ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/301056

รายงานพิเศษ : กราบขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์สัมผัสลมหนาวเมืองอำนาจเจริญ
ยามนี้ นักท่องเที่ยว ซึ่งนิยมชื่นชอบบรรยากาศฤดูหนาว ขอแนะนำ ไปสัมผัสลมหนาวที่เมืองอำนาจเจริญ โดยใช้เวลาเพียง 1 วัน ก็เที่ยวทั่วพื้นที่ อ.เมืองอำนาจเจริญแล้ว ซึ่งจะได้สัมผัสแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนา วัฒนธรรม และธรรมชาติที่สวยงาม ประกอบกับ ฤดูหนาวไม่ค่อยมีแสงแดด มีกระแสลมหนาวพัดตลอดเวลา ทำให้ไม่ร้อน จึงเป็นมนต์เสน่ห์อีกแบบ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนทุกฤดูหนาว
อ.เมืองอำนาจเจริญ แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับศาสนาเป็นหลักและธรรมชาติที่สวยงามตามแบบฉบับภาคอีสาน โดยเริ่มต้นที่สี่แยกไฟแดงใจกลางเมืองอำนาจเจริญ(หอนาฬิกา) มุ่งหน้าทางทิศเหนือถนนชยางกูร(อำนาจ-มุกดาหาร) ระยะทาง 3 กิโลเมตร ก่อนถึงศาลากลาง จังหวัดอำนาจเจริญ ด้านซ้ายมือจะพบเห็นป้ายพุทธอุทยาน ซึ่งภายในประดิษฐานองค์พระมงคลมิ่งเมือง อยู่บนลานหินดาน แบบปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 11 เมตร สูง 20 เมตร โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ผิวนอกฉาบปูนด้วยกระเบื้องโมเสกสีทอง พุทธลักษณะตามอิทธิพลของศิลปะอินเดียเหนือแคว้นปาละ ซึ่งได้แผ่อิทธิพลมายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เมื่อพุทธศตวรรษที่ 13-16 ก่อสร้างแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2508 เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองอำนาจเจริญ โดยเฉพาะในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 วันมาฆบูชา ชาวอำนาจเจริญจะร่วมกันจัดงานนมัสการพระมงคลมิ่งเมือง เป็นประจำทุกปี
นอกจากนี้ด้านหลังองค์พระมงคลมิ่งเมือง จะเป็นเขาดานพระบาท มีลักษณะเป็นลานหินธรรมชาติ สูงจากพื้นดินเป็นตอนๆเป็นที่ประดิษฐานองค์พระละฮาย 2 องค์ หรือพระขี้ล่าย ภาษาอีสาน แปลว่า ไม่สวยงาม เป็นพระพุทธรูปสลักด้วยหินทราย สีแดง 2 องค์ ยังสลักไม่แล้วเสร็จ ขุดได้จากอ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน อยู่ตรงข้าม พระมงคลมิ่งเมือง เมื่อครั้งก่อสร้างอ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน กว่าจะนำขึ้นมาได้ต้องทำพิธีอัญเชิญขึ้นมาอยู่ 3 วัน เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ อายุหลายร้อยปี ซึ่งบรรดานักเสี่ยงโชคศรัทธานับถือมาก
สำหรับสวนมิ่งเมืองเฉลิมพระเกียรติฯ ตั้งอยู่ที่ ต.บุ่ง อ.เมืองอำนาจเจริญ ภายในเนื้อที่ 35 ไร่เศษ เป็นที่ตั้งของศาลหลักเมือง อันสวยงามซึ่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดศาลหลักเมือง เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 เพื่อเป็นสถานที่สักการบูชา ยึดเหนี่ยวจิตใจ พักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกายด้วย
จากนั้นวกเข้าตัวเมืองอำนาจเจริญอีกครั้งก่อนถึงไฟแดงใจกลางเมืองอำนาจเจริญควรแวะที่วัดสำราญนิเวศ พระอารามหลวง เพื่อนมัสการพระสังกัจจายน์ ประดิษฐ์อยู่ภายในวิหารสวยงาม ซึ่ง
พระสังกัจจายน์ หน้าตักกว้าง 6 เมตร สูง 10 เมตร โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ผิวนอกฉาบปูน ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีทอง ภายในบรรจุพระเครื่อง จำนวน 84,000 องค์ ทั้งนี้ พระสังกัจจายน์ เป็นพระอรหันต์ผู้มีปัญญาเป็นเลิศ และก่อนจากไปควรแวะฟังธรรมเทศนาจากพระวิชัย มุณี เจ้าคณะอำเภอเมืองอำนาจเจริญ ฝ่ายธรรมยุต ซึ่งท่านจะเทศสั่งสอนให้เป็นคนดี อยู่ในศีลธรรม ชีวิตจะได้มีความสุข
ส่วนวัดถ้ำแสงเพชร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ห่างตัวเมืองอำนาจเจริญ 15 กิโลเมตร ไปตามถนนอรุณประเสริฐ(สายหลัก) ก็จะพบเห็นป้ายบอกทางเข้าและเข้าถนนย่อยอีก 3 กิโลเมตร ก็จะมองเห็นเจดีย์สีทองคล้ายเจดีย์ จ.นครปฐม ตั้งอยู่บนยอดเขา เด่นสวยงามมาก ท่ามกลางแมกไม้ป่าไม้นานาพันธุ์อยู่โดยรอบ
เมื่อขับรถถึงยอดภูเขาขาม ด้วยทางขึ้นแม้จะคับแคบแต่ก็สะดวกปลอดภัย เพราะมีป้ายบอกการขับขี่ขึ้นเขาเป็นระยะๆ ก็จะพบเห็น มหาวิหาร หรือ ศาลาพันห้อง ด้านล่างจะทำเป็นที่กักเก็บน้ำฝน เพื่อไม่ให้ขาดแคลนน้ำ ตามด้วยพระพุทธรูปปางไสยาสน์และเจดีย์ สูงประมาณ 20 เมตร ภายในมีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้ง หลวงปู่ชา ภูริโต และภาพวาดบนฝาผนังหลวงปู่ชา เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ และได้ศึกษาวัตรปฏิบัติที่ดีงามเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่
จากนั้นลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆท่ามกลางป่าไม้หนาแน่นปกคลุมและสายลมพัดกระทบกายตลอดเวลา ขับกล่อมบรรเลงด้วยเสียงนกกา จักจั่นเรไร อย่างเพลิดเพลิน ราว 700 เมตร จากยอดเขาก็จะเป็นถ้ำแสงเพชร ประดิษฐานพระพุทธรูป ตามตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งกษัตริย์ประเทศลาวทำสงครามและรบแพ้จึงได้พามเหสี โอรสและธิดาหนีภัยสงครามข้ามแม่น้ำโขงขึ้นฝั่งไทยมาหลบซ่อนที่ถ้ำแห่งนี้ และนำทรัพย์สินเพชรทองพลอยมาด้วย ก่อนเสียชีวิตเพราะไข้ป่า ได้ฝังทองเพชรพลอยต่างๆ ไว้ด้วย เวลาชาวบ้านออกมาล่าสัตว์หาของป่าและพักค้างคืน ก็จะพบเห็นประกายเพชรระยิบระยับออกมาจากถ้ำ ซึ่งชาวบ้านก็ไม่กล้าเข้าไปค้นหาสมบัติ เพราะมีเจ้าป่าเจ้าเขาคุ้มครองรักษาอยู่ ชาวบ้านบางคนโลภเข้ามาขุดหาสมบัติ ก็จะล้มป่วยและเสียชีวิต จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปหาสมบัติจวบจนทุกวันนี้และเป็นที่มาของ ถ้ำแสงเพชร
ต่อมา ก็จะเป็นถ้ำโคนอน ตั้งอยู่ชั้นล่าง โดยมีรูปปั้นโค 2 ตัวนอนอยู่ปากถ้ำ ว่ากันว่า สมัยก่อนเป็นที่อยู่อาศัยของฝูงโคป่า และใกล้กันก็จะเป็นถ้ำค้างคาว ปากถ้ำกว้าง 1 เมตร เมื่อใช้ไฟส่องบนผนังถ้ำก็จะพบเห็นค้างค้าวเกาะอยู่เต็มไปหมด ก่อนลงจากเขาขาม ห่างถ้ำค้างคาวเพียง 20 เมตร ก็จะพบเห็นถ้ำพระ ซึ่งมีพระพุทธรูปปางสมาธิประดิษฐานอยู่พร้อมปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 และกราบขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล
จากนั้นมุ่งสู่วนอุทยานภูสิงห์ ภูผาผึ้ง ตั้งอยู่บ้านป๋าเจริญ ต.สร้างนกทา ห่างไป 3 กิโลเมตร อยู่เส้นทางเดียวกัน ก็จะพบป้ายบอกทางเข้าวนอุทยานฯ และเข้าถนนย่อยอีก 2 กม.ก็จะเห็นป้ายที่ทำการ วนอุทยานภูสิงห์ ภูผาผึ้ง ซึ่งภายในเนื้อที่ 12,000 ไร่ จะได้สัมผัสแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสวยงาม เช่น น้ำตก ลานหิน ผาส่อง ผาผึ้ง อ่างกบ ตะพาบหิน ทุ่งดอกหญ้า พระพุทธรูป ที่ชื่อว่า พระรัตนโกสินทร์ เป็นต้น ที่น่าสนใจก็คือ ช่วงนี้อากาศหนาว ก็จะมีลานบริการท่องเที่ยวไว้กางเต็นท์นอน ในยามค่ำคืน ก็จะนอนนับดาว ชมดวงดาว ชมแสงจันทร์ พร้อมสัมผัสลมหนาวที่พัดกระหน่ำตลอดเวลา ซึ่งจะประทับใจไปอีกนาน…
สนธยา ทิพย์อุตร