ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า’
http://www.naewna.com/likesara/303324

มหากาพย์‘รถเมล์NGV’(1) 12ปี….ล้มแล้วล้มอีก
องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กำเนิดขึ้นในปี 2519 เพื่อจัดระเบียบการให้บริการรถประจำทาง (รถเมล์) ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ก่อนหน้านั้นเต็มไปด้วยปัญหามากมาย อาทิ การเดินรถทับเส้นทางเดียวกันของผู้ประกอบการหลายบริษัทจนเกิดเหตุทะเลาะวิวาทเพราะแย่งกันรับผู้โดยสาร หรือผู้ประกอบการบางรายเลิกกิจการไปเพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหว ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการในเส้นทางนั้นๆ ทำให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ตัดสินใจตั้ง ขสมก. ขึ้นมาเป็น “องค์กรกลาง” คลี่คลายสารพัดปัญหาดังกล่าว
วันเวลาผ่านไป 4 ทศวรรษ ที่ ขสมก. เป็นแกนหลักในการจัดบริการเดินรถประจำทางในเมืองหลวงและจังหวัดข้างเคียง แม้มุมหนึ่งจะได้รับคำชมในด้านบริการว่ามีปัญหาน้อยกว่ารถร่วมเอกชน แต่อีกมุมหนึ่ง ขสมก. ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่พอสมควร อาทิ ภาวะขาดทุนสะสมจนรัฐบาลทุกยุคสมัยต้องเจียดเงินไปอุดหนุนปีละหลายพันล้านบาท รวมถึงกรณี “รถเมล์ NGV” ที่มีปัญหายืดเยื้อยาวนาน จนเมื่อ 7 พ.ย. 2560 มีรายงานว่า ขสมก. ตัดสินใจ “ยกเลิก” การประมูลโครงการที่พยายามจะให้เกิดขึ้นตลอดมากว่าทศวรรษ หลังไม่มีเอกชนรายใดสนใจ
เรื่องราวของรถเมล์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas Vehicles – NGV) เป็นเชื้อเพลิง “ปรากฏเป็นข่าวครั้งแรกในปี 2548” สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศในขณะนั้น) แห่งพรรคไทยรักไทย เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ลงวันที่ 29 พ.ย. 2548 ระบุว่า ด้วยทาง ขสมก. รายงานมาว่ารถเมล์จำนวนมากของ ขสมก. มีสภาพเก่าทรุดโทรม อีกทั้งยังปล่อยควันดำเป็นมลพิษไม่เหมาะสมที่จะนำมาวิ่งบนท้องถนน จึงเห็นควรปรับปรุงสภาพรถให้ดีขึ้น
“โดยจัดหารถใหม่มาใช้ทดแทนรถเก่าที่เสื่อมสภาพ รวมทั้งนำรถโดยสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ชำรุดมากมาซ่อมบำรุงให้เป็นรถปรับอากาศ และใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) เป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันดีเซล เพื่อลดปัญหามลพิษจากไอเสียเครื่องยนต์ และนำระบบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (Smart Card) มาใช้จำหน่ายเป็นตั๋วโดยสารรายเดือน โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ขณะนั้นคือ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล) รับไปพิจารณาดำเนินการโดยด่วน ทั้งนี้ ให้หารือรายละเอียดกับรองนายกรัฐมนตรี (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ด้วย”
ผ่านไป 3 เดือนเศษ “วันแห่งความรัก” 14 ก.พ. 2549 รัฐบาลนายกฯ ทักษิณ มีมติ ครม. ให้จัดหารถโดยสารปรับอากาศใหม่ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) เป็นเชื้อเพลิง เพื่อทดแทนรถโดยสารเก่าจำนวน 2,000 คัน ของ ขสมก. โดยให้เป็นโครงการลงทุนพิเศษของรัฐเพื่อการพัฒนาประเทศ (โครงการที่ 32) และให้ดำเนินการต่อไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการดำเนินโครงการลงทุนพิเศษของรัฐเพื่อการพัฒนาประเทศ พ.ศ. 2549 ทว่าหลังจากนั้นก็เกิดวิกฤติทางการเมือง และจบลงด้วยการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เสียก่อน จึงไม่ทันได้เริ่มดำเนินการ
29 ก.ย. 2552 หลังโครงการรถเมล์ NGV เงียบหายไปราว 3 ปี รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจ “ปลุกชีพ” ขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีมติ ครม. ในวันดังกล่าว ว่าด้วยแผนปรับปรุงการบริหารจัดการและบริการระบบขนส่งมวลชนของ ขสมก. ซึ่งระบุว่า ครม. เห็นชอบให้จัดหารถเมล์ที่ใช้ “CNG” (Compressed Natural Gas) อันเป็นอีกชื่อหนึ่งของ NGV เป็นเชื้อเพลิง จำนวน 4,000 คัน ทั้งนี้ในสมัยรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ มีความชัดเจนขึ้นมาประการหนึ่ง คือจะใช้วิธีการ “เช่า” สำหรับการจัดหารถเมล์ในโครงการนี้
“โดยวิธีการเช่า โดยให้ยึดหลักการในการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส เปิดกว้าง และมีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม โดยมีคณะกรรมการพิจารณากำหนดราคากลางที่เหมาะสม ตามความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในการประชุมเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2552 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ และให้กระทรวงคมนาคมจัดทำแผนและขั้นตอนเพื่อการจัดหารถโดยสารดังกล่าวในรายละเอียดร่วมกับ ขสมก. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง”
26 เม.ย. 2554 รัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ มีมติ ครม.อีกครั้ง โดยระบุว่า ให้จัดหารถโดยสารใหม่ทดแทนรถโดยสารเก่าที่ปลดระวาง เสียหาย ซ่อมบำรุงไม่ได้ และมีอายุการใช้งานเกิน 17 ปี ขึ้นไป ในจำนวนไม่เกิน 1,957 คัน ประกอบด้วย รถธรรมดา 1,579 คัน และรถปรับอากาศ 378 คัน ทั้งนี้ให้ใช้บริการอุตสาหกรรมการต่อรถและซ่อมบำรุงรถในประเทศเป็นสำคัญ เพื่อส่งเสริมการจ้างงานภายในประเทศสำหรับในส่วนของเครื่องยนต์แชสซีส์ (Chassis) ให้ดำเนินการโดยจัดประมูลเป็นการทั่วไป เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและยุติธรรมในกระบวนการสรรหา
แต่แล้วเมื่อนายอภิสิทธิ์ ประกาศยุบสภาเมื่อค่ำวันที่ 9 พ.ค. 2554 และมีการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. ปีเดียวกัน รัฐบาลใหม่โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็น “พรรครุ่นที่ 3” ของขั้วการเมืองชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังเป็นน้องสาวของอดีตนายกฯ ทักษิณอีกด้วย แต่ถึงกระนั้น โครงการรถเมล์ NGV ในยุคนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังได้รับการสานต่อ โดยเปลี่ยนวิธีการ “จากเช่าเป็นซื้อ” โดยเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2555 คณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ที่มี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
อนุมัติให้ ขสมก. ทำการจัดซื้อรถเมล์ จำนวน 3,153 คัน วงเงิน 13,163 ล้านบาท เพื่อใช้งานในระยะเวลา 10 ปี โดย นายศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ ปลัดกระทรวงคมนาคม (ในขณะนั้น) เปิดเผยว่า เหตุที่เปลี่ยนจากการเช่ามาเป็นการซื้อเพราะคุ้มค่ามากกว่า เนื่องจากมีบริการซ่อมบำรุงให้ด้วย นอกจากนี้ในวันดังกล่าว ที่ประชุม กนร. ยังมีมติให้ปรับปรุงรถเมล์เดิมที่มีอยู่จำนวน 353 คัน โดยเปลี่ยนเครื่องยนต์จากดีเซลไปเป็น NGV เพื่อลดต้นทุน กำหนดวงเงินปรับปรุงคันละไม่เกิน 1 ล้านบาท
ทว่าโครงการยังไม่ทันคืบหน้า ช่วงปลายปี 2556 ก็เกิดวิกฤติทางการเมืองอีกครั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประกาศยุบสภาในเช้าวันที่ 9 ธ.ค. 2556 แต่วิกฤติยังยืดเยื้อต่อไป มีการชุมนุมจนไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ กระทั่งช่วงเย็นวันที่ 22 พ.ค. 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ในขณะนั้น) ตัดสินใจเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง ในนาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อคลี่คลายวิกฤติดังกล่าว และหลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ปีเดียวกัน
9 ต.ค. 2557 มีความเคลื่อนไหวจากกระทรวงคมนาคม โดย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ เปิดเผยว่า ได้เห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก. สอดคล้องกับ นายนเรศ บุญเปี่ยม รักษาการผู้อำนวยการ ขสมก. (ในขณะนั้น) ที่เปิดเผยในวันเดียวกันว่า ขสมก. อนุมัติข้อกำหนดสัญญาว่าจ้าง (Term of Reference – TOR) โครงการรถเมล์ NGV จำนวน 3,183 คัน วงเงิน 13,162.2 ล้านบาท แบ่งเป็นระยะแรกคือ “รถปรับอากาศประกอบสำเร็จ จำนวน 489 คัน” ส่วนที่เหลืออีก 2,694 คัน เป็นโครงการในระยะต่อไป
แต่ทว่า จนกระทั่ง ณ ปัจจุบัน “วิกฤติการประมูล” ก็ทำให้ยังไม่มีรถ 489 คันที่ว่า..ออกมาวิ่งบนท้องถนนเมืองกรุงแม้แต่คันเดียว!!!
