ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/302015

‘คนจน’ในสังคมเมือง บาดแผลของการพัฒนา
“รัฐบาลก็ไม่สนใจ จะไล่พวกเรากลับไปอยู่ที่เดิม บอกว่าเราไม่มีที่ ซึ่งเราก็ล้มเหลวจากบ้านนอกมา เรามาตายเอาดาบหน้าในกรุงเทพฯ”
คำตัดพ้อของ วิมล ถวิลพงษ์ ตัวแทนเครือข่ายชุมชนผู้อยู่อาศัยใต้สะพานทั่วกรุงเทพฯ ด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความ “คับข้อง-คับแค้น” ภายในใจ เล่าย้อนไปในอดีตกว่า 2 ทศวรรษก่อนหรือราวปี 2536 ที่รัฐบาลขณะนั้นมีนโยบายไล่รื้อชุมชนที่อยู่อาศัยใต้สะพานทั่วกรุงเทพฯ (กทม.) ซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็น “คนต่างจังหวัด” ที่หนีความกันดารแร้นแค้นจากบ้านเกิด เข้ามา “เสี่ยงโชค” เป็นแรงงานในเมืองกรุง
ประวัติศาสตร์ว่าด้วย “คลื่นมนุษย์อพยพย้ายถิ่น” จากต่างจังหวัดเข้าสู่ กทม. นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2504 เป็นต้นมา อาทิ รายงาน “การศึกษาเปรียบเทียบสถิติโรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และทั้งประเทศ” จัดทำโดยกองนโยบายและแผนงาน สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานครตอนหนึ่งระบุว่า ในปี 2504 ซึ่งเป็นปีที่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก รัฐบาลไทยได้ตั้ง “คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน” หรือที่คุ้นหูในชื่อ“BOI” (Board of Investment) ขึ้นมา เพื่อส่งเสริมและรับเรื่องขออนุญาตตั้งโรงงานอุตสาหกรรม
จากนั้นในปี 2515 รัฐบาลได้ตั้ง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรม โดยในระยะแรก โรงงานอุตสาหกรรมนั้นตั้งขึ้นในพื้นที่ชานเมืองของ กทม. อาทิ ย่านมีนบุรี บางกะปิ รวมถึงจังหวัดปริมณฑลอย่างปทุมธานี สมุทรปราการ และจังหวัดที่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนักอย่างพระนครศรีอยุธยา ซึ่งนั่นเป็นการ “เปลี่ยนโฉมหน้าสังคมไทย”จากสังคมดั้งเดิมแบบ “เกษตรกรรม” ไปสู่สังคมใหม่คือ “อุตสาหกรรม” อย่างไม่อาจหวนกลับ
ทว่าท่ามกลางสารพัดนโยบายโหมประโคมเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกลับถูก “ละเลย” ไม่มีการพัฒนาต่อยอด เอกสารประกอบการศึกษา หัวข้อ “หน่วยที่ 3 : พัฒนาการเศรษฐกิจไทย” ซึ่งเรียบเรียงโดย รศ.ดร.พอพันธ์ อุยยานนท์ อาจารย์สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช(มสธ.) ระบุว่า นับตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1-4 หรือระหว่างปี 2504-2524 ได้ก่อให้เกิด “ความเหลื่อมล้ำ” ทางรายได้ระหว่างภาคเกษตรกับภาคอื่นๆ อย่างมาก โดย“ภาคเกษตรมีรายได้ต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรมถึง 5 เท่า” และต่ำกว่าภาคบริการ 2 เท่า
นั่นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เหตุใดคนต่างจังหวัดตัดสินใจ “ขายนาทิ้งไร่” เพื่อหาทุนตั้งต้นสำหรับมาเสี่ยงตายเอาดาบหน้าในเมืองหลวงเอกสารข้างต้นยังระบุอีกว่า เมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7ในปี 2539 “รายได้ต่อหัวของแรงงานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล สูงกว่าแรงงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน)ถึง 12 เท่า” ซึ่งสอดคล้องกับบทความ “คนอีสานครองแชมป์ย้ายถิ่นเข้ากรุงเทพ” เรียบเรียงโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2533 มีชาวอีสานเข้ามาหางานทำใน กทม.ราวร้อยละ 45.1 และปี 2543 ร้อยละ 37.7 มากกว่าทุกภาคอย่างชัดเจน
แน่นอนว่า “เมื่อมีคนเยอะ…ปัญหาก็แยะ” ดังที่พูดกันบ่อยๆ อาทิ “หาบเร่แผงลอย” ร้านค้าที่ใช้พื้นที่ทางเท้าทำมาหากิน บทความ “การจัดการการค้าหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพมหานคร : ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ” ซึ่งเขียนโดยนักวิชาการที่ศึกษาปัญหาหาบเร่แผงลอยมายาวนาน รศ.ดร.นฤมล นิราทร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ระบุว่า หาบเร่แผงลอยในฐานะ “อาชีพอิสระ” ขยายตัวอย่างมากตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา ด้วย “สาเหตุสำคัญ” คือคนจากชนบททิ้งบ้านเกิดเข้ามาเป็นแรงงานในเมืองกรุง กลายมาเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
หรือปัญหา “ชุมชนแออัด” ที่เรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “สลัม” (Slum) บทความ “การสร้างความเป็นธรรมทางสังคม เรื่องที่อยู่อาศัยในกลุ่มคนจนเมือง” เรียบเรียงโดย วิชยา โกมินทร์, บวร ทรัพย์สิงห์ จาก สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ในปี 2521 มีชุมชนแออัดใน กทม. 420 ชุมชน ก่อนเพิ่มเป็น 1,020 ชุมชน ในปี 2527 นอกจากนี้ในปี 2551 ที่ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำรวจเพื่อค้นหากลุ่ม “คนจนเมือง” แล้วพบว่า มีประชาชนรายได้น้อยและที่อยู่อาศัยไม่มั่นคงถึง 1,266 ชุมชน หรือ 225,440 ครัวเรือน
ย้อนกลับมาที่ วิมล ในวันที่บอกเล่าความคับข้องใจข้างต้นกับทีมงาน “แนวหน้าวาไรตี้” นั้นเธอมาร่วมชุมนุมกับกลุ่ม “เครือข่ายสลัม 4 ภาค” ณ หน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ (UN) ประจำประเทศไทย ถ.ราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำปีในงาน วันที่อยู่อาศัยสากล (World Habitat Day) โดยปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 6 พ.ย. 2560 ทั้งนี้นอกจากปัญหาที่อยู่อาศัยแล้ว เธอยังกล่าวด้วยว่า “อาชีพ-การทำมาหากิน” ของคนระดับล่างก็ทำได้ยากขึ้น จากนโยบายจัดระเบียบต่างๆ ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นหาบเร่แผงลอย หรือแม้แต่การเก็บของเก่าขาย
“รัฐบาลพยายามจะเอารถขยะไปเก็บเอง ไม่ให้เราเก็บ แล้วซาเล้งจะไปหากินได้ที่ไหน ตั้งแผงลอยก็ไม่ได้ เก็บของเก่าก็ไม่ได้ อย่างถ้าไปออกบนถนนก็โดนตำรวจจับ บอกกีดขวางการจราจร ไม่ว่าตอนเช้าหรือตอนกลางคืน จะผลักดันให้เราไปเป็นโจรหรือ พอเป็นโจรก็โดนจับ หาว่าติดยาเสพติดโดนอีก” วิมล ระบุ
หากนับจากปี 2541 ซึ่งเป็นปีก่อตั้งเครือข่ายสลัม 4 ภาค อย่างเป็นทางการ เพื่อใช้กลไก “การเมืองภาคประชาชน” ผลักดันเรียกร้องให้ภาครัฐรวมถึงภาคส่วนอื่นๆ ในสังคม หันมาใส่ใจปัญหาของคนจนอย่างจริงจัง ที่ก็เป็น “เจ้าของประเทศ” ร่วมสร้างชาติบ้านเมืองไม่ต่างจากชนชั้นกลางหรือคนร่ำรวย ทว่าดูเหมือนปัญหาจะไม่ได้ถูกแก้ไขเท่าที่ควร หรือในทางตรงข้ามอาจจะทวีความรุนแรงขึ้น
ดังแถลงการณ์ที่ นุชนารถ แท่นทอง ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค อ่านต่อหน้าผู้แทน UN และคณะสื่อมวลชนหลายสำนักในวันดังกล่าว ระบุว่า ปัจจุบันโครงการพัฒนาต่างๆ ของภาครัฐสร้างผลกระทบอย่างมากกับคนจนเมือง ทั้ง “ทางตรง” อาทิ การจัดระเบียบไล่รื้อชุมชนริมน้ำกว่าหมื่นครัวเรือน การสร้างรถไฟทางคู่-รถไฟความเร็วสูงที่ต้องรื้อย้ายชุมชนตามแนวทางรถไฟ รวมถึงการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่บนที่ดินรัฐวิสาหกิจ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และการท่าเรือแห่งประเทศไทย ทำให้ต้อง “ขอคืนพื้นที่” จากชาวบ้านที่เช่าที่อยู่เดิม
และ “ทางอ้อม” กรณีที่ดินเอกชน เมื่อมีโครงการพัฒนาของรัฐมาถึง ชาวบ้านที่เช่าที่อยู่อาศัยในราคาไม่แพง ก็มีแนวโน้มว่าจะถูกเจ้าของที่ดินนั้นๆ “ยกเลิก” ไม่ให้เช่าอีก เพราะต้องการนำที่ดินไปขายหรือนำไปลงทุนพัฒนาอย่างอื่นที่ได้ผลกำไรเป็นกอบเป็นกำกว่า ซึ่งกรณีบ้านเช่าที่ดินไม่ว่าของรัฐหรือเอกชน ก็มีหลากหลายตัวอย่าง เช่น สิทธิชัย คำประสิทธิ์ ตัวแทนชุมชนท่านเลียบหลังสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่ขณะนี้กำลังพยายามเจรจาต่อรองขอแบ่งที่ดินออกมาให้ชุมชน 7 ไร่จากเดิมทั้งหมด 30 ไร่ เพื่อไม่ให้ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น
สิทธิชัย กล่าวว่า ชุมชนของตนถูกทางผู้บริหาร สจล.ขอคืนพื้นที่ทั้งหมดเพื่อจะนำไปสร้างเป็น “โรงเรียนนานาชาติ” ทั้งที่ “จุดประสงค์ของเจ้าของที่ดินเดิม” ที่บริจาคที่ดินให้ สจล. คือต้องการให้ “เป็นสาธารณประโยชน์ของทุกคน” ซึ่งหากทาง สจล. นำไปก่อสร้างโรงเรียนทั่วไป ชาวชุมชนก็ยินดี แต่การก่อสร้าง รร.นานาชาติ ที่ค่าเล่าเรียนหลักแสนบาทนั้น คนส่วนใหญ่ย่อมไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะไม่สามารถส่งบุตรหลานเข้าเรียนได้
“เท่าที่ทราบคือมีแนวคิดจะให้เราย้ายไปอยู่ใกล้วัดตรงนี้เราก็คาดว่าน่าจะเป็นวัดอนงคาราม แต่แถวนั้นก็มีชุมชนอยู่แล้ว จะให้เราไปอยู่ได้อย่างไร หรือจะต้องไปไล่ชุมชนตรงนั้นให้เกิดปัญหาใหม่อีกหรือเปล่า” สิทธิชัย ระบุ
ยังไม่นับประเด็น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่รัฐบาลปัจจุบันโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาเพื่อต้องการช่วยคนจน แต่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากโดยเฉพาะการกำหนดให้ต้องไปซื้อสินค้า ณ “ร้านธงฟ้า” ทั้งที่ร้านธงฟ้าไม่ได้มีแพร่หลายกระจายทั่วทุกหัวมุมเมือง ทำให้ “ไม่สะดวก” ในการใช้งาน อีกทั้งยัง “ไม่กระจายรายได้” ไปสู่ “คนหาเช้ากินค่ำ” ด้วยกันอย่างการใช้เงินสดจับจ่ายสินค้าจากตลาดหรือแผงค้าข้างทาง
กว่าครึ่งศตวรรษของการพัฒนา…ชะตากรรมคนจนเมืองยังคงต้องต่อสู้เรียกร้องอย่างไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด?