ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/301321

ห่วงใยหรือเข้มเกินจำเป็น? พรบ.นิวเคลียร์ฯกับหมอฟัน
นิวเคลียร์ (Nuclear) หรือ ปรมาณู (Atomic) จากที่รู้จักกันในฐานะระเบิดทำลายล้างสูงที่ถูกนำไปหย่อนใส่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่นในปี 2488 สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่รบกันมาหลายปีจึงได้ยุติลง จวบจน ณ วันนี้ที่ผ่านไปกว่า 7 ทศวรรษ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ถูกนำไปใช้อย่างหลากหลายวัตถุประสงค์ อาทิ ผลิตกระแสไฟฟ้า ถนอมอาหาร รวมไปถึง “การแพทย์” ดังที่คุ้นเคยดีอย่างหนึ่งคือ“เครื่อง X – Ray” สำหรับถ่ายภาพอวัยวะภายในร่างกายมนุษย์เพื่อให้แพทย์สามารถวินิจฉัยอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
ทว่าเทคโนโลยีนิวเคลียร์นั้นก็มีผลข้างเคียงคือ กัมมันตรังสี (Radiation) ที่หากเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปก็ทำให้เกิดอันตรายได้ การนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้จึงต้องมีระเบียบปฏิบัติที่เข้มงวดในการควบคุมและป้องกัน ทั้งที่เป็นกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ ดังกฎหมายฉบับล่าสุดของไทย พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อ 1 ก.พ. 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับปรุงจากกฎหมายเดิมคือ พ.ร.บ.พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ.2504 และ พ.ร.บ.พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2508
ทว่าความพยายามจัดระเบียบดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะ “เกินเหตุ” มากไปหรือไม่? จนกลายเป็นชนวนความขัดแย้ง
ระหว่าง “หมอฟัน” ทันตแพทย์ ในฐานะผู้ต้องใช้เครื่อง X – Ray ในงานทันตกรรม กับ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะ “ผู้คุมกฎ” ตามกฎหมายฉบับนี้ ถึงขนาดที่สมาคมวิชาชีพทันตแพทย์ หรือ ทันตแพทยสภา ภายใต้การนำของนายกสมาคม ทพ.ไพศาล กังวลกิจ จัดทำเอกสารชุด “ผลกระทบจากพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559” เผยแพร่บนเว็บไซต์ทันตแพทยสภา http://www.dentalcouncil.or.th
ชี้แจงความไม่สมเหตุสมผลของกฎหมายในหลายประเด็น ได้แก่ 1.เขียนแบบเหมารวม ไม่แยกประเภทของเทคโนโลยี เช่น นำเครื่อง X – Ray ทางทันตกรรม ไปรวมกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ประเภทอื่นๆ และควบคุมแบบเดียวกันทั้งหมด 2.มองว่าเครื่อง X – Ray ทางทันตกรรมมีอันตรายสูงเกินจริง ทั้งที่ไม่เคยมีรายงานว่ามีผู้ใช้บริการได้รับอันตรายจากเครื่องดังกล่าวมาก่อน และความเสี่ยงจากโรคมะเร็งสำหรับการใช้เครื่องมือนี้อยู่ที่ 1 ในล้านหรือ 1 ใน 10 ล้านเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีปริมาณรังสีต่ำที่สุดแม้แต่ในกลุ่มเครื่องมือทางรังสีที่ใช้ในทางการแพทย์ด้วยกัน
3.กฎหมายไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์สากล ดังที่ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งเป็นองค์กรควบคุมการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในระดับนานาชาติ จัดลำดับการควบคุมไว้ 3 ระดับจากต่ำสุดไปสูงสุด คือ 1.แจ้งให้ทราบ (Notification) 2.ขึ้นทะเบียน (Registration) และ 3.ต้องได้รับอนุญาต (Licensing) โดยเครื่อง X – Ray ทางทันตกรรมนั้นIAEA จัดอยู่ในการควบคุมระดับ 2 เท่านั้น ไม่ใช่ระดับ 3 หรือระดับสูงสุดอย่างกฎหมายของไทย

นอกจากนี้ ปส. มีความเชี่ยวชาญเพียงใด? เมื่อเทียบกับหน่วยงานที่กำกับดูแลอยู่เดิม ทั้งนี้ตามกฎหมายเก่านั้น มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดูแลเรื่องการผลิตและนำเข้า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ดูแลเรื่องการนำไปใช้ในสถานพยาบาล แพทยสภา ดูแลเรื่องมาตรฐานวิชาชีพของทันตแพทย์ที่เป็นผู้ใช้งาน และ กรมควบคุมมลพิษ ดูแลเรื่องกระบวนการกำจัดเครื่อง X – Ray ที่ชำรุดเสื่อมสภาพ
ซึ่งเมื่อกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ จะมีผลกระทบกับทันตแพทย์ เพราะต้องเลิกใช้เครื่องมือดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมาย และการเลิกใช้ย่อมส่งผลต่อประชาชน ทำให้ต้นทุนค่ารักษาแพงขึ้นแต่ความสะดวกลดลง จึงเสนอว่า “ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย” ให้เครื่องกำเนิดรังสีทางทันตกรรม รวมถึงเครื่องกำเนิดรังสีที่ใช้ในทางการแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรค ได้รับการยกเว้นไม่อยู่ในการควบคุมของ ปส. ตาม พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 แต่ให้ไปอยู่ภายใต้การควบคุมของ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แทน
ขณะที่ฝั่ง ปส. เอง ก็มี “คำชี้แจง” ออกมา 5 ข้อ คือ 1.พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 มีเจตนารมณ์ในการควบคุมการใช้ประโยชน์วัสดุกัมมันตรังสี และเครื่องกำเนิดรังสี เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้รับบริการ และประชาชนทั่วไป รวมถึงสิ่งแวดล้อม 2.พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 และกฎหมายลูก มีเนื้อหาเป็นไปตามมาตรฐานทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
3.เครื่องกำเนิดรังสีทางทันตกรรม อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ปส. ตาม พ.ร.บ.พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. 2504 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2508 อย่างต่อเนื่องตลอดเวลากว่า 50 ปีแล้ว โดยมีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นหน่วยงานสนับสนุนทางเทคนิคให้กับ ปส. ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องกำเนิดรังสี ซึ่งยังใช้เป็นหลักเกณฑ์การกำกับดูแลภายใต้ พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 นี้ด้วย
“4.เครื่องกำเนิดรังสีทางทันตกรรมมีค่าพลังงาน 60 – 120 keV (หรือค่าความต่างศักย์ของเครื่องกำเนิดรังสี 60 kV – 120 kV) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับเครื่องตรวจวัดความหนาแน่นกระดูก และเครื่องเอกซเรย์เต้านม (เครื่องแมมโมแกรม) เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. จึงจำเป็นต้องกำกับดูแล เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ และประชาชนผู้รับบริการ” และ 5.ปส. (สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) มีความร่วมมือกับ สธ. อย่างใกล้ชิดผ่านกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ตามนโยบายของรัฐมนตรีทั้ง 2 กระทรวง
ทพ.ชาญชัย ทนต์ประเสริฐเวช เขียนบทความ “พ.ร.บ.นิวเคลียร์วาดภาพเครื่องเอกซเรย์ฟันน่ากลัวเกินจริง” เมื่อช่วงปลายเดือนต.ค. 2560 อธิบายว่าเหตุใดทันตแพทย์จึงไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนี้ไว้ โดยเฉพาะ การบังคับให้ต้องจ้าง “RSO” (Radiation Safety Officer) มาประจำสถานพยาบาล หากไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษทั้งปรับและจำคุก ทั้งที่เครื่อง X – Ray ทางทันตกรรมมิได้ใช้งานทุกวัน และ RSO ก็ไม่ได้มีทักษะอื่นใดจะมาช่วยงานทันตแพทย์ได้ ทำให้เป็นภาระค่าใช้จ่ายเสียมากกว่า ซึ่งท้ายที่สุดก็จะต้องผลักภาระไปยังผู้ป่วยที่มารับการรักษาไปโดยปริยาย
“ผมอยากชี้แจงว่าเครื่องเอกซเรย์ฟันเอง ถือว่ามีความปลอดภัยสูงสุดไม่เคยสร้างประวัติความเจ็บป่วยใดๆ อันตรายใดๆ กับใครเลย หรือจะมีอุบัติเหตุร้ายแรงอะไรเป็น ประจักษ์ ขอย้ำครับว่าเป็นประจักษ์คำนี้บอกความหมายในตัวเอง ดังนั้นในฐานะแพทย์สาขาหนึ่ง ด้านหนึ่งจึงไม่อยากเห็นใครมาสร้างภาพที่น่ากลัวเกินจริงโดยเฉพาะกับคนไข้หรือประชาชนที่ต้องเข้ารับการรักษาเพราะมีแต่จะสร้างความกังวล ความทุกข์เกินความจริงที่คนไข้ประสบปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว” ทพ.ชาญชัย ระบุ
ปัจจุบันข้อร้องเรียนของแพทยสภา รวมถึงหนังสือร้องเรียนของ ทพ.ชาญชัย และคณะ อยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งบทสรุปจะเป็นอย่างไร สามารถคลี่คลายยุติความขัดแย้ง และทำให้กฎหมายเกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่ายได้มากน้อยเพียงใด
คงต้องรอติดตามกันต่อไป!!!