ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/302611

สะดวกดีแต่ก็มีความเสี่ยง แอพฯเรียกมอ’ไซค์รับจ้าง
สมัยนี้อะไรๆ ก็ดูจะต้องให้ “สะดวกสบาย” ไปเสียเกือบทั้งหมด ด้วยอิทธิพลจากการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้กิจการหลายๆ อย่างเปลี่ยนไป อาทิ การซื้อของออนไลน์โดยที่ลูกค้าไม่ต้องก้าวเท้าออกจากบ้าน หรือการที่ใครๆ ก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวของตนให้โลกรู้ได้ผ่านบริการถ่ายทอดสด (Live) บทสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึง “แอพพลิเคชั่นเรียกรถรับ-ส่ง” ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
เช่นกรณีของ “แท็กซี่” ที่ภาพลักษณ์ของแท็กซี่แบบดั้งเดิมเป็นลบในสายตาผู้ใช้บริการ ไหนจะเรื่องการปฏิเสธผู้โดยสาร หรือผู้ที่อยู่ตามตรอกซอกซอยไม่สะดวกจะออกมาเรียกแท็กซี่บนถนนสายหลัก ทำให้สนามแข่งขันค่อนข้าง “ดุเดือด” ทั้งบริการสีเทาๆ ใช้รถบ้านป้ายดำซึ่งแม้จะติดขัดข้อกฎหมายแต่ได้รับการสนับสนุนอย่าง “Uber” หรือคู่แข่งที่จับมือเป็นพันธมิตรกับแท็กซี่ดั้งเดิมอย่าง “Grab” รวมถึงหน้าใหม่อย่าง “Line” ที่จ่อให้บริการในเร็วๆ นี้
ไม่เพียงแต่แท็กซี่ที่เป็นรถยนต์เท่านั้น แม้แต่บริการขนส่งสาธารณะที่เป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของสังคมไทย “มอเตอร์ไซค์รับจ้าง” การเรียกโดยผ่านแอพพลิเคชั่นก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ดังผลสำรวจของ “บ้านสมเด็จโพลล์” ศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งลงพื้นที่เก็บข้อมูล ระหว่างวันที่ 12-14 ก.ย. 2560 จากประชากรกลุ่มตัวอย่างทั่ว กทม. จำนวน 2,053 คน
พบว่า “กลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 44.8 เคยใช้บริการแอพพลิเคชั่นเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้าง” ในจำนวนนี้เรียงลำดับแอพฯ ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อันดับ 1 Grab Bike ร้อยละ 60.7 อันดับ 2 Go Bike ร้อยละ 20 อันดับ 3 Banana Bike ร้อยละ 17.1 และอันดับ 4 UberMoto ร้อยละ 13.6 ซึ่ง “สาเหตุที่เลือกใช้ อันดับ 1 คือ ความสะดวก” ร้อยละ 49.7 เพราะไม่ต้องเดินหาที่ตั้งของวินมอเตอร์ไซค์ นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 57.2 ยังต้องการให้รัฐบาลส่งเสริมการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกด้วย
ข้อมูลจาก Grab ประเทศไทย ระบุถึงความสำเร็จขององค์กรว่าอยู่ที่ “ฐานข้อมูล Real Time แบบครบวงจร” ทำให้มองเห็นภาพชัดเจนว่าบริเวณใดในช่วงเวลาใดมีการจราจรเป็นอย่างไร โดยมีข้อมูลปัจจัยปลีกย่อยที่ส่งผลต่อการเดินทางครบถ้วน อาทิ พยากรณ์อากาศ ข้อมูลจราจร ตลอดจนอุบัติเหตุบนท้องถนน หรือความขัดข้องของระบบขนส่งมวลชน เพื่อ “ตอบโจทย์” รสนิยมของคนยุคดิจิตอลที่ต้องการทั้งความสะดวกและรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน Grab ประเทศไทย ยังให้ความสำคัญกับ “คุณภาพชีวิตของผู้ขับขี่” ในหลายด้าน ไล่ตั้งแต่ “ความปลอดภัย” โดยร่วมมือกับสถาบันสอนขับขี่ชั้นนำ เพื่อจัดอบรมการขับขี่ปลอดภัยและการขับขี่เชิงป้องกัน อุบัติเหตุให้แก่ผู้ขับขี่ตามสมัครใจในแต่ละเดือน นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับ สภากาชาดไทย เพื่อจัดอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้แก่ผู้ขับขี่ด้วย
หรือแม้กระทั่ง “ทักษะชีวิตในยุคดิจิตอล” เป็นที่ทราบกันว่าผู้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่หรือขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง จำนวนมากมีฐานะเป็นคนระดับล่าง ไม่สันทัดการใช้เทคโนโลยีมากนัก ซึ่งการเข้าร่วมกับ Grab ทำให้ได้ทำความคุ้นเคยกับโลกดิจิตอล จนอาจนำไปต่อยอดในด้านอื่นๆ ได้ เช่น การศึกษาทางไกลออนไลน์ บัญชีธนาคารออนไลน์ การค้าขายออนไลน์ หรือพื้นฐานที่สุดอย่างการสนทนาผ่านโปรแกรมแชทเพื่อติดต่อกับคนในครอบครัว
จากข้างต้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีที่แอพพลิเคชั่นเรียกรถรับ-ส่ง เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนให้ดีขึ้น แต่ สำหรับกรณีมอเตอร์ไซค์รับจ้างอาจมีปัญหาตามมา ดังที่ ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า แรกเริ่มนั้น มอเตอร์ไซค์รับจ้างถือกำเนิดขึ้นเพื่อ “รับ-ส่งผู้โดยสารในเส้นทางสายรอง” เช่น ตามตรอกซอกซอยต่างๆ ทำให้การให้บริการเป็นแบบ “แบ่งเขต” โดยมี “วิน” เป็นศูนย์กลาง สมาชิกในวินจะวิ่งรถไป-กลับไม่ห่างจากวินมากนัก
ต่างจากรถแท็กซี่ที่ตระเวนหาผู้โดยสารไปเรื่อยๆ เป็นบริการการรับ-ส่งผู้โดยสารในเส้นทางไกลๆ จึงแสดงความเป็นห่วงว่า “หากปล่อยให้มีบริการแอพพลิเคชั่นเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างเสรี ความเสี่ยงต่อชีวิตและร่างกายจะเพิ่มขึ้นหรือไม่?” เพราะผู้โดยสารเองมักจะ “เอาสะดวกเข้าว่า” จนลืมนึกถึงความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การโดยสารมอเตอร์ไซค์บนถนนใหญ่” หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ถึงชดเชยขนาดไหนก็คงไม่คุ้มกับความสูญเสีย
“ที่เราใช้คำว่าวิน เพราะต้องการให้รับ-ส่งผู้โดยสารในซอยหรือทางสายรอง ทีนี้อาจจะมีความต้องการที่จะให้บริการในช่วงเวลาเร่งด่วนซึ่งรถติดมาก มอเตอร์ไซค์ทำความเร็วได้ดีกว่า ก็เลยอนุโลมให้เรียกออกนอกวินตัวเองได้ แต่ขากลับก็จะไม่อนุญาตให้รับผู้โดยสาร เพราะไม่เช่นนั้นจะพัฒนาต่อไป เกิดคำถามว่าจะเปิดเสรีดีไหม? ใครใคร่วิ่งตรงไหนก็วิ่ง ทำตัวแบบแท็กซี่ไปเลย นี่เป็นคำถามสำคัญ เพราะโครงสร้างถนนบ้านเรามันก็ไม่ได้สร้างมาเพื่อรองรับมอเตอร์ไซค์ทุกอย่าง ผมไม่รู้เขาจะเอาอย่างไร แต่ถ้าถามผม ผมว่าน่าจะต้องจำกัด” ดร.สุเมธ กล่าว
ดร.สุเมธ ยังกล่าวเสริมเกี่ยวกับ “บริการมอเตอร์ไซค์รับส่งพัสดุ” โดยฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าควรเข้ามา “จัดระเบียบการบรรทุก” เพราะหลายครั้งพบการบรรทุกสิ่งของในลักษณะอันตราย ทั้งบริการแบบดั้งเดิมจากบริษัทห้างร้านต่างๆ เช่น ส่งผ้า ส่งถังก๊าซหุงต้ม รวมถึงบริการรับส่งสินค้าเบ็ดเตล็ดผ่านแอพพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในระยะหลังๆ ด้วย ไม่ควรให้บรรทุกสิ่งของที่ใหญ่หรือหนักเกินไปจนทำให้เสียสมดุลในการขับขี่
“ถ้าขนของใหญ่กว่ามอเตอร์ไซค์ก็ไม่เข้าท่าอยู่แล้ว แต่อย่างส่งอาหาร ส่งพัสดุไปรษณีย์ที่ไม่ใหญ่มาก มีกล่องเก็บรัดเรียบร้อยก็ไม่มีปัญหา” ดร.สุเมธ ฝากทิ้งท้าย
แม้ความสะดวกสบายจะเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ต้องการ ดังเสียงสะท้อนของประชาชนผ่านผลโพลล์ข้างต้นเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนแอพพลิเคชั่นเรียกรถรับ-ส่ง สมกับที่พยายามขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Thailand 4.0” แต่ความจริงอีกด้านคือระบบขนส่งแต่ละแบบเกิดมาด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน บ้างเหมาะสมกับการเดินทางไกล ทำความเร็วได้มาก แต่บ้างก็ควรจะให้บริการได้เพียงระยะใกล้ๆ อย่างมอเตอร์ไซค์ที่อย่างไรก็เป็น “เนื้อหุ้มเหล็ก” มีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยมากกว่ารถยนต์
สะดวกมากแต่ความเสี่ยงก็เพิ่ม..คุ้มหรือเปล่า?