ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/304091

กระจายอำนาจ50เขต ทางออกวิกฤติเมืองกรุง?
“กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง เมืองศูนย์กลางการปกครอง วัด วัง งามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย” คำขวัญประจำ กรุงเทพมหานคร (กทม.)เมืองที่เกิดขึ้นจากการควบรวม “จังหวัดพระนคร” กับ “จังหวัดธนบุรี” เข้าด้วยกันในปี 2515 ทว่าในความเป็นจริง ราวกับทุกอย่างจะเป็นตรงข้าม เพราะมองไปทางไหนก็เจอแต่สารพัดปัญหา ทั้งเรื่องของการจราจรที่เลวร้ายเข้าขั้น “ท็อปไฟว์” 1 ใน 5 ของโลกทุกปี แถมบางปียัง “ครองแชมป์” อีกต่างหาก
หรือความแออัดของประชากร ที่เคยมีข้อมูลระบุว่า กทม. มีประชากรในทะเบียนบ้านราว 5 ล้านคน แต่มี “ประชากรแฝง” อีกกว่าเท่าตัว ทำให้ใน กทม. มีคนอยู่รวมกันมากกว่า 10 ล้านคนจากคนไทยทั้งหมด 66 ล้านคน เหล่านี้นำมาซึ่ง “ความเครียด” เพราะชีวิตประจำวันต้อง “แก่งแย่งชิงดี” กันตลอดเวลา อาทิ การใช้พื้นที่บนท้องถนนที่พบการทำผิดกฎจราจรด้วยสาเหตุแห่ง “ความเร่งรีบ” ต้องการไปให้ถึงให้ทันเวลาท่ามกลางปริมาณรถคับคั่ง

สืบเนื่องจากในปี 2504 ที่ประเทศไทยนั้นมี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 อันเป็น “หมุดแรก” ของการเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมไทย“จากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม” ดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศให้ละทิ้งเรือกสวนไร่นา อพยพเข้ามาหางานทำตามโรงงานที่ขณะนั้นส่วนมากตั้งอยู่ใน กทม. และจังหวัดปริมณฑล จากวันนั้นถึงวันนี้ 56 ปีผ่านไป อะไรๆ ก็ยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเท่าใดนัก กรุงเทพฯ ยังคงเป็น “เมืองโตเดี่ยว” และเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการมาเรียนต่อหรือทำงาน เนื่องด้วยมีความพร้อมในทุกด้านมากกว่าอีก
76 จังหวัดที่เหลือ
ที่งานเสวนา เปิดตัวหนังสือ “เมือง กิน คน” ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายในงานนี้เริ่มต้นด้วยการปาฐกถาของ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่ง ดร.เอนก ระบุว่า วันนี้ต้องสนใจคำว่า“นคราภิวัฒน์” ที่หมายถึงกระบวนการที่เกิดจากพัฒนาอุตสาหกรรมตามเมืองต่างๆ รวมถึงการท่องเที่ยว และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ปัจจุบันไม่ใช่เรื่องของท้องถิ่น แต่เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องเข้าใจเรื่องเมืองและการพัฒนาเมือง
“ภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยนับว่ามีความใหญ่โตเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะเมืองที่ถูกยกขึ้นเป็นเมืองระดับโลก เช่น กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต พัทยา และเชียงใหม่ เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมาเยือนเป็นจำนวนมาก แต่การบริหารเมืองของไทยไม่ได้ถูกวางแผนให้เป็นระบบอย่างที่ควร หลายเมืองมีความตั้งใจให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมกลับกลายเป็นเมืองท่องเที่ยว จึงต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ตามความเป็นจริงเสียมากกว่า” ดร.เอนก กล่าว
ซึ่งเรื่องของการบริหารเมืองนั้น ศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่สุดคือ “เมืองเป็นที่อยู่ของคน” ซึ่งทุกเรื่องเกี่ยวพันกันไปหมด ประโยชน์ของบุคคลหนึ่งก็ไปกระทบกระเทือนคนอื่นด้วย เช่น ปัญหาน้ำท่วมส่วนใหญ่เป็นผลของความใช้ไม่ได้ของระบบผังเมือง ประชากรส่วนใหญ่ต้องการพื้นที่เรียบๆ ก็มีการถมที่ กลัวน้ำจะท่วมก็ถมให้สูงขึ้นไปอีก

“เชียงใหม่มีการขยายบ้านและเขตราชการรอบดอยสุเทพ ทำให้ร่องน้ำและลำห้วยกว่า 70 กว่าลำห้วยถูกปิดด้วยเหตุผลนานัปการ พอฝนตกลงมาเป็นจำนวนมาก น้ำฝนก็ไหลสู่ที่ต่ำที่สุด ก็เลยกลายเป็นคลองระบายน้ำขนาดใหญ่บนถนนสุเทพและหลายๆ จุด” ศ.ดร.ธเนศวร์ ระบุ
ขณะที่ ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงชื่อของงานและชื่อหนังสือ “เมือง กิน คน” ว่า เริ่มจากเรื่องสุขภาวะเมือง เวลาพูดถึงเมืองที่มีสุขภาวะแล้วคุณพูดถึงใคร ซึ่งตนพยายามอธิบายว่า เมือง กิน คนเป็นชื่อที่เรียงกันสามคำ คือคำว่า เมือง กิน คน สิ่งสำคัญเวลาเรียนรู้เรื่องเมืองคือการกินชีวิตกันในเมือง คำนี้พัฒนาจากทฤษฎีฝ่ายซ้ายว่าด้วยวิภาษวิธี (dialectic) มนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นและมีชีวิตที่ดีได้ด้วยการกินชีวิตคนอื่น แล้วการกินในพื้นที่หนึ่งๆ มันมีรูปแบบอย่างไร
“เรานั่งในห้องแอร์เย็นๆ แล้วเราเห็นใจคนที่ร้อนไหม? เราอยากได้เมืองที่สวยแล้วเราต้องขับไล่คนจำนวนหนึ่งออกจากเมืองไหม? ทำอย่างไรเราจะออกแบบเมืองที่เราอยู่ด้วยกันได้?” อาจารย์พิชญ์ เปิดประเด็นชวนคิด
ย้อนกลับมาที่ กทม. แบบเจาะจง อาจารย์พิชญ์ มองว่า สิ่งเดียวที่ กทม. “ก้าวหน้า” กว่าจังหวัดอื่นๆ คือการได้ “เลือกตั้งผู้ว่าราชการ” เท่านั้น แต่องค์ประกอบอื่นๆ นั้น “ล้าหลัง” โดยเฉพาะการทำงานในระดับ “เขต” ที่ทั้ง 50 เขตไม่มีภาระความรับผิดชอบกับประชาชน “ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ กทม. คือเขต ถ้าไม่รื้อระบบเขตก็ไม่สามารถพัฒนา กทม. และประชาธิปไตยของประเทศได้” เช่น ปัญหาน้ำท่วมซึ่งไม่มีใครรู้ว่าผู้ว่าการเขตเป็นใคร ชื่ออะไร จุดนี้หากเปรียบเทียบกับ“เทศบาล” ของจังหวัดอื่นๆ จะพบว่าเทศบาลนั้นทำงานกับประชาชนมากกว่า
สอดคล้องกับ ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC) ที่ยกตัวอย่าง กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งแม้จะมีเนื้อที่เล็กกว่า กทม. ถึง 15 เท่า แต่แบ่งย่อยเป็นเขตการปกครอง มีการเลือกตั้งสองระดับทั้งนายกเทศมนตรีปารีสและเลือกตั้งผู้บริหารระดับเขต หรือจะเป็น กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่ในช่วงทศวรรษ 1980’s (ราวปี 2523-2532) เมื่อเห็นว่าเมืองมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะรวมศูนย์การปกครองได้ จึงแบ่งออกเป็นเขตปกครองย่อยๆ ขณะที่ กทม. นั้นทั้ง 50 เขต ต้องรอฟังคำสั่งผู้ว่าฯ กทม. เพียงคนเดียว
ดร.นิรมล ยกตัวอย่างโครงการ “ยานนาวา ริเวอร์ฟรอนท์” บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS ตากสิน ความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดที่ “รถ-ราง-เรือ เชื่อมต่อกัน” อีกทั้งยังมีทั้งโรงเรียน โรงแรม และชุมชนแออัดที่สุดแห่งหนึ่งของ กทม. เป็นพื้นที่แปลงใหญ่ที่เจ้าของจำนวนร้อยละ 85 เป็นศาสนสถาน หน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ทั้งที่เป็นพื้นที่กลางเมืองและเป็นพื้นที่ริมน้ำ แต่ก็ไม่มีพื้นที่ทางกายภาพให้คนมาคุยกัน

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการดึงทุกภาคส่วนในพื้นที่มาหารือร่วมกัน จนได้ข้อสรุปในปี 2556 ว่าจะพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน จากนั้นได้มีการพูดคุยกันระหว่างเจ้าของที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการออกแบบพื้นที่ 1 กิโลเมตร ให้สอดคล้องกับเจ้าของที่ดินแต่ละรายจนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในปี 2558 แต่แล้วโครงการก็ต้อง “เป็นหมัน” พับเก็บกลับไป เพราะ “องค์กรใหญ่ที่สุดอย่าง กทม. รับนโยบายจากรัฐบาลเพื่อสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา 14 กิโลเมตร” และให้ความสำคัญกับโครงการนั้น มากกว่าโครงการยานนาวา ริเวอร์ฟรอนท์ ที่ชุมชนท้องถิ่นมีฉันทามติร่วมกัน
“ช่วงหนึ่งปารีสทำการสำรวจพบว่าด้านตะวันตกมีการเคหะเพื่อสังคม (Social Housing) ต่ำกว่ากฎหมายกำหนด เพราะเป็นพื้นที่คนรวย ทางเมืองปารีสจึงมีนโยบายที่จะไปแทรกแซงเขต 16 ในปารีส ปรากฏว่าคนประท้วงกันจนเป็นข่าวใหญ่โต เพราะคนรวยไม่อยากให้คนจนมาอยู่ในเขตของตน นายกเทศมนตรีเขต 16 ให้สัมภาษณ์ว่าเขตจะฟ้องเมืองกลับโทษฐานจัดนโยบายขัดกับคนในพื้นที่ วิธีคิดแบบนี้มันไม่มีในสมการของคนในกรุงเทพหรือแม้แต่เมืองไหนก็ตาม” ดร.นิรมล ยกตัวอย่างบริบทชุมชนที่หลากหลาย แม้จะเป็นภายในเมืองเดียวกัน
ปัจจุบันแนวคิดการพัฒนาของโลกมุ่งไปในทาง “เสื้อสั่งตัด” (Customized) มากกว่า “เสื้อเหมาโหล” (One Size Fits All) เพราะแต่ละพื้นที่แต่ละท้องถิ่นมีบริบท มีปัญหามีความต้องการแตกต่างกัน แม้กระทั่งเมืองที่เจริญที่สุดในประเทศอย่าง กทม. ก็มีทั้งเขตเมืองเก่า เขตอาคารสูงหนาแน่น ไปจนถึงเขตรอบนอกที่ยังมีพื้นที่เป็นป่าเป็นทุ่ง ทว่าโครงสร้างการบริหาร กทม. ยังเป็นแบบรวมศูนย์อำนาจทั้ง 50 เขต ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไหนๆ ก็มีสัญญาณแล้วว่า “การเลือกตั้งท้องถิ่น” รวมถึง กทม. น่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ โครงสร้างดังกล่าวที่ใช้มานาน
ถึงเวลาต้อง “เปลี่ยน” แล้วหรือไม่?