ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/300735

‘วัยรุ่นท้องไม่พร้อม’อยู่ในวิกฤติ เตือนโรงเรียนหยุดแก้ปัญหาด้วยการซ้ำเติม
สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม “1663” แถลงข่าวห้องอาศรมสุขภาวะ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเปิดปมปัญหาเด็กที่ท้องในวัยเรียนปัจจุบันอยู่ในขั้นวิกฤติ พร้อมเรียกร้องให้สถานศึกษาหยุดซ้ำเติม
โดย นางสาวธิติพร ดนตรีพงษ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูล สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663 กล่าวว่า ในรอบปี 2560 ที่ผ่านมา มีผู้โทรเข้ามาขอรับบริการคำปรึกษาจากสายด่วน 1663 จำนวน 44,416 ราย แบ่งเป็นปรึกษาเรื่องเอดส์ร้อยละ 58.33 และปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อมร้อยละ 41.67 หรือ 18,507 ราย โดยสายปรึกษาท้องไม่พร้อมเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 37.45 และเป็นคนที่ตั้งท้องแล้วเพิ่มขึ้น ร้อยละ 75 ทั้งนี้ จากสายปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อม ร้อยละ 26.35 เป็นคนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี
นางสาวธิติพร กล่าวต่อว่า จากสายท้องไม่พร้อมทั้งหมด พบว่ามีคนตั้งท้องแล้ว จำนวน 10,870 คน แบ่งเป็นอายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 17.42 โดยคนที่ท้องแล้วส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.23 ไม่คุมกำเนิดเลย สาเหตุจากไม่ได้คิดว่าจะมีเพศสัมพันธ์ หรือความเชื่อบางอย่าง เช่น คิดว่ามีเพศสัมพันธ์ครั้งเดียวไม่ทำให้ท้อง การเข้าไม่ถึงอุปกรณ์คุมกำเนิด หรือขาดทักษะ-อำนาจต่อรองน้อยกว่าคู่ ขณะที่ร้อยละ 41.67 คุมกำเนิดด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพต่ำ เช่น การหลั่งนอก ใช้ยาคุมฉุกเฉิน การใช้วิธีนับหน้า 7 หลัง 7 ซึ่งเกิดจากการมีข้อมูลที่ไม่รอบด้าน หรือเกิดจากการเข้าไม่ถึงอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ จึงเลือกใช้วิธีคุมกำเนิดที่ประสิทธิภาพต่ำ
“เมื่อวัยรุ่นท้องไม่พร้อมมีแนวโน้มจะบอกเรื่องนี้กับแม่มากที่สุด แต่มีเด็กจำนวนหนึ่งที่ไม่กล้าบอกผู้ปกครอง เพราะไม่ต้องการให้พ่อแม่เสียใจ จึงจัดการชีวิตด้วยตัวเอง เหล่านี้เป็นสัญญาณว่า วัยรุ่นมีความผูกพันกับพ่อแม่มาก แต่ชีวิตก็อาจจะพลาดได้ หากพ่อแม่ส่งสัญญาณว่าพร้อมจะรับฟังและอยู่เคียงข้าง ไม่ว่าปัญหาจะหนักแค่ไหน เด็กเหล่านี้ก็พร้อมที่จะปรึกษา และมีทางออกในชีวิตที่ปลอดภัยได้ ขณะเดียวกัน เด็กเลือกที่จะไม่ปรึกษาครู ทั้งที่ครู เป็นผู้ใหญ่ในชีวิตที่เด็กปรึกษาได้” นางสาวธิติพร ให้ความเห็น
ด้าน นายสมวงศ์ อุไรวัฒนา รองผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ หัวหน้าโครงการสายด่วนฯ กล่าวว่า จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า สถานศึกษาต้องปรับท่าที เพราะทัศนคติหรือท่าทีของผู้บริหาร รวมทั้งแนวปฏิบัติที่ผ่านมาของโรงเรียนจำนวนหนึ่ง ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะช่วยเหลือเด็ก แต่กลับเป็นอุปสรรคต่อการเรียนต่อ แม้พ่อแม่จะพยายามทำให้ลูกได้เรียน หรือเด็กต้องการเรียน แต่เด็กที่ท้องหลายคนถูกกระทำจากโรงเรียน คือ ให้ออกจากสถานศึกษา ย้ายที่เรียนให้ หรือพักการเรียน เป็นต้น
รองผู้อำนวยการมูลนิธิฯ กล่าวว่า ตั้งแต่พระราชบัญญัติป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นออกมาบังคับใช้ตั้งแต่ปลายปี 2559 สายด่วนฯได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองโรงเรียนมัธยมฯ 1 ราย อาชีวศึกษา 1 ราย ที่จะให้นักเรียนออกจากสถานศึกษาเพราะปัญหาจากการตั้งครรภ์ และมีอีก 2 รายจากระดับมหาวิทยาลัยที่ให้นักศึกษาพักการเรียนทั้งๆ ที่ใกล้จะเรียนจบ ทำให้ต้องจบล่าช้า ซึ่งซ้ำเติมปัญหาของนักศึกษาที่ตั้งครรภ์ ที่กำลังจะเตรียมเป็นแม่
“มูลนิธิฯ มีข้อเสนอให้สถานศึกษาต้องจัดการเรียนการสอนเพศวิถีศึกษาอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง โดยครอบคลุมเรื่องทัศนคติ วิถีชีวิต และฝึกทักษะที่สำคัญของทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยกำหนดให้มีคาบเรียนที่แน่นอน รวมถึงการเตรียมครูผู้สอนให้มีทัศนคติที่เป็นบวก เปิดกว้างในเรื่องเพศ พร้อมให้ข้อมูลที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง”
นายสมวงศ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องออกแนวปฏิบัติสำหรับทุกสถานศึกษากรณีเด็กประสบปัญหาท้องไม่พร้อม ดังนี้ 1.ห้ามไล่เด็กออก หรือให้ย้ายโรงเรียน โดยที่เด็กหรือผู้ปกครองไม่สมัครใจ 2.การวางแผนเรียนต่อเป็นสิทธิของนักเรียน โดยโรงเรียนต้องจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมสอดคล้องกับสิ่งที่นักเรียนต้องการ 3.ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนควรเป็นมิตร เป็นความลับ และเป็นประโยชน์กับเด็กที่ประสบปัญหามากที่สุด และ 4.ผู้บริหารสถานศึกษาควรทำความเข้าใจในทัศนะของครูว่าเด็กกำลังเผชิญปัญหา ครูไม่ใช่เป็นผู้ซ้ำเติมปัญหาให้เด็ก แต่มีบทบาทช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ทางมูลนิธิฯ จะทำจดหมายยื่นข้อเสนอต่อ ศธ.ต่อไป