ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/302406

ชี้ชุมชน’ป้อมมหากาฬ’ทรงคุณค่า กสม.วอน’ครม.-กทม.’ควรทำตามMOU3ฝ่าย
10 พ.ย. 60 นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวถึงกรณีข้อพิพาทระหว่างชาวชุมชนป้อมมหากาฬกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และตัวแทนชุมชนได้เข้าร้องเรียนกับ กสม. โดยระบุว่า หลังจากดำเนินการศึกษากฎหมาย หลักการสิทธิมนุษยชน เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และรับฟังแลกเปลี่ยนความเห็นจากผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า ชุมชนป้อมมหากาฬเป็นการอยู่ร่วมกันของบุคคลโดยมีพื้นที่เป็นหลักแหล่ง มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ในการอยู่ร่วมกันมายาวนาน สมาชิกในชุมชนมีความผูกพันระหว่างกันและมีกระบวนการตัดสินใจร่วมกันอย่างมีแบบแผน
ชุมชนป้อมมหากาฬจึงมีลักษณะเป็นชุมชนท้องถิ่น ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้บัญญัติรับรองสิทธิในการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และสิทธิในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืนทั้งนี้ ชุมชนได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการศึกษาภายใต้โครงการวิจัยเพื่อจัดทำแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาชุมชนบ้านไม้โบราณป้อมมหากาฬ

เตือนใจ ดีเทศน์
แสดงให้เห็นแนวทาง ข้อเสนอแนะของชุมชนอันเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น การอนุรักษ์อาคารบ้านไม้โบราณซึ่งมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ดินให้เกิดความสมดุลและยั่งยืนได้อย่างไร ตามที่รัฐธรรมนูญได้ให้การรับรองไว้ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมายาวนาน
กสม. จึงมีมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2560 เห็นควรให้มีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามมาตรา 247 (1) และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่ง ตามตรา 247 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ต่อคณะรัฐมนตรีและกรุงเทพมหานคร ดังนี้
แนวทางที่ 1 คณะรัฐมนตรีและกรุงเทพมหานครควรดำเนินการตามแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาชุมชนบ้านไม้โบราณป้อมมหากาฬ ซึ่งเป็นความร่วมมือ ภายใต้กรอบข้อตกลงร่วม 3 ฝ่าย ในการพัฒนาพื้นที่ชุมชนป้อมมหากาฬ ลงวันที่ 7 ธ.ค. 2558 ระหว่างมหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพมหานคร และชาวชุมชนป้อมมหากาฬ โดยนำที่ดินจำนวน 8 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ซึ่งกรุงเทพมหานครได้มาก่อนบังคับใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2535

เพื่อดำเนินการปรับปรุงวางผังและปรับปรุงชุมชนใหม่ตามแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาชุมชนบ้านไม้โบราณในรูปแบบพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งหรือพิพิธภัณฑ์มีชีวิต โดยให้สมาชิกชุมชนที่มีคุณสมบัติ สามารถอยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์ในพื้นที่ภายใต้เงื่อนไขข้อบัญญัติที่กรุงเทพมหานครกำหนดขึ้น เพื่อควบคุมดูแลการใช้ประโยชน์พื้นที่ให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย
แนวทางที่ 2 กรณีมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2535 กรุงเทพมหานครควรสามารถเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการแก้ไขหรือตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเฉพาะบริเวณที่ตั้งพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งขึ้นมาใหม่โดยกำหนดวัตถุประสงค์ของการเวนคืนให้สอดคล้องกัน ทั้งนี้ ในการดำเนินการดังกล่าวกรุงเทพมหานครควรดำเนินการโดยการมีส่วนร่วมของชาวชุมชนป้อมมหากาฬ รวมถึงมีการบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมศิลปากร และสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีควรพิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ให้สอดคล้องกับหลักการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ด้วย ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมหลักการว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หลายประการ เช่น การจ่ายค่าทดแทนซึ่งต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อผู้ถูกเวนคืน รวมทั้งประโยชน์ที่ผู้ถูกเวนคืนอาจได้รับ การกำหนดให้คืนอสังหาริมทรัพย์เหลือจากการใช้ประโยชน์และเจ้าของเดิมหรือทายาทประสงค์จะได้คืนให้แก่เจ้าของเดิมหรือทายาท การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อนำไปชดเชยให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนหลัก เป็นต้น
สำหรับกรณีชุมชนป้อมมหากาฬ เป็นข้อพิพาทระหว่าง กทม. ที่มองว่าชุมชนบุกรุกพื้นที่สาธารณะรวมถึงเขตโบราณสถาน จึงต้องไล่รื้อตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อนำพื้นที่ไปจัดสร้างเป็นสวนสาธารณะ กับประชาชนผู้อยู่อาศัยในชุมชน ที่ยืนยันว่าชุมชนป้อมมหากาฬเป็นชุมชนเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี อีกทั้งชุมชนยังอยู่ร่วมกับโบราณสถานได้ ไม่ได้สร้างความเสียหายแต่อย่างใด โดยในปี 2535 กทม. ได้ออก พ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดิน บริเวณดังกล่าว จนมีข้อพิพาทกันมาถึงปัจจุบัน