ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/303156

ยูเนสโกเชิดชูคนหนังสือพิมพ์ ประกาศยกย่อง’กําพล วัชรพล’
นายแพทย์ ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงอย่างเป็นทางการ ว่าองค์การศึกษาและวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก มีมติให้ประกาศยกย่อง นายกําพล วัชรพล อดีตผู้อํานวยการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนไทยรัฐวิทยา เพื่อชุมชนในชนบทและมูลนิธิไทยรัฐเป็นบุคคลสําคัญของโลกผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษาและด้านการสื่อสารมวลชนประจําปี 2561 – 2562 ในโอกาสครบรอบ 100 ปีชาตกาล เนื่องจาก นายกําพล วัชรพล จะมีอายุครบ 100 ปี ในวันที่ 21 ธ.ค.2562
โดยนายกําพล วัชรพล เป็นคนไทยและคนเอเชียเพียงคนเดียว ที่ได้รับการประกาศยกย่องในครั้งนี้
นายกำพล ได้ตระหนักว่าการให้การศึกษาแก่ประชาชนคนไทยอย่างไม่เป็นทางการและการแพร่กระจายของข่าวสาร ที่เขาแสดงความสามารถก่อนหน้านั้น ไม่เพียงพอที่จะสร้างคนรุ่นหลังที่มีความรู้และความสามารถขึ้นมาได้ โดยเฉพาะผู้คนในชนบท ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะส่งเสริมการศึกษาอย่างจริงจัง ผ่านการสร้างโรงเรียนใหม่ให้แก่เยาวชนในส่วนที่ขัดสน ตามชนบทที่ห่างไกลความเจริญ และไม่สามารถเข้าถึงได้ของอุปกรณ์การเรียนการสอน อาคารสถานที่ และครูที่เอาใจใส่ในการอบรมเยาวชนในประเทศ หลังจากโรงเรียนต้นแบบที่เขาให้เงินไปทำ ๒ โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขาได้ก่อตั้งเครือข่ายโรงเรียนที่เรียกว่า “ไทยรัฐวิทยาเพื่อชุมชนในชนบท” เริ่มต้นที่จังหวัดลพบุรี เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ ภายในเวลาสามสิบปี นายกำพลใช้จ่ายเงินประมาณ ๑๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในการสร้างเครือข่ายไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศ ซึ่งปัจุบันครอบคลุมโรงเรียนทั้งหมด ๑๐๑ โรง ให้ความดูแลนักเรียนจำนวน ๓๐,๐๐๐ คน สะท้อนถึงคติพจน์และความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าของนายกำพล โรงเรียนไทยรัฐวิทยาได้รวมเอาวิชาเสริมสองวิชาเข้าไว้ คือ วิชาความสามารถในการอ่านเขียนสื่อ (Media literacy – การรู้เท่าทันสื่อ) และ การศึกษาวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม (พลเมืองดี) เขาเชื่อว่าหลักสูตรทั้งสองนั้น จะปลูกฝังความเชื่อที่มีผลต่อการกระทำดีของประชาชนให้กับนักเรียน และช่วยพวกเขาให้กลายเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ
ข้อมูลในการนำเสนอจากยูเนสโกประเทศไทยได้กล่าวยกย่องนายกำพลด้วยว่า ในฐานะที่เป็นเจ้าของสื่ออย่างหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อันเป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่เป็นอิสระและไม่ขึ้นกับผู้ใดเพียงแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุค ค.ศ.๑๙๖๐ (ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๐๓-๒๕๑๓) นายกำพลเป็นตัวแทนสื่ออิสระที่เป็นที่รู้จักอย่างดี เขาได้รับพิจารณาให้เป็นผู้บุกเบิกในการสนับสนุนเสรีภาพสื่อ นอกจากนั้น เหล่าบรรณาธิการอาวุโสของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ได้ให้ความช่วยเหลือต่อองค์กรสื่อท้องถิ่น และรวมถึงให้ความรู้ต่อผู้สอนที่มาจากองค์กรการศึกษาด้วย ต่อจากนั้น ไทยรัฐได้รวมเอาปรัชญาที่ว่า ‘หนังสือพิมพ์ในการศึกษา’ หรือการที่หนังสือพิมพ์เข้าไปมีส่วนในวงการศึกษา (Newspaper in Education : NIE) เข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมของไทยรัฐ สำหรับเยาวชนไทยผู้ด้อยโอกาสด้วย นอกจากนี้ในปัจจุบันกิจการด้านสื่อที่ตั้งอยู่ในอาเซียน และนักข่าวของสื่อจากประเทศอาเซียนเหล่านั้นเข้าเยี่ยมสำนักงานใหญ่ของไทยรัฐบ่อยครั้ง รวมทั้งนักหนังสือพิมพ์จากยุโรป และสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาให้มากขึ้นเกี่ยวกับการพัฒนาด้านสื่อของประเทศไทยและภูมิภาค บางหน่่วยงานได้รับโอกาสเข้าศึกษาหลักสูตร หรือฝึกงานเพื่อเรียนรู้ให้เกิดความชำนาญและทักษะทางด้านสื่อ และปรับเทคโนโลยีด้านสื่อให้ทันสมัยขึ้น
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นายกำพล วัชรพล ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของไทยรัฐเข้าช่วยเหลือทั้งองค์กรทางอาชีพสื่อท้องถิ่นและภูมิภาค อาทิเช่น สมาพันธ์นัก หนังสือพิมพ์อาเซีียน เครือข่ายสื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยในการสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้กับองค์กรเหล่านั้น
นายกำพล วัชรพล เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๔๖๒ ที่บ้านบริเวณหลังวัดดอนไก่ดี อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร บิดาเป็นคนไทยเชื้อสายจีนชื่อนายหลี เป็นชาวทุ่งสองห้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนมารดาเป็นชาวกระทุ่มแบน ชื่อ นางทองเพียร ยิ้มละมัย ภรรยาคือ คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล
วัยเด็กของนายกำพล ต้องติดตามบิดาผู้มีอาชีพล่องเรือเร่ซื้อขายข้าว โอกาสที่จะได้เรียนหนังสือในโรงเรียนมีน้อยมาก เมื่อบิดาหยุดค้าขายหันมาทำสวน นายกำพล ในวัยหนุ่มได้ช่วยบิดาทำสวน ในช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะผันตัวไปทำงานในเรือรับจ้างจนได้เป็นนายท้ายเรือที่ตำบลสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ จากนั้นได้เข้ากรุงเทพฯ ไปอาศัยอยู่กับญาติชื่อ ลุงจอมในห้องเช่าแคบๆ ทุกวันเขาต้องช่วยลุงจอมทำงาน ใช้มีดเหลาทางมะพร้าวสำหรับเสียบหมูสะเต๊ะขายและถีบสามล้อรับจ้างไปด้วย
นายกำพล เป็นทหารเกณฑ์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๓ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อ หมดเวลาประจำการทหารเรือแล้ว เขาได้สมัครเข้ารับราชการเรือเป็นลูกประดู่เต็มตัว ประจำเรือรบหลวงสีชัง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ ได้ลาออกจากทหารเรือสมัครเข้าทำงานหนังสือพิมพ์
“หลักไทย” ได้เบี้ยเลี้ี้ยงวันละ ๕๐ สตางค์ มีนายเลิศ อัศเวศน์ เป็นบรรณาธิการ มอบหน้าที่ให้้นายกำพลขึ้นรถเมล์ไปรวบรวมข่าวแจกที่กรมโฆษณาการ (กรมประชาสัมพันธ์) สมัยเมื่อยัง ตั้งอยู่ที่เชิงสะพานผ่านพิิภพลีลา ถนนราชดำเนินกลาง รายได้อีกส่วนหนึ่งในการดำรงชีพ นายกำพล ได้มาจากค่านายหน้าในการหาแจ้งความ (โฆษณา) มาลงหนังสือพิมพ์
ไม่นานนักนายกำพล กับ นายเลิศ อัศเวศน์ ได้นำสารคดีเรื่อง ‘นรกใต้ดินไทย’ ไปเสนอขายที่สำนักพิมพ์ เมื่อตกลงเรื่องราคากันไม่ได้ จึงมาลงทุนพิมพ์ขายเอง ได้เงินมา ๖ พันบาท เงิน ๖ พันบาทนี้ ได้กลายเป็นต้นทุนในการทำนิตยสารรายสัปดาห์ชื่อ ‘ข่าวภาพ’
เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๔๙๓ ต่อมาเขาได้ปรับเปลี่ยนเป็นหนังสือพิมพ์ราย ๓ วัน แล้วพัฒนาเป็นหนังสือพิมพ์ “ข่าวภาพรายวัน” มี ๑๒ หน้า ขายฉบับละ ๕๐ สตางค์ พิมพ์วันละ ๓ พันฉบับ เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๔๙๕
หนังสือพิมพ์ข่าวภาพรายวันออกจำหน่ายได้ ๕ ปีเศษ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กระทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ สั่งปิดหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งหนังสือพิมพ์ข่าวภาพรายวันด้วย นายกำพลจึงไปเช่าหัว (ชื่อ) หนังสือพิมพ์ “เสียงอ่างทอง” ซึ่งออกที่จังหวัดอ่างทองมาออกในกรุงเทพมหานคร จัดทำโดยคณะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ‘ข่าวภาพรายวัน‘ เมื่อหนังสือพิมพ์เสียงอ่างทองได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ เจ้าของหัวได้ขอคืน เขาจึงได้ออกหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งได้เตรียมซื้อหัวไว้ก่อนหน้านี้ จัดทำโดยกองบรรณาธิการเสียงอ่างทอง เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๐๕
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้รับความนิยมจากผู้อ่านมากขึ้นจากการที่มีนโยบายในการเสนอข่าวและความเห็นที่ประชาชนสนใจ (Human interest) ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และปกป้องดูแลผลประโยชน์ของประชาชนโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสและคนยากไร้โดยไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เมื่อจำนวนจำหน่ายหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพิ่มมากขึ้น มีคนทำงานมากขึ้น สำนักงานในซอยวรพงษ์ ถนนสามเสน คับแคบไปแล้ว นายกำพลจึงคิดย้ายสำนัักงานมาอยู่ ณ ที่ปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นเป็นท้องทุ่งนาข้าว มีเพียงแนวถนนสายกรุงเทพ-สระบุรี (ซึ่งต่อมาคือถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ และเปลี่ยนชื่อเป็นถนนวิภาวดีรังสิตในที่สุด) สร้างอาณาจักรเป็น สำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดแบบค่อยเป็นค่อยไปตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีีสำนักงานโอ่อ่า และเครื่องพิมพ์ที่ทันสมัยที่สุด ปฏิรูปการส่งหนังสือพิมพ์ไปขายต่างจังหวัดด้วยการซื้อรถยนต์บรรทุกมาขนส่งหนังสือพิมพ์เองทั่วประเทศ แทนที่จะอาศัยบริการ ‘รวมห่อ’ ซึ่งล่าช้ากว่าหนังสือจะถึงมือผู้อ่านก็เมื่อเวลาเลยไป ๒-๓ วันแล้ว นอกจากนี้ยังได้ปฏิวัติระบบการเรียงพิมพ์จากการเรียงพิมพ์ด้วยมือมาเป็นการเรียงพิมพ์ด้วยแสง จนมาถึงการเรียงพิมพ์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐจำหน่ายวันละ ๖ กรอบ (edition)วางตลาดตามภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านและต่างประเทศที่มีคนไทยอาศัยอยู่ เช่น นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองแฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น จำนวนจำหน่ายวันละ ๑ ล้านฉบับ นับว่ามากที่สุดในบรรดาหนังสือพิมพ์ในประเทศภูมิภาคอาเซียน จะเป็นรองก็แต่หนังสือพิมพ์ในประเทศญี่ปุ่นและประเทศจีนเท่านั้น
นายกำพล วัชรพล ปรารภกับผู้ใกล้ชิดอยู่เสมอว่าประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองกว่าที่จะเป็นอยู่นี้ จำเป็นต้องส่งเสิรมการศึกษาด้วยการสร้างคนและให้คนมาสร้างประเทศ จึงได้มีนโยบายให้โอกาสเด็กนักเรียนในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ ให้ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนดี ครูดี และอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ดี มีอาหารกลางวันกินอิ่มท้อง เช่นเดียวกับนักเรียนในเมืองใหญ่ ซึ่งตัวเขาเองนั้นมาจากครอบครัวยากจนเมื่อพอมีฐานะบ้างและหนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้รับการสนับสนุนจากประชาชน จึงคิดตอบแทนประชาชนด้วยการไปสร้างโรงเรียนตามโครงการโรงเรียนไทยรัฐวิทยาเพื่อชุมชนในชนบท หลังแรกขึ้นที่จังหวัดลพบุรี เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ นับถึงวาระสุดท้ายในชีวิตของเขาได้จำนวน ๑๐๑ โรงที่จังหวัดร้อยเอ็ด
ในการติดตามดูแลและให้การช่วยเหลือโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ทั้งเรื่องอาหารกลางวัน อุปกรณ์การเรียนการสอน การพัฒนาครู พัฒนาอาคารสถานที่และอื่นๆ นายกำพล ได้ตั้งมูลนิธิไทยรัฐขึ้นมาเมื่อคราวฉลองอายุครบ ๖๐ ปี เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๒๒ ให้้มูลนธิฯ นี้ทำหน้าที่ดูแลโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั้งหลาย ซึ่งต่อมาได้มีประกาศของกระทรวงการคลัง ให้มูลนิธิไทยรัฐ เป็นองค์การสาธารณกุศล ได้รับการยกเว้นภาษี อยู่ในลำดับที่ ๓๖๕ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๒
ผลงานของนายกำพล ได้รับการยกย่องไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ขณะที่นายกำพลยังมีชีวิตอยู่นั้นได้มีการประชุมใหญ่นักหนังสือพิมพ์่ทั่วโลกที่ประเทศบราซิล ในที่ประชุมนั้น นายฮิเดอิ ซากาตะ ผู้แทนสมาคมเจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น (Nihon Shimbun Kyokai-NSK) ได้กล่าวสดุดีนายกำพลต่อที่ประชุมว่า เป็นคนเดียวและหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ได้อุทิศเงินเพื่อการศึกษามากที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา และถ้าหากนายกำพลจะเอากำไรที่ได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ไปใช้ส่วนตัวจนหมด หรือแบ่งให้คนทำงานบ้างก็ไม่มีใครว่าอะไร
ในการเรียนการสอนนักเรียนโรงเรียนไทยรัฐวิทยานั้น นายกำพลได้ให้แนวทางกับคณะทำงานโรงเรียนไทยรัฐวิทยาเพื่อชุมชนในชนบทว่า นอกจากจะให้เรียนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ยังอยากจะเพิ่มเติมให้โรงเรียนไทยรัฐวิทยาเป็นแหล่งบ่มเพาะคนดีออกไปสู่สังคม โดยกล่าวว่า ‘ต่อไปภายหน้า ถ้าพบคนดีๆ ที่ไหนและถ้าถามและได้รับคำตอบว่าเมื่อเล็กๆ เคยเรียนที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยาแล้วผมจะมีความสุขมาก‘ และเมื่อนายกำพลหาชีวิตไม่แล้ว คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล ภรรยา และลูกๆ
อันได้แก่ นางยิ่งลักษณ์ วัชรพล และนายสราวุธ วัชรพล ก็ได้สืบทอดเจตนารมย์ในการดูแลและพัฒนาโรงเรียนไทยรัฐวิทยา รวมทั้งจะเพิ่มจำนวนโรงเรียนไทยรัฐวิทยาในโอกาส ๑๐๐ ปีชาตกาลนายกำพล ให้มีจำนวนถึง ๑๑๑ โรงภายในปี พ.ศ.๒๕๖๒
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐภายใต้การนำของ นายกำพล วัชรพล ได้ทำงานเพื่อสังคมมากมายหลายประการ ทั้งยามปกติและยามที่ประชาชนประสบภัยธรรมชาติ สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นแหล่งฝึกงานของนักศึกษาวิชาวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ หลายมหาวิทยาลัย เป็นที่ศึกษาดูงานของนักเรียนนักศึกษาและนักหนังสือพิมพ์ในประเทศภูมิภาคอาเซียนตลอดเวลา
นายกำพล เคยดำรงตำแหน่งกรรมการมูลนิธิหนังสือพิมพ์์แห่งเอเชีย ที่มีสำนักงานงานใหญ่อยู่ที่กรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เขาเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก และเหรียญกาชาดสรรเสริญชั้นที่ ๑
นายกำพล วัชรพล ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็งในลำใส้ เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ในการสวดพระพิธีธรรม และเมื่อถึงคราวพิธีพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๐ ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ ณ วัด เทพศิรินทราวาส ด้วย