ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/301581

ภาษาไทยยุคออนไลน์ วิบัติ..หรือแค่ใช้ไม่ถูกที่
“นร้า”, “นะคร้า”, “คับ”, “เพิ่ล”, “เด๋ว” ข้างต้นนี้เป็นเพียงบางส่วนของ “ภาษาไทยยุคออนไลน์” ที่พบเห็นได้ทั่วไปบนอินเตอร์เนต โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นประชากร “วัยเด็ก-วัยรุ่น” ซึ่งมุมหนึ่ง คนวัยนี้สามารถใช้คำดังกล่าวพิมพ์ประโยคข้อความต่างๆ ตอบโต้สนทนากันได้อย่างออกรส แต่สำหรับประชากรที่พอจะ “มีอายุ” ขึ้นมาสักหน่อย เมื่อเห็นการใช้ภาษาแบบนี้มักอดที่จะ “หงุดหงิด” หัวเสียรำคาญไม่ได้ แล้วก็กลายเป็น “ดรามา” ความขัดแย้งระหว่างวัยไปอีก
เพราะคนรุ่นใหม่มักจะบอกว่า “ภาษามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” บางคนถึงกับตั้งคำถามเสียด้วยซ้ำว่า “ภาษาไทยทำไมยุ่งยากจัง?” เพราะมีคำพ้องมีตัวสะกด ตัวการันต์ ฯลฯ ไม่เหมือนภาษาต่างประเทศบางภาษาที่มีรูปเดียวหมด ขณะที่คนรุ่นเก่าก็อาจจะมองว่า “เด็กรุ่นใหม่ทำภาษาวิบัติหมด” เสียดายแทนบรรพบุรุษไทยที่สร้างและรักษาภาษาไทยมาหลายร้อยปี
ที่งานราชดำเนินเสวนา หัวข้อ “ภาษาไทย ภาษาสื่อ”ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยถ.สามเสน กรุงเทพฯ รศ.ดร.นววรรณ พันธุเมธา ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (ราชบัณฑิตยสถาน) รับหน้าที่ไขข้อข้องใจถึงความซับซ้อนของภาษาไทย ที่ควรยกย่องว่าเป็น “ภูมิปัญญาของชาติ” น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เช่น พยัญชนะ “ข ไข่ – ฃ ขวด” หรือสระ “ใ – ไ” ในยุคสมัยที่อักษรไทยถูกประดิษฐ์ขึ้นนั้น การใช้พยัญชนะหรือสระที่ต่างกันนี้ การออกเสียงก็จะแตกต่างกันไปด้วย โดยเฉพาะคำในภาษาพูดของแต่ละท้องถิ่น
“ในปี 2485 มีการปรับปรุงตัวอักษรไทย มีการตัดพยัญชนะที่เขียนยากๆ หรือเขียนซ้ำๆ ออก ภาษาไทยก็จะง่ายมากในสมัยนั้น เข้าใจว่าสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่อยู่ได้แค่ 2 ปี เพราะคนในสมัยนั้นไม่ชอบ ยิ่งคนเป็นกวีถึงกับบอกว่าฉันเลิกเขียนกวีนิพนธ์ดีกว่า มันไม่ได้ช่วยแยกความหมายของคำพ้องเสียงเลย พอปี 2487 เลยเปลี่ยนกลับมาใช้เหมือนเดิม อันนี้ก็เป็นความนิยมของคนรุ่นนั้น แต่ดิฉันไม่แน่ใจว่า คนรุ่นใหม่จะคิดแบบนั้นหรือเปล่า อาจจะบอกให้เปลี่ยนก็ได้ เขียนเหมือนๆ กันมันน่าจะง่ายดี” รศ.ดร.นววรรณ ระบุ
ขณะที่ปัญหาการใช้ภาษาไทยของคนไทยยุคออนไลน์ รศ.ดร.นววรรณ ให้ความเห็นว่า ในมุมหนึ่งความเปลี่ยนแปลงของภาษาเป็นเรื่องปกติธรรมดา หลายคำที่คุ้นเคยสมัยอยู่ในวัยหนุ่ม-สาวยังเรียนหนังสืออยู่ วันนี้ก็ไม่มีการใช้กันแล้ว ดังนั้นก็ต้องปรับตัวไปใช้ภาษาสมัยปัจจุบัน แต่ในอีกมุมหนึ่ง ภาษาไทยก็เป็นภาษาที่มีหลายระดับขึ้นอยู่กับว่าจะใช้คำพูดหรือคำเขียนไหนในเวลาใด สถานที่ใดหรือก็คือใช้ให้ถูกต้องตามกาลเทศะ เช่น ภาษาระดับทางการ ระดับกึ่งทางการ หรือระดับกันเอง
“วัยรุ่นใช้ภาษาออนไลน์ที่อาจจะต่างไปจากภาษาที่ใช้กันในปัจจุบัน เขาอาจจะตัดคำบ้าง เปลี่ยนคำบ้าง เขาคุยกันโดยใช้การเขียนแทนการพูด เขาอาจจะเขียนตามเสียงของเขา เช่นออกเสียงว่าเค้าก็เขียนว่าเค้า ไม่เขียนว่าเขา หรือคำว่าไหมเขียนว่ามั้ย อะไรอย่างนี้ จะทำให้ภาษาของเราผิดไปไหม? อันนี้ก็มีความสำคัญ ถ้าเขาตระหนักว่าภาษาต้องใช้ตามจุดประสงค์ ใช้ตามกาลเทศะ อันนี้ครูต้องสอนเขาให้มากๆ ถ้าเขาใช้ในกลุ่มของเขาก็คิดว่าไม่น่าเป็นไร แต่ถ้าเขาเอาคำที่ใช้ในสื่อออนไลน์มาใช้เขียนรายงานส่งอาจารย์อันนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” รศ.ดร.นววรรณ กล่าว
สอดคล้องกับความเห็นของติวเตอร์ภาษาไทยคนดัง “ครูลิลลี่” กิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์ ที่ยกตัวอย่างกาลเทศะในการใช้ภาษา เช่น คงไม่มีใครใช้คำว่า “มึง-กู”พูดกับพ่อ-แม่หรือผู้หลักผู้ใหญ่เพราะหยาบคายไม่สุภาพ แต่ในทางกลับกัน คำดังกล่าวเมื่อพูดกันในกลุ่มเพื่อนนั่นหมายถึงเพื่อนกลุ่มนั้นมีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ หรือคงไม่มีใครบอกกับผู้อื่นว่า “กำลังทอดมัจฉา” เพราะเป็นภาษาในบทกวี ส่วนในชีวิตจริงจะใช้คำว่า “กำลังทอดปลา” เป็นต้น
นอกจากนี้ ครูลิลลี่ ยังย้ำด้วยว่า ภาษาพูดจะเล่นเสียงเน้นเสียงอย่างไรก็ได้ แต่ภาษาเขียนต้องสะกดให้ถูกต้อง อาทิ ป้ายโฆษณาที่หลายครั้งพบว่าใช้ภาษาเขียนตามการออกเสียงพูด เช่น “นะคร้า” “ชั้น” “เทอ” “มั้ย” จริงอยู่ที่แม้ขณะพูดจะพูดด้วยเสียงดังกล่าวได้ แต่เมื่อเป็นภาษาเขียนต้องเขียนให้ถูก เป็น “นะคะ” “ฉัน” “เธอ” “ไหม” ซึ่งในฐานะที่เป็นครู แม้จะเข้าใจได้ว่าเป็นการพยายามใช้ลูกเล่น แต่ตามหลักการสะกดคำอย่างไรก็ถือว่าผิด
“น่าเป็นห่วงว่าต่อไปเด็กจะจำว่าใช้คำอย่างนี้ใช้ชั้น (ฉัน) ช ช้าง ใช้เทอ (เธอ) ท ทหาร แบบนี้แต่ถามว่าเสียงพูด เช่น คร้า (คะ) มั้ย (ไหม) คร้าบ(ครับ) ใช้ได้ คือพูดน่ะเล่นเสียงได้ แต่เขียนต้องเขียนให้ถูก ไม่เช่นนั้นทุกคำมันจะเพี้ยนไปหมด ภาษามันจะรวนในการสะกดไปหมด” ติวเตอร์ภาษาไทยคนดัง ฝากข้อคิด
เช่นเดียวกับสื่อมวลชนอาวุโส เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ รองประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมถึงอีกตัวอย่างหนึ่ง คือคำว่า “อุ้มสม” คำคำนี้ฟังแล้วรู้สึกไพเราะ เป็นคำที่กวีหรือนักเขียนชอบใช้ในบทประพันธ์กันมาก แต่เป็น “คำต้องห้าม” อย่านำมาใช้กับบุคคลในชีวิตจริง ซึ่งตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายว่า
“อุ้มไปให้สมสู่กัน” โดยในวรรณคดีนั้นใช้แก่ “การที่เทวดาอุ้มพระเอกไปให้สมสู่กับนางเอกที่ตนเห็นว่าคู่ควรกัน” เป็นคำเปรียบเทียบคู่ผัวเมียที่เหมาะสมกันว่าราวกับเทวดาอุ้มสม
“อุ้มสมเป็นภาษาวรรณคดี ใช้กับเทวดานางฟ้า หมายถึงอะไรทุกคนรู้ แต่พอเอามาใช้กับคนจริงๆถูกฟ้อง คือนักเขียนใช้คำว่าคนนี้คบกับคนนี้ เหมาะสมที่จะอุ้มสม เขาฟ้องเลย เพราะคำว่าอุ้มสมแปลว่าคบชู้สู่ชาย คนละเรื่องกับคำว่าอุ้มสมที่เราอ่านในวรรณคดีใช่ไหม? อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นต้องระวัง” สื่อมวลชนอาวุโส ฝากทิ้งท้าย
