู้มีบรรดาศักดิ์ละเว้นเสีย ให้เห็นว่าความพยายามเช่นนั้นเป็นของคนต่ำช้าประพฤติแล้ว ถึงแม้จะเลิกขาดสูญไปไม่ได้ก็คงจะเบาบางลงได้เป็นแท้”
เช่นเดียวกับในปี 2450 ระหว่างเสด็จประพาสยุโรป ทรงทอดพระเนตรการพนันแบบตะวันตก ณ เมืองมอนติคาร์โล (Monte Carlo) ประเทศฝรั่งเศส แล้วทรงมีพระราชหัตถเลขาถึง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความว่า
“ได้เรียนตำราเล่นเบี้ยอย่างฝรั่งเข้าใจ ข้อซึ่งเข้าใจกันว่าเล่นไม่น่าสนุกนั้นไม่จริงเลย สนุกยิ่งกว่าอะไรหมด ถ้าชาวบางกอกได้รู้ไปเล่นแล้ว ฉิบหายกันไม่เหลือ ถ้าหากว่าไปถึงเมืองเราเข้าเมื่อไร จะรอช้าแต่สักวันเดียวก็ไม่ควร ต้องห้ามทันที”

“พระราชพิธีสิบสองเดือน” พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)
ทั้งนี้ในขณะที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำเนินการเลิกทาส ก็ได้ทรงเลิกการมีบ่อนการพนันควบคู่กันไปด้วย อาทิ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการเลิกอากรบ่อนเบี้ย จ.ศ. 1249 (พ.ศ. 2430) โดยทยอยลดจำนวนบ่อนเบี้ยลงทุกปีไปตามลำดับ เช่นเดียวกับการเลิกทาส ซึ่งกว่าบ่อนเบี้ยที่เคยถูกกฎหมายมาก่อนจะหมดไปจากแผ่นดินสยามอย่างเด็ดขาด ก็ต้องรอจนถึงปี 2460 หรือ 7 ปีหลังจากที่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคตแล้ว
ด้วยพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่นี้เอง ปวงชนชาวไทยจึงถวายพระราชสมัญญานามแด่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ซึ่งมีความหมายว่า “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน” และ ณ “ลานพระบรมรูปทรงม้า” ที่ตั้งพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ท่าน ยังคงมีประชาชนเดินทางไปสักการบูชา จวบจนทุกวันนี้!!!
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
หมายเหตุ : ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.dharma-gateway.com/ubasok/sucheep/sucheep-11.htm “พระพุทธศาสนากับการเลิกทาส อาจารย์ สุชีพ ปุญญานุภาพ บทความนี้เขียนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐”
http://hq.prd.go.th/prtechnicaldm/ewt_news.php?nid=289&filename=index “การเลิกทาส : สำนักพัฒนาการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์”
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2451/009/206.PDF “กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) : ราชกิจจานุเบกษา”
http://www.rd.go.th/publish/3456.0.html “การจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 – พ.ศ. 2453) : กรมสรรพากร”
เปิดบ่อนกาสิโน จนเงินหรือจนปัญญา? : ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง , นสพ.แนวหน้า ตุลาคม 2554
จดหมายเหตุลาลูแบร์ เล่ม 2 หน้า 171 (ฉบับอภินันทนาการจาก พล.ร.ต.แชน ปัจจุสานนท์ , หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ลงวันที่ 14 ก.พ. 2515)