ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/300584

‘คนจน’อยู่ที่ไหน? รัฐไม่รู้..ถึงช่วยก็ยังมีตกหล่น
“คนจน” เมื่อพูดถึงคำคำนี้หลายคนก็ยังให้ “นิยาม” ความหมายแตกต่างกันไป บางคนอาจจะยึดตาม “เส้นความยากจน” ซึ่งหมายถึง “ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 2,644 บาทต่อเดือน” ตามเกณฑ์ของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) หากยึดเกณฑ์นี้ก็จะพบว่าคนจนในประเทศไทยมีจำนวนน้อยมาก เช่นใน รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2558 โดยสภาพัฒน์ ระบุว่า ในปี 2558 มีคนไทยรายได้น้อยกว่าเส้นความยากจน เพียงร้อยละ 7.21 ของประชากรทั้งประเทศ หรือ 4.85 ล้านคน เท่านั้น
ทว่าเมื่อไปดูหลักเกณฑ์ “การลงทะเบียนคนจน” ของกระทรวงการคลัง โดยรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สำหรับนำไปแจก “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” พบว่าคนจนในนิยามของรัฐบาล คสช. ประกอบด้วย 1.เป็นผู้ว่างงาน หรือมีรายได้ที่เกิดขึ้นในปี 2559 ทั้งสิ้นไม่เกิน 1 แสนบาท 2.ไม่มีทรัพย์สินทางการเงิน จำพวกบัญชีเงินฝาก พันธบัตร ตราสารหนี้ต่างๆ หรือหากมีก็ต้องไม่เกิน 1 แสนบาท
และ 3.ไม่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นของตนเอง หรือหากมี ต้องเป็นบ้านเนื้อที่ไม่เกิน 25 ตารางวา หรือห้องชุดเนื้อที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร หรือหากเป็นการใช้ประโยชน์จากที่ดิน กรณีเพื่อการเกษตรต้องไม่เกิน 10 ไร่ ส่วนกรณีไม่ใช่เพื่อการเกษตรต้องไม่เกิน 1 ไร่ ซึ่งหลังจากการเปิดให้ลงทะเบียนคนจน พบว่า“มีผู้มาลงทะเบียนทั้งหมด 14.1 ล้านคน และเมื่อผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว ก็ยังเหลืออยู่ถึง 11.4 ล้านคน” ชี้ให้เห็นว่า ยังมีผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าปีละ 1 แสนบาท หรือ “รายได้ต่ำกว่าเดือนละประมาณ 8.3 พันบาท” น้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ วันละ 300 บาท อยู่อีกมาก
จะเห็นว่านิยามของคนจนสามารถตีความไปได้หลากหลายทางจนอาจจะมี “คนจนตกหล่น” ไม่ถูกนับรวม ดังความเห็นของนักวิชาการ ในงานเสวนา “คนจนในบริบทที่เปลี่ยนไปในสังคมปัจจุบัน” ณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กล่าวว่า เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป รูปแบบของความยากจนก็เปลี่ยนตาม
โดยสังคมไทยปัจจุบันได้เปลี่ยนจาก “สังคมชาวนา” ไปสู่ความเป็น “สังคมผู้ประกอบการ” ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาขึ้น คนในสังคมผู้ประกอบการจะต้อง “แบกรับ”ความเสี่ยงที่ “หนักหน่วง” ยิ่งกว่า เพราะไม่สามารถดึงเอากำลังของญาติสนิทมิตรสหาย มาช่วยเหลือกันอย่างสมัยที่ยังเป็นสังคมชาวนาได้อีกแล้ว โดยจากสถิติใน 27 พื้นที่ในชนบทที่เคยเข้าไปศึกษา แม้พบว่าจำนวนคนจนลดลง แต่ขณะเดียวกัน “คนเกือบจน” กลับมีจำนวนมากขึ้น
“หากไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมเราก็จะไม่เข้าใจความยากจนต่อคนจน จะเห็นได้ว่าสังคมไทยลดทอนปัญหาสังคมให้กลายเป็นปัญหาของประชาชน ฉะนั้นเราต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบท และสังคมเมือง ว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อที่เราจะได้วางคนจนให้ถูกในความเป็นไทย” ศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าว
สอดคล้องกับ รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มุมมองว่า การจำแนกว่าใครเป็นคนจนหรือไม่นั้นสามารถมองได้หลายมิติ อาทิ ความจนตามเกณฑ์ แต่ขณะเดียวกันก็มี “ความจนเชิงโครงสร้าง”ที่หมายถึง คนจนในโครงสร้างของระบบการผลิตที่ถูกเอารัดเอาเปรียบเช่น เกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ กรรมกร เป็นต้น ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิต ราคาพืชผล ที่ดินทำกิน และค่าจ้างแรงงานได้อย่างที่ควร
“คนจนไม่สามารถต่อรองได้ เพราะการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ การถูกแย่งชิงฐานทรัพยากรของคนจน ขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจนโยบายสาธารณะ และคนจนในลักษณะกลุ่มคนที่ตกเป็นเบี้ยล่าง เป็นกลุ่มคนในสังคมที่ถูกกดทับ ด้อยค่าถูกเพิกเฉย มองไม่เห็น ถูกทำให้เป็นคนอื่นซึ่งปัจจุบันนี้คนจนลดลง และคนเกือบจนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก”รศ.ดร.ประภาส ระบุ
อีกด้านหนึ่ง ผศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา แนวความคิดกระแสหลักของโลกต่างมุ่งเน้นการเพิ่มขึ้นของรายได้ ด้วยเชื่อว่าจะเป็นการแก้ปัญหาความยากจนไปด้วย ทำให้รัฐเน้นผลักดันบทบาทของเอกชนมากขึ้นและลดการช่วยเหลือคนจนลง มุ่งเน้นให้คนจนช่วยเหลือตนเองเป็นหลัก
“สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือนับคนจนเป็นพลเมือง อย่างเช่นชาติตะวันตกที่มองว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นความบกพร่องของรัฐ ขณะเดียวกันเร่งพัฒนาเศรษฐกิจให้ขยายตัว เพื่อสร้างรายได้ให้คนจน พร้อมดำเนินนโยบายแก่คนหมู่มากเป็นหลัก”ผศ.ดร.สามชาย ฝากข้อคิด
27 ต.ค. 2560 หรือผ่านไปเดือนเศษหลังจากวันที่ 21 ก.ย. 2560 ที่รัฐบาลเริ่มแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในบทความ “จนไม่จด คนจดกลับไม่จน ช่องโหว่นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐบางประการ
อาทิ “คนจนไม่ได้ คนได้ไม่จน” เพราะงบประมาณในการสำรวจแทนที่รัฐบาลจะนำไปจ้าง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่รู้ว่าใครเป็นใครในชุมชนของตนเอง รู้ว่าแต่ละคนในชุมชนมีความเป็นอยู่อย่างไรให้ไปเก็บข้อมูล กลับจ้างนักศึกษาไปทำแทน ผลคือนักศึกษาที่เป็น “คนนอก” มักไม่รู้จักชุมชนนั้นๆ ดีพอ ข้อมูลที่ได้กลับมาจึงคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง “ให้ไปก็ไม่ทั่วถึง” เช่น การกำหนดให้ใช้บัตรได้ที่ “ร้านธงฟ้า” เท่านั้น ปัญหาคือแล้วคนจนในพื้นที่ชนบทห่างไกล อยู่บนเขาบนดอย จะใช้บัตรได้อย่างไร?
“อย่าหยุดปรับปรุง อย่าคิดว่า Screening (การคัดกรอง) ที่ทำมาทั้งหมดนี่พอแล้ว ผมว่ายังไม่พอ และอยากให้ร่วมมือกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสาธารณสุข ในเรื่องการให้ อสม. ช่วยเรื่องปรับปรุงฐานข้อมูล ส่วนเรื่องรั่วไหลไปคนไม่จน ไม่น่าซีเรียสเท่าไม่ถึงคนจนจริงแต่ก็ควร Screen ผมมองว่าบัตรคนจนเป็น Step ของการเก็บข้อมูล แต่ข้อมูลที่ว่านี่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ นำเรื่อง Big Data เข้ามา และมีกฎหมาย เพื่อดึงข้อมูลต่างๆ เข้ามา ข้อมูลมันจะดีขึ้น เพื่อนำไปใช้เรื่องอื่นๆ รวมทั้งเรื่องถ้าจะแจกเงินก็ใช้ฐานข้อมูลนี้ได้ อันนี้คือข้อดีของการมีพัฒนาการทางเครื่องมือ” นักวิชาการ TDRI ผู้นี้ ฝากทิ้งท้ายในบทความ