ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/303578

มหากาพย์‘รถเมล์NGV’ ล้มแล้วล้มอีก….คนกรุงยังฝันค้างต่อไป
(ต่อจากตอนที่แล้ว)
9 ต.ค. 2557 เป็นเวลา 4 เดือนเศษหากนับจากวันที่ 22 พ.ค. 2557 กับการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในนาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อคลี่คลายวิกฤติทางการเมือง และเป็นเวลาเดือนเศษหากนับจากวันที่ 24 ส.ค. ปีเดียวกันที่ พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีควบคู่ไปกับการเป็นหัวหน้า คสช. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม ได้เห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก. แล้ว
ในวันเดียวกันนั้นเอง นายนเรศ บุญเปี่ยม รักษาการผู้อำนวยการ ขสมก. (ในขณะนั้น) เปิดเผยในวันเดียวกันว่า ขสมก. อนุมัติข้อกำหนดสัญญาว่าจ้าง (Term of Reference – TOR) โครงการรถเมล์ NGV จำนวน 3,183 คัน วงเงิน 13,162.2 ล้านบาท แบ่งเป็นระยะแรกคือ “รถปรับอากาศประกอบสำเร็จ จำนวน 489 คัน” ส่วนที่เหลืออีก 2,694 คัน เป็นโครงการในระยะต่อไป
7 ม.ค. 2558 มีรายงานว่า นางปราณี ศุกระศร รักษาการ ผอ.ขสมก. (ในขณะนั้น) เปิดเผยว่า ขสมก. ได้แก้ไขร่าง TOR รถเมล์ NGV จำนวน 489 คัน ในส่วนของราคากลางต่อคัน จากเดิมคันละ 4.5 ล้านบาท เหลือคันละ 3.65 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด ซึ่งก่อนหน้าจะทำการปรับราคาดังกล่าว ขสมก. ได้หาข้อมูลประกอบจากผู้จำหน่ายหลายรายมาอย่างดีแล้ว
11 ก.พ. 2558 นางปราณี เปิดเผยว่า กำหนดการยื่นซองประมูลโครงการรถเมล์ NGV ทั้ง 489 คัน ที่เดิมกำหนดไว้ระหว่างวันที่ 9-13 ก.พ. 2558ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจาก ขสมก. ไปทำข้อตกลงกับ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ว่าจะใช้ “ข้อตกลงคุณธรรม” เพื่อป้องกันการทุจริต ซึ่งมีข้อกำหนดให้ผู้สนใจซื้อซองประกวดราคาต้องรับรู้เงื่อนไขข้อตกลงคุณธรรมล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน
27 ก.พ. 2558 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเปิดให้ซื้อซองประกวดราคา รอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 19-27 ก.พ. 2558 มีผู้ประกอบการทั้งไทยแท้และไทยร่วมทุนกับต่างชาติ จำนวน 12 บริษัท ให้ความสนใจซื้อซองประกวดราคา จากนั้นได้มีการเปิดขายซองรอบที่ 3 อีกครั้ง กระทั่งวันที่ 30 มี.ค. 2558 นางปราณี ระบุว่า รวมทั้งสิ้นมีผู้ให้ความสนใจทั้งสิ้น 13 ราย และไม่จำเป็นต้องเปิดขายซองประกวดราคาเป็นรอบที่ 4 อีก
17 เม.ย. 2558 นางปราณี เปิดเผยว่า ภายหลังการเปิดขายซองประกวดราคาและตรวจสอบคุณสมบัติผู้ให้ความสนใจโครงการจัดซื้อรถเมล์ NGV พบมีผู้ผ่านคุณสมบัติ 2 ราย คือ กลุ่มกิจการร่วมค้า JVCC กับ บริษัท เบสท์รินกรุ๊ป จำกัด ต่อมา 22 เม.ย. 2558 มีรายงานว่า กลุ่มกิจการร่วมค้าJVCC ซึ่งมี บริษัท ช.ทวี ดอลลาเซียน จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนกลุ่ม ชนะการประมูลโครงการนี้ ด้วยการเสนอราคาที่ไม่เพียงต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง บ.เบสท์รินกรุ๊ป เท่านั้น แต่ยังต่ำกว่าราคากลางอีกด้วย ท่ามกลางความหวังว่า ขสมก. น่าจะได้รับรถประมาณเดือน ก.ค. ปีเดียวกัน
ทว่าวันที่ 15 มิ.ย. 2558 ก็เกิดปัญหาขึ้น เมื่อมีรายงานว่า บ.เบสท์รินกรุ๊ป ไปร้องเรียนต่อนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ผ่านทาง คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) เกี่ยวกับการประกวดราคาที่ผ่านมา ทำให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงเดินสายร้องเรียนกับทุกหน่วยงานที่สามารถทำได้ กระทั่ง 18 พ.ย. 2558 ขสมก. จึงตัดสินใจ “ล้มกระดาน” ยกเลิกการประมูลดังกล่าวที่ทำมาตั้งแต่ต้นปีลง เริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด
8 ก.ค. 2559 การประมูลรอบใหม่เริ่มขึ้น แต่คู่ “ชิงดำ” ยังเหมือนเดิม ระหว่าง ช.ทวี ดอลลาเซียนฯ กับ เบสท์รินกรุ๊ป ทว่าผลคราวนี้ “ตรงข้าม” เพราะเป็น เบสท์รินกรุ๊ป ที่คว้าชัยชนะไปเพราะเสนอราคากลางได้ต่ำกว่า และแม้ว่าหลังจากนั้นจะมีข้อร้องเรียนให้ตรวจสอบบ้าง แต่ในวันที่ 30 ก.ย. 2559 ซึ่ง ขสมก. จัดงานฉลองครบ 40 ปีขององค์กร ณ สำนักงานใหญ่ย่านห้วยขวาง โดยมี นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (ในขณะนั้น) เป็นประธาน กล่าวยืนยันถึง “ของขวัญปีใหม่” นั่นคือคนไทยจะได้นั่งรถเมล์ NGV แน่นอนภายในเดือน ม.ค. 2560
อีกทั้งภายในงานดังกล่าว ยังมีการจัดแสดง “รถตัวอย่าง” พร้อมด้วยการย้ำของทั้งผู้บริหาร ขสมก. และผู้บริหาร เบสท์รินกรุ๊ป ว่าสามารถส่งรถเมล์ NGV ทั้ง 489 คัน ภายในเดือน ธ.ค. 2559 ซึ่งรถทั้งหมด “ชิ้นส่วนของจีน แต่ประกอบในมาเลเซีย” เนื่องด้วย บ.จีนเจ้าของรถ มีโรงงานสาขาในมาเลเซียอยู่แล้ว เพื่อให้ ขสมก. ได้ประโยชน์สูงสุดด้วยเงื่อนไข “ปลอดภาษีนำเข้า” หากเป็นรถที่ประกอบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
แต่แล้ว 13 ธ.ค. 2559 เค้าลางความวุ่นวายก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ กรมศุลกากร เปิดเผยว่า รถเมล์ NGV 100 คันแรกที่ บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด นำเข้ามาให้กับ เบสท์รินกรุ๊ป ในไทย “ไม่ใช่รถประกอบในมาเลเซีย” แต่เป็นรถที่ “นำเข้าจากจีนทั้งคัน” ทำให้ต้องอายัดรถทั้ง 100 คันดังกล่าวไว้เนื่องจากสำแดงรายละเอียดอันเป็นเท็จ ต่อมา 12 ม.ค. 2560 รถเมล์ลอตที่ 2 อีก 291 คัน ที่มาถึงหลังลอตแรกไม่นานนัก บ.ซุปเปอร์ซาร่า ตกลงจ่ายภาษีนำเข้าร้อยละ 40 ทำให้สามารถทยอยนำรถไปส่งให้กับ ขสมก. ได้ ส่วนอีก 98 คันที่เหลือ จะตามมาอีกในภายหลัง ยินดีจ่ายภาษีเช่นกัน
7 ก.พ. 2560 นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร นำรูปรถเมล์สีฟ้าแล่นออกจากเรือสินค้าจีน ที่ระบุว่า ถ่ายได้จากท่าเรือในมาเลเซีย มาเปิดเผยต่อหน้าคณะสื่อมวลชน ย้ำว่านี่เป็น “รถประกอบสำเร็จรูปแล้วจากจีน” อย่างชัดเจน จากนั้น 11 เม.ย. 2560 นายชัยยุทธ กล่าวย้ำอีกครั้งว่า “รถเมล์ทั้ง 489 คัน เป็นรถจีนทั้งหมด ไม่ใช่รถประกอบในมาเลเซียแม้สักคันเดียว” พร้อมนำหลักฐานชี้มูลความผิดยื่นต่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อดำเนินคดีต่อไป แบ่งเป็น 100 คันแรก ในข้อหาสำแดงเอกสารเท็จและเลี่ยงภาษี ส่วนอีก 389 คันหลังในข้อหาสำแดงเท็จข้อหาเดียว
12 เม.ย. 2560 คนกรุง “ฝันค้าง” เป็นรอบที่ 2 เมื่อ นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขสมก. ได้ “ยกเลิกสัญญา” โครงการรถเมล์ NGV ทั้ง 489 คัน กับทาง เบสท์รินกรุ๊ป แล้ว เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการส่งมอบรถเมล์ได้ตามสัญญา จากนั้น 6 พ.ค. 2560 นายสมศักดิ์ เปิดเผยถึงการประมูลครั้งใหม่ โดยระบุว่า “ห้าม บ.เบสท์รินกรุ๊ป เข้าร่วม” รวมถึงกรณีที่หาก เบสท์รินกรุ๊ป นำรถไปขายให้บริษัทอื่น บริษัทนั้นก็ไม่สามารถนำรถที่รับซื้อต่อมาร่วมประมูลได้ เพราะเงื่อนไขคือต้องเป็นรถใหม่เท่านั้น
ทว่า 20 มิ.ย. 2560 การประมูลก็เกิดปัญหาอีก เมื่อ ขสมก. ได้ส่งหนังสือถึง กรมบัญชีกลาง ขอความชัดเจนกรณี “ปรับราคากลาง” เพราะการประมูลรอบใหม่ “มีราคากลางสูงกว่าราคาที่ เบสท์รินกรุ๊ป ชนะการประมูลในครั้งก่อน” ทำให้ต้องเลื่อนการประมูลออกไปอย่างไม่มีกำหนด ต่อมาอีก 1 เดือนให้หลัง 20 ก.ค. 2560 มีรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ขสมก. มีมติ “ให้ปรับราคากลางจากเดิมที่ ขสมก. ตั้งไว้วงเงิน 4,020 ล้านบาท ลงมาอยู่ที่ 3,389 ล้านบาท” อันเป็นราคาที่ เบสท์รินกรุ๊ป ชนะการประมูลในครั้งที่แล้ว
24 ส.ค. 2560 เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ชาว กทม. ต้อง “รอเก้อ” เมื่อมีรายงานว่า ขสมก. ตัดสินใจยกเลิกการประมูลโครงการรถเมล์ NGV ด้วยเหตุผลว่าราคากลางที่ยึดตามราคาที่ เบสท์รินกรุ๊ป ชนะการประมูลนั้น “ต่ำเกินไป” จนไม่มีผู้ประกอบการรายใดสนใจ รวมถึงยังคงห้าม เบสท์รินกรุ๊ป เข้าร่วมประมูลเช่นเดิม จากนั้น 6 ก.ย. 2560 ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาว่า ขสมก. มีอำนาจ “ยึดเงินประกัน” ที่ทาง เบสท์รินกรุ๊ป วางไว้กับ ขสมก. จำนวน 338 ล้านบาท เนื่องด้วย เบสท์รินกรุ๊ป ทำผิดสัญญาส่งมอบรถกับ ขสมก. โดยไม่สามารถส่งมอบได้ตามกำหนด
แต่ทั้งนี้หากในอนาคต หากมีคำพิพากษาว่า เบสท์รินกรุ๊ป ไม่มีความผิดในคดีสำแดงเท็จและเลี่ยงภาษี ก็ย่อมมีสิทธิ์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก ขสมก. ได้เช่นกัน ต่อมา 4 ต.ค. 2560 นายประยูร ช่วยแก้ว รักษาการ ผอ.ขสมก. เปิดเผยว่า การประมูลครั้งต่อไปจะเริ่มเปิดให้ผู้สนใจซื้อซองประกวดราคา ตั้งแต่ 4 ต.ค.-7 พ.ย. 2560 โดยครั้งนี้ใช้ราคากลางอยู่ที่ 4,020 ล้านบาท แม้จะมีผู้สนใจซื้อซองประกวดราคาในครั้งนี้ถึง 8 ราย
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเส้นตายในวันที่ 7 พ.ย. 2560 กลับไม่มีแม้แต่รายเดียวที่มายื่นขอร่วมประมูล ทำให้ ขสมก. ต้องประกาศยกเลิกการประมูลอีกครั้ง โดย นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังจากนี้มีความเป็นไปได้ที่อาจจะใช้ “วิธีพิเศษ” ในการจัดซื้อ
คนกรุงเทพฯ ทั้งที่เป็นผู้โดยสาร และพนักงาน ขสมก. จึงยังคงต้องรอ “รถเมล์คันใหม่” กันต่อไป!!!