ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/300764

อันตรายที่มาพร้อมเทศกาล ‘ปล่อยโคม-จุดพลุ’ลอยกระทง
เมื่อห้วงเวลาของฤดูฝนสิ้นสุดลงและฤดูหนาวมาเยือน ก็จะเป็นช่วงคึกคักของแวดวงธุรกิจท่องเที่ยว ที่เรียกว่า “High Season” หรือช่วงเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม ของทุกปี โดยมีเทศกาล “ลอยกระทง” นั้นเป็นเทศกาลแรกประเดิมฤดูการท่องเที่ยวดังกล่าว ซึ่งเทศกาลลอยกระทงแต่เดิมนั้น ข้อมูลจากวารสารวัฒนธรรม “ลอยกระทง” จัดทำโดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ระบุว่า มีจุดมุ่งหมายเพื่อ “ขอขมา” ที่ได้ทำสิ่งไม่ดีต่อสายน้ำ เช่น ขับถ่ายของเสียหรือทิ้งสิ่งปฏิกูลลงแหล่งน้ำ พร้อมกับทำพิธีบูชาเพื่อ “ขอบคุณ” ระลึกถึงพระคุณของสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน
เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ แม้ความหมายเพื่อขอบคุณและขอขมาสายน้ำจะลดลงไป แต่ประเพณีลอยกระทงยังมีความสำคัญในฐานะ “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” เนื่องด้วยในแต่ละท้องถิ่นก็มีรายละเอียดของพิธีกรรมที่แตกต่างกันไป ดังที่ขึ้นชื่อเป็นพิเศษเห็นจะเป็น ภาคเหนือ ซึ่งเรียกเทศกาลนี้ว่า “ยี่เป็ง” โดยข้อมูลจากบทความ “ประเพณีล้านนา : ประเพณียี่เป็ง” ที่จัดทำโดย ศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) อธิบายว่า
ยี่เป็งมาจากคำในภาษาล้านนา 2 คำ คือคำว่า “ยี่” หมายถึงเดือน 2 กับคำว่า “เป็ง” หมายถึงคืนพระจันทร์เต็มดวง แต่ด้วยความที่ชาวล้านนานับวันเวลาเร็วกว่าชาวภาคกลาง 2 เดือนเพราะอิงตามหลักจันทรคติแบบจีน เดือน 2 ของชาวล้านนาจึงเท่ากับเดือน 12 ของชาวภาคกลาง ประเพณียี่เป็งถือเป็นประเพณีที่สนุกสนานรื่นเริงของชาวล้านนาในยามฤดูปลายฝนต้นหนาว ชาวบ้านจะจุด “บอกถบ” (ประทัด) เล่นกันทั่วไป ขณะที่นักบวชทั้งพระสงฆ์และสามเณรจะช่วยกันทำ “ว่าวลม” (โคมลอย) เพื่อปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า และมีการประดับโคมไฟแขวนตามบ้านเรือน
ซึ่งปัจจุบันการปล่อยโคมลอยกลายเป็น “จุดขาย” ของเทศกาลลอยกระทงในภาคเหนือ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศจำนวนมากในแต่ละปี คำว่า “Yi Peng Festival” และคำว่า “Floating Sky Lantern” ถือเป็นอีกคำค้นหาสำคัญของชาวต่างชาติที่ต้องการมาเยือนประเทศไทย แม้กระทั่งการคมนาคมทางอากาศอย่างสายการบินต่างๆ ก็ยังต้องปรับตารางบินให้สอดคล้องกับวันและเวลาที่จะมีการจัดกิจกรรมปล่อยโคมลอย
ดังข้อมูลจาก ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ที่แจ้งว่า ในเทศกาลลอยกระทงประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 3-4 พ.ย. 2560 มีการยกเลิกเที่ยวบินแล้วทั้งสิ้น 78 เที่ยวบิน และเปลี่ยนแปลงเวลาการบินอีก 79 เที่ยวบิน เช่นเดียวกับ ท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน ที่แจ้งว่า วันที่ 2 และ 4 พ.ย. 2560 ยกเลิกเที่ยวบินช่วงเย็น ส่วนวันที่ 3 พ.ย. 2560 ยกเลิกเที่ยวบินตลอดทั้งวัน เป็นต้น
อนึ่ง..หลายครั้งการปล่อยโคมลอยก่อให้เกิดอันตรายทั้งต่อเครื่องบินรวมถึงก่อให้เกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน สำนักแผนความปลอดภัย สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม จึงออกคู่มือปฏิบัติ “แนวทางและมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงอันตรายจากการปล่อยโคมลอย โคมควันและการจุดบั้งไฟ” โดยในส่วนของการจุดโคมลอยอย่างปลอดภัย สามารถทำได้ดังนี้
1.ห้ามปล่อยโคมลอยในรัศมีใกล้ท่าอากาศยาน บริเวณแนวขึ้น-ลงสนามบินที่อยู่ห่างจากเส้นทางขึ้น-ลงของเครื่องบินห่างข้างละ 5.6 กิโลเมตร เป็นระยะทางยาว 18.5 กิโลเมตร จากหัวทางวิ่งทั้ง 2 ด้าน 2.การใช้โคมลอยที่ได้มาตรฐาน หากต้องจัดกิจกรรมตามประเพณี ควรใช้โคมลอยที่ผลิตตาม “มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน” (มผช.)เครื่องหมาย “มผช.808/2552” ที่มีลักษณะ 2.1 ตัวโคมปริมาตรไม่เกิน 1 ลูกบาศก์เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 90 เซนติเมตร สูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร
2.2 ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น กระดาษว่าวและโครงไม้ไผ่ ส่วนเชื้อเพลิงทำจากกระดาษชุบเทียน ขี้ผึ้ง พาราฟิน น้ำหนักไม่เกิน 55 กรัม ระยะเวลาเผาไหม้ของเชื้อเพลิงไม่เกิน 8 นาที โดยยึดติดตัวโคมด้วยเชือกทนไฟหรือลวดอ่อนเบอร์ 24 (เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5 มิลลิเมตร) จำนวน 2 เส้น ความยาวเส้นละไม่เกิน 30 เซนติเมตร 2.3 ห้ามผูกพลุ ดอกไม้ไฟ หรือสิ่งอื่นใดติดไปกับโคมลอย 3.เวลาที่ปล่อย ขอให้ปล่อยหลังเวลา 21.00 น. เป็นต้นไปเท่านั้น และ 4.การประสานกับท่าอากาศยาน ขอให้แจ้งสถานที่และเวลาปล่อยโคมลอยให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน
ทั้งนี้หากการปล่อยโคมลอยก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น “กรณีเป็นอันตรายต่อเครื่องบิน” จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 (มาตรา 18) ไม่ว่าเครื่องบินนั้นจะกำลังบินอยู่หรือไม่ก็ตาม โทษสูงสุดจะถึงขั้น “ประหารชีวิต” หรือลดหลั่นลงมาคือจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15-20 ปี และปรับตั้งแต่ 6 แสน – 8 แสนบาท หรือ “กรณีทำให้บ้านเรือนผู้อื่นเกิดเพลิงไหม้” จะมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 225) มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 14,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากโคมลอยแล้ว “พลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ” ยังเป็นอีกสิ่งที่คู่กับเทศกาลลอยกระทงทั่วประเทศไทยมาช้านาน ทั้งนี้ “ผู้จำหน่ายที่ไม่ได้ขออนุญาตอย่างถูกต้อง” จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 (มาตรา 47 ประกอบมาตรา 77) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่ “ผู้ใดนำไปเล่นแล้วเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือทรัพย์สินของผู้อื่น” ก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วนจะเข้าข่ายเจตนาหรือประมาทนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของเหตุการณ์นั้นๆ
ฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเมื่อ 31 ต.ค. 2560 กำชับทุกจังหวัด ให้ปฏิบัติตาม “คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 27/2559 เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการจุดและปล่อยบั้งไฟ พลุ ตะไล โคมลอย โคมไฟ โคมควัน หรือวัตถุอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน” ซึ่งกำหนดให้แต่ละจังหวัดกำหนดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการจุดพลุ ดอกไม้ไฟ บั้งไฟ หรือปล่อยโคมลอย อาทิ ชนิด เวลา สถานที่ ที่อนุญาตให้จุดพลุ ดอกไม้ไฟ หรือปล่อยโคมลอย โดยให้เข้มงวดตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ยังได้ฝากเตือนว่า ผู้ใดฝ่าฝืนทำการจุดพลุ ดอกไม้ไฟ บั้งไฟ หรือปล่อยโคมลอย นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ที่อนุญาตไว้ตามคำสั่ง คสช. ดังกล่าว ถือว่ามีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังสั่งการให้เจ้าหน้าที่กำชับกับผู้ผลิตและจำหน่ายดอกไม้ไฟ ให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 อย่างเคร่งครัดด้วย เช่น ให้จำหน่ายในสถานที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวเมื่อครั้งลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อย ณ ท่าน้ำวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวในเทศกาลลอยกระทง เมื่อ 1 พ.ย. 2560 ฝากเตือนว่า “ห้ามเล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด โคมลอย ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ หรืออาจเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน” ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก
ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท
ฉะนั้นโปรดเฉลิมฉลองด้วยความระมัดระวัง..เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนและสูญเสีย!!!