ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/300378

ห้ามสูบบุหรี่บนชายหาด ก้าวสำคัญแก้ปัญหาขยะล้น?
ช่วงปลายฤดูฝนที่ผ่านมา ปัญหา “ขยะมูลฝอย” กลับมาหลอกหลอนคนไทยอีกครั้ง อาทิ ในวันที่ 14 ต.ค. 2560 วันที่มี “ฝนตกหนัก” ทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ (กทม.) จนเกิดน้ำท่วมขังหลายจุด เมื่อน้ำลดก็พบว่ามีขยะที่ลอยขึ้นมาจากท่อระบายน้ำกองอยู่เกลื่อนถนน ซึ่งไม่ต่างกับภาพที่ทาง กทม. มักนำมาเผยแพร่อยู่เสมอก่อนหน้านั้น คือตามประตูระบายน้ำและลำคลองต่างๆ จะมีขยะนานาชนิดลอยไปติด และบางชนิดก็ไม่น่าเชื่อว่าจะทิ้งลงไปได้ เช่น ตู้ เตียง
สอดคล้องกับ รายงานสถานการณ์ขยะมูลฝอยชุมชนของประเทศไทย ปี พ.ศ.2559 จัดทำโดย กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า จำนวนขยะมูลฝอยนับตั้งแต่ปี 2556-2559 แม้ในปี 2557 จำนวนขยะลดลงเหลือ 26.19 ล้านตัน จากปี 2556 ที่มีทั้งหมด 26.77 ล้านตัน แต่ในปี 2558-2559 ปริมาณขยะก็กลับเพิ่มขึ้นมาอีกครั้ง ในปี 2558 อยู่ที่ 26.85 ล้านตัน และปี 2559 อยู่ที่ 27.06 ล้านตัน อีกทั้งเมื่อไปดูกระบวนการบริหารจัดการขยะในประเทศไทยในปี 2559 พบว่า ขยะทั้งหมด 27.06 ล้านตันมีถึง 11.69 ล้านตัน ที่กำจัดอย่างไม่ถูกต้อง และมีเพียง 5.8 ล้านตัน ที่นำกลับมาใช้ใหม่
ซึ่งใน กทม. ขณะนี้มีการอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ออกประกาศหลักเกณฑ์การ “แบ่งค่าปรับ” ผู้กระทำผิดว่าด้วยการทิ้งขยะไม่ถูกที่ถูกทาง สำหรับประชาชนที่แจ้งการกระทำผิดดังกล่าวพร้อมหลักฐาน จากเดิมที่ต้องเป็นความผิดซึ่งหน้าเจ้าพนักงานของ กทม. เท่านั้น แม้จะยังไม่อาจลดปัญหาความมักง่ายของคนได้มากนัก แต่ก็น่าจะช่วยป้องปรามได้บ้าง อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีผลเฉพาะในพื้นที่ กทม.ส่วนพื้นที่อื่นๆ ยังไม่มีความชัดเจนในทางเดียวกัน
อีกด้านหนึ่ง..มีความพยายามปลูกฝังคนรุ่นใหม่หวังให้ลดปริมาณการผลิตขยะลง ดังที่ทีมงาน “แนวหน้าวาไรตี้” มีโอกาสลงพื้นที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 อ.พล จ.ขอนแก่น ซึ่งมีโครงการ “ศูนย์การเรียนรู้ ลดใช้พลังงานการจัดการขยะ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” เพื่อสนับสนุนให้มีแหล่งเรียนรู้ด้านการลดใช้พลังงาน การจัดการขยะ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นและชุมชน พร้อมทั้งสร้างความตระหนักให้เด็กและเยาวชนเป็นต้นแบบในการลดใช้พลังงานการ จัดการขยะ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ศุภสิน ภูศรีโสม ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3เล่าว่า สืบเนื่องจาก รัฐบาลได้กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อลดคาร์บอน (Carbon Emission) โดยมีเป้าหมายในการลดคาร์บอนอย่างน้อยร้อยละ 25-30 ภายใน 20 ปี จึงได้มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานบูรณาการด้านการจัดการขยะ สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้จัดทำแผนการสร้างจิตสำนึกด้านการจัดการขยะในสถานศึกษาและชุมชน
โดยได้มอบหมายให้ สพป.ขอนแก่น เขต 3 และ สพป.กระบี่ ดำเนินโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ลดใช้พลังงาน การจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค ในส่วนของสพป.ขอนแก่นนั้น ได้จัดทำหลักสูตรและกระบวนการจัดกิจกรรมฐานการเรียนรู้ จำนวน 10 ฐาน ได้แก่ 1.ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 2.โลกไร้ตะวันสะกิดคิด พิชิตลดโลกร้อน 3.น้ำใช้รู้ใช้น้ำ 4.พลังงานเพื่อชีวิต 5.ห้องเรียนสีเขียว 6.บ้านประหยัดพลังงาน 7.เส้นทางชีวิตผลิตภัณฑ์ 8.Zero Waste 9.ความหลากหลายทางชีวภาพ และ 10.อาชีพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
“เราได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ขอนแก่น และอีกหลายภาคส่วนในจังหวัดขอนแก่น ร่วมพัฒนาวิทยากร นักเรียนและครูเพื่อพัฒนาศูนย์การเรียนรู้สู่การเป็นต้นแบบของการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า พร้อมทั้งสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้จัดการขยะตามรูปแบบของโรงเรียนปลอดขยะ (Zero Waste School) และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ศุภสิน ระบุ
ไม่เพียงแต่บนบกเท่านั้น ไทยยังถูก“เพ่งเล็ง” จากนานาชาติว่าก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมให้กับท้องทะเลของโลก ดังที่ คณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา (Universityof Georgia, USA) เปิดเผย 10 อันดับ “ประเทศที่ทิ้งขยะลงสู่ทะเลและมหาสมุทร” มากที่สุดในโลก โดย “ไทยอยู่อันดับ 6 ในปี 2559 และขึ้นมาเป็นอันดับ 5 ในปี 2560” ซึ่งแม้จะมีข้อโต้แย้ง อาทิ ขยะในไทยส่วนใหญ่อยู่บนบกหรือในแหล่งน้ำจืด แต่ก็มีขยะบางส่วนลงไปสู่ทะเลจริง ดังที่ จตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวถึง “ก้นบุหรี่” ที่ถูกทิ้งเกลื่อนชายหาดว่า
“ก้นบุหรี่ที่ถูกทิ้งลงสู่สิ่งแวดล้อมมีผลกระทบต่อมนุษย์โดยตรง เป็นขยะที่อุดตันทางระบายน้ำ ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง หรืออาจถูกน้ำพัดพาลงคูคลอง จนลงสู่ทะเล สะสมอยู่ใต้พื้นทรายตามชายหาด ก่อให้เกิดผลต่อสิ่งมีชีวิต และระบบนิเวศน์ โดยเมื่อสัมผัสกับน้ำจะปล่อยสารเคมีที่เป็นพิษ เช่น แคดเมียม ตะกั่ว สารหนู และอนุพันธุ์ของยาฆ่าแมลง ซึ่งเป็นพิษต่อห่วงโซ่อาหาร”
อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยเมื่อช่วงต้นเดือน ต.ค.2560 ว่า ลำพังการสำรวจ ณ “หาดป่าตอง” จ.ภูเก็ต เพียงแห่งเดียว พบก้นบุหรี่ถูกทิ้งบริเวณชายหาดถึง 101,058 มวน นำมาสู่การอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 (มาตรา 17) ออกประกาศ “ห้ามสูบบุหรี่บนชายหาด” ให้ขึ้นมาสูบบริเวณทางเดินด้านนอกแทน
โดยจะนำร่องจากหาดที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากก่อน อาทิ หาดแม่พิมพ์ หาดแหลมสิงห์หาดบางแสน หาดชะอำ หาดเขาตะเกียบหาดบ่อผุด (เกาะสมุย) หาดทรายรี หาดป่าตองหาดเกาะไข่นอกและเกาะไข่ใน หาดหัวหินหาดพัทยา หาดจอมเทียน และหาดสมิหลาก่อนขยายไปสู่ทุกหาดทั่วประเทศต่อไป ทั้งนี้มาตรการจะแบ่งเป็น 2 ระยะคือ “การเตือน” ให้ประชาชนตื่นตัว ผ่านการแจ้งข้อความทางโทรศัพท์มือถือเมื่อเข้าสู่พื้นที่ชายหาด ตั้งแต่วันที่1 พ.ย. 2560-31 ม.ค. 2561 และระยะ “บังคับใช้จริง-ปรับจริง” เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2561 เป็นต้นไป
จากชายหาดถึงบนฝั่ง..ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การลดปัญหาขยะในเมืองไทยได้หรือไม่? คงต้องตามกันต่อไป!!!