ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/300324

‘ข้าวจี่’เมนูยอดนิยมคลายหนาวที่อำนาจเจริญ
31 ต.ค.60 ในช่วงนี้จังหวัดอำนาจเจริญ เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวเต็มตัวแล้ว อากาศโดยทั่วไปหนาวเย็น ตอนกลางวันมีกระแสลมพัดแรงตลอดเวลา ส่วนกลางคืนหนาวจัด ทำให้ต้องก่อไฟผิงเพื่อบรรเทาความหนาวเย็น จึงเป็นเรื่องปกติที่เมื่อถึงฤดูหนาวตามชนบทมักจะพบเห็นคนเฒ่าคนแก่และลูกหลาน นั่งล้อมรอบกองไฟผิงไฟพร้อมปิ้งข้าวเหนียวทาเกลือ หรือชาวอีสาน เรียกว่า ‘ข้าวจี่’ รับประทานไปด้วยผิงไฟไปด้วยเพื่อคลายหนาว
ด้วยเหตุนี้ จึงมีพ่อค้าแม่ค้า พลิกวิกฤติภัยหนาวเป็นโอกาส โดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการบอกสอนถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย นำข้าวเหนียวทาเกลือทำเป็นขนมเรียกว่า ‘ขนมข้าวจี่’ ยืนปิ้งขายตามตลาดในตัวเมืองอำนาจเจริญ เป็นประจำทุกปีสร้างรายได้เป็นอย่างดี
นางน้อย ทิศา อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 6 เขตเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ แม่ค้าขายข้าวจี่โบราณ บอกว่า ข้าวจี่ จะมีให้รับประทานเฉพาะฤดูหนาว ช่วงอากาศหนาวเย็นเท่านั้น เนื่องจากขนมข้าวจี่ จะต้องย่างหรือปิ้งที่เตาไฟตลอดเวลา จึงมีผู้ขายและผู้ชื้อยืนล้อมวงช่วยกันปิ้งข้าวจี่พลิกไปมาพร้อมพูดคุยกัน บางคนก็จะยืนกินไปด้วยเพื่อบรรเทาความหนาวเย็น โดยเฉพาะนำข้าวใหม่มาทำเป็นข้าวจะมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษเป็นที่นิยมมาก ซึ่งข้าวจี่ที่ จ.อำนาจเจริญ มี 2 แบบ คือ ข้าวจี่โบราณและข้าวจี่สมัยใหม่ ประยุกต์มาจากข้าวจี่โบราณ ซึ่งมีรสชาติไม่แตกต่างกันมากนัก จึงมีผู้คนหาซื้อข้าวจี่ทานแทนข้าวกันมาก ทำให้ร้านขายขนมประเภทต่างๆจะต้องทำข้าวจี่ขายควบคู่กันไปด้วย เพราะช่วงนี้ ข้าวจี่ มาแรงขายดีมาก
โดยนางน้อย กล่าวอีกว่า สมัยเด็กๆเมื่อถึงฤดูหนาว อากาศโดยทั่วไปหนาวเย็น พ่อแม่ก็จะก่อไฟผิงที่ใต้ถุนบ้าน ระหว่างนั่งผิงไฟก็จะมีการปั้นข้าวเหนียวลักษณะกลมๆเท่าไข่ไก่ หรือไม่ก็ใหญ่กว่าไข่ไก่แล้วทาเกลือ นำมาปิ้งที่กองไฟพลิกไปมาจนมีสีเหลือง พ่อแม่ก็จะแบ่งให้กินด้วยรสชาติหอมมันเค็มนิดๆกินจนอิ่มท้อง โดยไม่ต้องกินอาหารอะไรเลย จึงเป็นการเรียนรู้การทำข้าวจี่ ปิ้งข้าวจี่ มาตั้งแต่เด็ก ต่อมาเมื่อแต่งงานมีครอบครัว ซึ่งตอนนี้พ่อแม่เสียชีวิตทั้งหมด จึงได้นำเอาความรู้จากการทำข้าวจี่ ทำไปจำหน่ายยังตลอดสดเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ ในช่วงหน้าหนาวทุกปี โดยเฉพาะช่วงนี้อากาศหยาวเย็น ข้าวจี่โบราณขายดีมาก จากที่เคยทำขายใช้ข้าวเหนียววันละ 10 กิโลกรัม เพราะมีผู้บริโภคเพิ่มขึ้น จึงต้องใช้ข้าวเหนียวเพิ่มเป็นวันละ 20-30 กิโลกรัม สร้างรายได้เป็นอย่างดี
สำหรับวิธีทำข้าวจี่ ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เริ่มแรกให้แช่ข้าวเหนียวจนได้ที่แล้วนำไปนึ่งให้สุก ต่อมานำข้าวเหนียวสุกมาปั้นเท่าฝ่ามือโรยด้วยเกลือ แล้วเอาไปวางที่เหล็กปิ้งบนเตาไฟพลิกไปมา จนข้าวเหนียวออกสีเหลืองอมส้มก็สามารถรับประทานได้ จำหน่ายก้อนละ 15 บาท ซึ่งที่นี่จะแถมแจ่วให้ 1 ถุงเล็ก เพื่อจิ้มกับข้าวเหนียว เรียกว่าข้าวจี่โบราณ ที่มีรสชาติอร่อยแซ่บถึงใจ นอกจากนี้ยังขายปิ้งเนื้อ ปิ้งตับไก่ ปิ้งหมู ควบคู่กันด้วย
นางศิริพร ทำงาน อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 6 ต.บุ่ง อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ แม่ค้าขายข้าวจี่สมัยใหม่ บอกว่า ตามปกติก็จะขายอาหารเวียดนาม ที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ ซึ่งย้ายมาจากประเทศเวียดนาม เช่น ข้าวต้มมัด มีลักษณะคล้ายข้าวต้มประเทศไทย แต่ของเวียตนามจะเป็นแบบสามเหลี่ยม มีไส้เป็นถั่วเหลืองผสมกับหมู จะมีรสชาติหวานมัน แปลกกว่าข้าวต้มมัดทั่วไป ซึ่งข้าวต้มเวียดนามจะขาย 3 อัน 20 บาท และขนมปากหม้อ บรรจุกล่องๆละ 20 บาท ส่วนขนมที่โดดเด่นยอดนิยมในช่วงนี้และมีลูกค้าซื้อมากที่สุด ก็คือข้าวจี่สมัยใหม่ ซึ่งก็มีจำหน่ายที่นี่เช่นกัน โดยจะทำขายเฉพาะอากาศหนาวเย็นเท่านั้น ในราคา 3 ก้อน 20 บาท
สำหรับวิธีทำข้าวจี่สมัยใหม่ หรือ ข้าวจี่ประยุกต์ เริ่มแรกให้เอาข้าวเหนียวที่นึ่งจนสุกแล้ว ไปคลุกเคล้ากับกะทิมะพร้าวเรียกว่าข้าวเหนียวมูล ต่อมานำไข่ไก่ตอกใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ใส่น้ำปลาลงไปตีไข่ให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำข้าวเหนียวมูลปั้นเป็นก้อนเท่าลูกไข่ไก่แล้วชุบกับไข่ไก่ทาให้ทั่ว ต่อมานำไปปิ้งที่เหล็กปิ้งบนเตาถ่าน พลิกไปมาจนข้าวเหนียวมูลมีสีเหลืออมส้มก็เป็นอันแล้วเสร็จ ซึ่งด้วยรสชาติที่หอมอร่อย พอรับประทานแล้วร่างกายจะอบอุ่นคลายหนาวได้ระดับหนึ่งจึงมีลูกค้านิยมทานกันมาก
