ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/302735

ห้ามทำ‘โพลล์การเมือง’ แก้ชี้นำหรือป่วนซํ้าเลือกตั้ง?
“โพลล์” (Poll) เป็นคำคุ้นหูของผู้ติดตามข่าวสาร โพลล์หมายถึงการสำรวจความคิดเห็นของผู้คนต่อประเด็นใดประเด็นหนึ่งที่ได้รับความสนใจในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและอื่นๆ อย่างไรก็ตาม การทำโพลล์นั้นต้องเคร่งครัดในระเบียบทางวิชาการ เช่น ขอบเขตของการสำรวจ การคัดเลือกประชากรกลุ่มตัวอย่าง ฯลฯ เพื่อลดความเสี่ยงจากอคติที่อาจนำไปสู่ความคลาดเคลื่อนของผลสำรวจนั้นๆ ด้วย
ในประเทศไทยนั้นมีโพลล์หลายเจ้า ตั้งแต่สำนักโพลล์เก่าแก่อยู่มานานหลายสิบปีจนถึงสำนักโพลล์ที่ตั้งขึ้นใหม่
ไม่นาน ซึ่งผลโพลล์ต่างๆ มักถูกนำไปเผยแพร่ต่อทางสื่อมวลชนให้สังคมได้พูดถึงเสมอ รวมถึงประเด็นการเมืองอย่าง “การเลือกตั้ง” ที่มักมีการทำโพลล์กันตั้งแต่เมื่อมีสัญญาณบางอย่างชี้ว่าน่าจะมีการเลือกตั้งในเวลาอันใกล้ ไปจนถึงช่วงเวลาก่อนเข้าคูหากากบาทเพียงไม่กี่วัน
ทว่า “โพลล์การเมือง” กลายเป็น “ดรามา” เมื่อมีรายงานว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอแนวคิด “ห้ามทำโพลล์ช่วงเลือกตั้ง” โดยให้เหตุผลว่าอาจเข้าข่าย “ชี้นำ” ประชาชนต่อการลงคะแนน จน 1 ในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ตั้งข้อสังเกตกับ กรธ. มาตลอดอย่าง สมชัย ศรีสุทธิยากร ออกมาบอกว่า “ไม่เห็นด้วย” กับแนวคิดดังกล่าวของ กรธ. โดยโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊คส่วนตัว “Srisutthiyakorn Somchai” ให้ความเห็นว่า
“การทำโพลล์มีข้อดีในด้านที่ทำให้ผู้สมัครได้ทราบถึงคะแนนเสียงและจุดอ่อนของตน และนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายและกลยุทธ์ในการหาเสียง ในขณะเดียวกัน โพลล์อาจมีส่วนช่วยป้องกันการทุจริตเลือกตั้งได้ ยกตัวอย่างเช่น หากโพลล์ออกมาตรงกันว่า ในพื้นที่นี้ใครชนะอย่างถล่มทลาย แต่หากผลกลับเป็นตรงข้าม อาจเป็นข้อสังเกตได้ว่า อาจจะมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องบางอย่างให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนไป”
นอกจากนี้ กกต. สมชัย ยังกล่าวอีกในทำนองว่า “การทำโพลล์เป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย” อาทิ ในประเทศตะวันตกนั้นการทำโพลล์ไม่เป็นเรื่องต้องห้าม “สื่อมวลชนหรือสถาบันวิชาการต่างๆ มีการทำโพลล์กันหลายสิบครั้งก่อนการเลือกตั้ง และไม่มีการห้ามการเผยแพร่ผล เพราะเป็นวิจารณญาณของผู้อ่านผลโพลล์เองว่าสมควรเชื่อหรือไม่” โพลล์มีทั้งผิดและถูก หลายครั้งโพลล์ที่ออกมากับผลก็แตกต่างกัน เช่น กรณี “ทรัมป์ – ฮิลลารี” ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ทุกโพลล์แทบจะประเคนชัยชนะให้กับฮิลลารีด้วยซ้ำ แต่ผล
ออกมากลับเป็นตรงกันข้าม
ความเห็นข้างต้นของ กกต. สมชัย สอดคล้องกับที่ ผศ.สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็น “บ้านสมเด็จโพลล์ล์” มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ให้สัมภาษณ์กับ “แนวหน้าวาไรตี้” ว่าไม่เชื่อแนวคิดเรื่องโพลล์สามารถชี้นำกระแสสังคม เพราะทุกวันนี้ “ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ และมีวิจารณญาณทางการเมืองมากขึ้น” มองเห็นและคิดเป็นว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละคน หรือพรรคการเมืองแต่ละพรรค มีนโยบายอะไรที่เป็นประโยชน์กับตัวเขาบ้าง
“ประชาชนทุกวันนี้เวลาเขาจะไปเลือกตั้ง เขาไม่ได้ฟังใครแต่ตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ถามว่ากระแสของโพลล์ในสื่อมวลชนจะทำให้เขารู้สึกว่าคนนี้จะชนะคนนั้นจะไม่ชนะ แต่ ณ วันนี้เขาเริ่มมองว่าคนคนนี้มีประโยชน์อะไรกับเขา? ถ้าเขาเลือกคนนี้แล้วคนนี้จะสามารถช่วยพัฒนาอะไรให้เขาได้บ้าง? สมกับตำแหน่งนี้หรือเปล่า? เชื่อว่าวันนี้ประชาชนรู้เรื่องประชาธิปไตยและการเลือกตั้งมากขึ้น” ผศ.สิงห์ กล่าว
ปธ.คกก.บ้านสมเด็จโพลล์ล์ ยังกล่าวเสริมว่า “ผลโพลล์เป็นเพียงอารมณ์ของคนในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น” เช่น สมมุติว่าอีก 3 เดือนจะมีการเลือกตั้ง การทำโพลล์ ณ วันแรกที่มีการประกาศวันเลือกตั้ง กับ ณ วันสุดท้ายก่อนถึงวันกากบาทลงคะแนน “ผลที่ได้ใน 2 ช่วงเวลาอาจเป็นคนละเรื่อง” ขึ้นอยู่กับข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนได้รับในระหว่างนั้นด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนกังวลมากกว่า คือแนวคิดห้ามทำโพลล์ดังกล่าวอาจเข้าข่าย “ขัดรัฐธรรมนูญ” ที่มีบทบัญญัติว่าด้วย“เสรีภาพทางวิชาการ” โดยในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เขียนไว้ในมาตรา 34
“ถ้าเขาออกมาแบบนี้มันจะขัดรัฐธรรมนูญไหม? เพราะมันจะทำให้ระยะเวลาที่ทำไปสู่การเลือกตั้งอาจต้องเลื่อนออกไปอีกหรือเปล่า? ถ้ามีคนแย้งขึ้นมา” ผศ.สิงห์ แสดงความกังวล
ไม่ต่างจากความเห็นของผู้ที่อยู่กับแวดวงการทำโพลล์มานาน ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพลล์ (SUPER POLL) ที่กล่าวว่า คนที่มีแนวคิดจะออกข้อห้ามดังกล่าวไม่เข้าใจการทำโพลล์เพียงพอ โดยหากบอกว่ากลัวการชี้นำ“ความจริงคือข่าวสารทุกอย่างล้วนชี้นำได้ทั้งสิ้น” รวมถึงการให้ความเห็นของชนชั้นนำหรือผู้มีอำนาจมีชื่อเสียงในสังคมด้วย แต่การทำโพลล์นั้นมีหลักวิชาการทางสถิติกลั่นกรองอยู่ โดยตั้งอยู่บนฐานคิดที่ว่าต้องการลดอคติออกไปให้มากที่สุด
ดร.นพดล ยกตัวอย่างการหาเสียงระหว่างการเลือกตั้ง ที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละรายก็ดี รวมถึงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนก็ตาม “การใช้ภาพที่ไม่เหมือนกันก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนได้แล้ว” เช่น ผู้สมัครคนหนึ่งมีผู้คนแห่ห้อมล้อมมอบดอกไม้ให้กำลังใจ
หนาแน่น กับผู้สมัครอีกคนหนึ่งที่มีผู้คนเข้ามาทักทายบางตา ดังนั้นในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง “ควรห้ามนำเสนอข่าวการเมืองทั้งหมดเลยหรือไม่?” แล้วถ้าทำแบบนั้น “ทุกฝ่ายจะยอมกันหรือเปล่า?” เพราะช่วงนั้นเป็นเวลาที่การเมืองมีความตื่นตัวสูง
ขณะที่ผู้คร่ำหวอดในวงการโพลล์อีกราย ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา “สวนดุสิตโพลล์” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ในมุมหนึ่งก็เข้าใจที่ผู้ออกกฎหมายอาจกลัวการชี้นำ เพราะการทำโพลล์เองก็มีหลากหลายจุดประสงค์ ทั้งโพลล์ที่ทำโดย “หลักวิชาการ” มุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริงๆ และโพลล์ที่ทำแบบ “จัดตั้ง” เพื่อหวังกระแสชี้นำทางการเมือง แต่การห้ามทำเสียทั้งหมดนั้นเป็นวิธีที่ “แรงเกินไป” อีกทั้งคงไม่สามารถหยุดยั้งการทำ “โพลล์ลับ” ของกลุ่มการเมืองขั้วต่างๆ ได้อยู่ดี ซึ่งอันตรายยิ่งกว่าโพลล์ทางวิชาการเสียอีก
“การทำโพลล์มันห้ามกันไม่ได้ พรรคการเมืองเขาทำกันอยู่แล้ว ก็เหมือนหวยรัฐบาลกับหวยใต้ดิน เข้มงวดกับหวยรัฐบาลแต่คุมหวยใต้ดินไม่ได้มันก็พอกัน ถ้าพรรคการเมืองจะสำรวจความนิยม เขาก็ไม่ได้บอกว่าทำโพลล์ แต่เขาไปถามประชาชนว่าจะเลือกพรรคไหนอย่างไร มันเลี่ยงได้ เป็นลักษณะของการทำโพลล์ใต้ดิน จริงๆ ถ้าจะห้ามควรห้ามแค่ 7 วันก่อนการเลือกตั้ง แค่นั้นก็พอแล้ว” เจ้าสำนักโพลล์ค่ายสวนดุสิต ให้ความเห็น
ดร.สุขุม ฝากทิ้งท้ายด้วยความเป็นห่วงว่า การห้ามทำโพลล์ช่วงเลือกตั้ง จะทำให้เกิดการ “ใช้งบหาเสียง” หนักกว่าเดิมหรือไม่? เพราะเมื่อไม่มีข้อมูลเป็นรายพื้นที่ ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองก็ต้อง “ปูพรม” เพื่อหาคะแนนเสียงให้มากและกว้างขวางที่สุดเท่าที่กำลังทรัพย์จะอำนวย แน่นอนว่าปัญหาที่ตามมา คงยากจะหนีพ้น
“การซื้อสิทธิ์ขายเสียง” ที่อาจรุนแรงขึ้นกว่าเดิม!!!
