ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/301485

ม็อบคนจนบุกร้องUN จี้รัฐบาลไทยแก้ปัญหาคุณภาพชีวิต
6 พ.ย. 2560 เวลาประมาณ 09.30 น. ที่หน้าอาคารสำนักงานองค์การสหประชาชาติ (UN) ประจำประเทศไทย ถ.ราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ เครือข่ายสลัม 4 ภาค นำโดยนางนุชนารถ แท่นทอง ประธานเครือข่ายฯ ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชนกลุ่มผู้มีรายได้น้อย จัดกิจกรรมรวมตัวชุมนุมกันเนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล (World Habitat Day) ประจำปี 2560 รวมตัวกันเพื่อยื่นข้อเสนอการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในประเทศไทย เนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล ถึงนายอังตอนีอู กูแตรีช เลขาธิการยูเอ็น ผ่านนายโอมาร์ ซิสดิคิว เจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนประจำเอเชียแปซิฟิก ยูเอ็น เพื่อขอให้ยูเอ็นใช้ความพยายามทุกวิถีทางกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลไทยเคารพต่อสิทธิที่อยู่อาศัยของคนยากจนและมีมาตรการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยของคนจนเมือง
น.ส.วิมล ถวิลพงษ์ ตัวแทนเครือข่ายชุมชนผู้อยู่อาศัยใต้สะพานทั่วกรุงเทพฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้ คนจนรู้สึกกังวลมากกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาทิ เรื่องการรักษาพยาบาล ที่มีกระแสข่าวว่า อาจจะมีการปรับลดสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตร 30 บาท ตนจึงกลัวว่าต่อไปอาจนำไปสู่การยกเลิกบัตร 30 บาท ทำให้คนจนจะต้องกลับไปขอรับการรักษาด้วยสิทธิผู้ป่วยอนาถาอย่างเดิมอีก จนอาจถูกเลือกปฏิบัติได้ เช่น ถ้าคนรวยกับคนจนมาโรงพยาบาลพร้อมกัน แพทย์อาจจะเลือกรักษาคนรวยก่อน เป็นต้น
น.ส.วิมล กล่าวต่อไปว่า ขณะที่การแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งสืบเนื่องมาจากการลงทะเบียนคนจนนั้น พบว่าการนำบัตรไปใช้จริงทำได้ยาก เช่น การบังคับให้ต้องไปซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้า ทั้งที่ร้านดังกล่าวไม่ได้มีจำนวนมากเพียงพอ จึงเกิดความไม่สะดวกขึ้น อีกทั้งยังไม่เป็นการกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนทั่วไปอย่างการจับจ่ายซื้อสินค้าในตลาด
ตัวแทนเครือข่ายชุมชนผู้อยู่อาศัยใต้สะพาน ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ นโยบายจัดระเบียบต่างๆ ของ กทม. ได้ส่งผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะการรื้อย้ายชุมชนริมคลอง ที่ กทม. เตรียมมาตรการเยียวยาไว้เฉพาะลำคลองสายหลักไม่กี่แห่ง แต่เวลารื้อจริงกลับรื้อทั่วไปหมดทั้งคลองเล็กคลองซอยต่างๆ เช่นเดียวกับการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย หรือแม้แต่การเก็บของเก่าขาย วันนี้ก็แทบทำไม่ได้แล้ว
“รัฐบาลพยายามจะเอารถขยะไปเก็บเอง ไม่ให้เราเก็บ แล้วซาเล้งจะไปหากินได้ที่ไหน พยายามออกกฎทุกอย่าง กทม. พยายามจะเอาหน่วยงานรัฐไปเก็บเอง แล้วคนจนจะไปทำอะไรกิน ตั้งแผงลอยก็ไม่ได้ เก็บของเก่าก็ไม่ได้ อย่างถ้าไปออกบนถนนก็โดนตำรวจจับ บอกกีดขวางการจราจร ไม่ว่าตอนเช้าหรือตอนกลางคืน จะผลักดันให้เราไปเป็นโจรหรือ พอเป็นโจรก็โดนจับ หาว่าติดยาเสพติด โดนอีก” น.ส.วิมล กล่าว
เช่นเดียวกับ นายสิทธิชัย คำประสิทธิ์ ตัวแทนชุมชนท่านเลียบ หลังสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่กล่าวว่า ชุมชนของตนถูกทางผู้บริหาร สจล. ขอคืนพื้นที่ทั้งหมดเพื่อจะนำไปสร้างเป็นโรงเรียนนานาชาติ ทั้งที่จุดประสงค์ของเจ้าของที่ดินเดิมที่บริจาคที่ดินให้ สจล. คือต้องการให้เป็นสาธารณประโยชน์ของทุกคน ซึ่งหากทาง สจล. นำไปก่อสร้างโรงเรียนทั่วไป ชาวชุมชนก็ยินดี แต่การก่อสร้าง ร.ร.นานาชาติ ที่ค่าเล่าเรียนหลักแสนบาทนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ย่อมไม่ได้ประโยชน์อะไรเพราะไม่สามารถส่งบุตรหลานเข้าเรียนได้
“ที่ผ่านมาเราพยายามขอเจรจากับทางผู้บริหาร สจล. รวมถึงร้องเรียนไปยังภาครัฐหลายหน่วยงาน ซึ่งเราขอแบ่งที่ดินออกมาเพียง 7 ไร่จากทั้งหมดเดิม 30 ไร่ ก็ยังพออยู่กันได้ แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ เท่าที่ทราบคือมีแนวคิดจะให้เราย้ายไปอยู่ใกล้วัด ตรงนี้เราก็คาดว่าน่าจะเป็นวัดอนงคาราม แต่แถวนั้นก็มีชุมชนอยู่แล้ว จะให้เราไปอยู่ได้อย่างไร หรือจะต้องไปไล่ชุมชนตรงนั้นให้เกิดปัญหาใหม่อีกหรือเปล่า” นายสิทธิชัย ระบุขณะที่ นางนุชนารถ แท่นทอง ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค อ่านแถลงการณ์โดยระบุว่า รัฐบาล คสช. ได้ออกนโยบายกระทบชีวิตความเป็นอยู่ของคนจนอย่างมาก ทั้งคนจนในชนบท อาทิ คำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 นโยบายทวงคืนผืนป่า รวมถึงนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ทำให้คนจนในชนบทที่ใช้ประโยชน์จากป่าเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินเดิมต้องถูกผลักดันออกมา เช่น ทุกวันนี้หากไปดูที่ จ.เชียงใหม่ จะเห็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ต้องละทิ้งถิ่นฐานอพยพออกจากป่าจากเขา เข้ามาอยู่ในเขตตัวเมืองเชียงใหม่มากขึ้น
นางนุชนารถ กล่าวต่อไปว่า ส่วนคนจนในเมืองนั้นต้องเผชิญกับนโยบายการจัดระเบียบต่างๆ อาทิ ชุมชนริมคลองริมแม่น้ำ เช่น คลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร จำนวน 11,000 ครัวเรือน รวมถึงชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระอีก 250 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังออกกฎหมายห้ามมีบ้านเรือนปลูกสร้างริมน้ำอีกในอนาคต ซึ่งกรณีกฎหมายนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะชุมชนริมน้ำในเมืองเท่านั้น แต่อาจส่งผลไปยังหมู่บ้านชาวเลทั่วประเทศด้วย
ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค ยังกล่าวอีกว่า ด้านโครงการพัฒนาของรัฐ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทาง กทม. – หนองคาย รถไฟทางคู่ เส้นทาง สุราษฎร์ธานี – สงขลา และรถไฟชานเมือง เส้นทาง รพ.ศิริราช – ตลิ่งชัน ที่รัฐบาลพยายามดำเนินการทั้งที่ยังไมได้ข้อยุติด้านผลกระทบต่อที่อยู่อาศัย ซึ่งจะมีประชาชนได้รับผลกระทบทั้งสิ้นราว 7,000 ครัวเรือน หรือโครงการพัฒนาย่านเศรษฐกิจใหม่ทั้งของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และการท่าเรือแห่งประเทศไทย มูลค่ารวมทั้ง 2 โครงการอยู่ที่เกือบ 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะส่งผลกับชุมชนคลองเตย ชุมชนย่านพระราม 3 นอกจากนี้ โครงการพัฒนาของรัฐยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อคนจนทั่วประเทศ เพราะเจ้าของที่ดินเดิมจากที่เคยให้ชาวบ้านเช่าที่ดินในราคาไม่แพง เมื่อมีโครงการพัฒนาย่อมเกิดการเก็งกำไรที่ดิน การนำที่ดินไปลงทุนหรือนำไปขาย ทำให้เจ้าของที่ดินไม่อนุญาตให้ชาวบ้านอยู่อาศัยอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ จึงมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล
1.ต้องสนับสนุนที่ดินของรัฐนำมาแก้ปัญหาให้คนจนเมือง เช่น ที่ดินสาธารณะ ที่ดินของรัฐวิสาหกิจต่างๆ นำมาแบ่งปันให้ประชาชนเช่าอยู่อาศัยได้ในระยะยาว
2.ต้องสนับสนุนงบประมาณและกระบวนการเพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนตามนโยบายบ้านมั่นคง ที่ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง
3.ตั้งกลไกแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยตามหน่วยงานที่กำกับนโยบาย เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยมีรัฐมนตรีประจำกระทรวงเป็นประธานแก้ไขปัญหา
4.ขอให้ยกเลิกกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ ที่กระทบต่อคนจนเมือง โดยเฉพาะคำสั่งคณะปฏิวัติที่ 44/2502 ที่ตัดสิทธิ์การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของประชาชน และคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวข้องด้วย และ 5.ขอให้ผ่อนปรนหรือแก้ไขกฎหมายกฎระเบียบต่างๆ เช่น กฎหมายผังเมืองและควบคุมอาคาร เพื่อให้เอื้อต่อการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ของคนจนเมืองบนที่ดินขนาดเล็กตามนโยบายบ้านมั่นคง
สำหรับวันที่อยู่อาศัยสากล หรือ World Habitat Day นั้น องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้ “วันจันทร์แรกในเดือนตุลาคม” ของทุกปี เป็นวันดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2532 เพื่อให้ประชาคมโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของที่อยู่อาศัยกับคนยากจน สำหรับประเทศไทย “เครือข่ายสลัม 4 ภาค” เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดกิจกรรมเดินรณรงค์ให้สังคมไทยและรัฐบาลไทยรับรู้ปัญหามาตลอดทุกปี ทั้งนี้ ในปี 2560 เนื่องด้วยเดือนตุลาคมเป็นช่วงเวลาที่คนไทยน้อมถวายอาลัยแด่ในหลวง ร.9 ทางเครือข่ายฯ จึงได้เลื่อนการจัดกิจกรรมมาเป็นวันจันทร์ที่ 6 พ.ย.2560
