ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/304694

‘บ้านผาสุข’ชุมชนต้นแบบ ใช้ทักษะ‘วิจัย’แก้ปัญหานํ้า
“R&D – Research & Development” เอ่ยถึง 2 คำนี้ที่แปลเป็นไทยได้ว่า “วิจัยและพัฒนา” หลายคนคงรู้สึกว่าเป็นเรื่อง “ยากและไกลตัว” สำหรับชาวบ้านหาเช้ากินค่ำทั่วไป แล้วก็บอกว่าควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ “ปัญญาชน” นักวิชาการดีกรีปริญญาทั้งหลายในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำกันไปดีกว่า เพราะลำพังชาวบ้านอย่าว่าแต่ไปลงมือทำเองเลย เพียงแค่อ่านเอกสารผลงานที่เผยแพร่ออกมาเฉยๆ ก็รู้สึก “มึน” เสียแล้วกับคำศัพท์ที่เข้าใจยากแถมบางทียังเป็นภาษาต่างประเทศอีกต่างหาก
ทว่าจริงๆ แล้ว การวิจัยและพัฒนาเป็นทักษะที่ “ใกล้ตัว” ทุกคนมากกว่าที่คิด และแม้แต่ระดับประชาชนคนธรรมดาๆ ก็สามารถนำไปแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของตนได้ ดังเรื่องเล่าจาก “บ้านผาสุข” ชุมชนเล็กๆ ที่มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 130 ครัวเรือน ตั้งอยู่ ต.ภูฟ้า อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ผู้คนในหมู่บ้านผาสุขดำรงชีวิตด้วยการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และเป็นแหล่งอาหารมาช้านาน กระทั่งวันหนึ่งก็เกิดปัญหา “ทรัพยากรน้ำขาดแคลน” จนลุกลามไปเป็น “ความขัดแย้ง” ของเพื่อนบ้านร่วมชุมชนเดียวกัน
“คนในชุมชนเกิดความไม่เข้าใจเรื่องการใช้น้ำของแต่ละครัวเรือนที่ไม่เท่ากันบางครัวเรือนใช้มาก บางครัวเรือนใช้น้อย ทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำใช้ เพราะความเข้าใจผิดแม้จะอธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใจกลายเป็นปัญหาถกเถียงกันของคนในชุมชน”

(ซ้าย) เอกพล ศิริทรัพย์อุดม, (ขวา) สถาพร ใจปิง
คำบอกเล่าจาก เอกพล ศิริทรัพย์อุดมผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ม.3 บ้านผาสุข ถึงเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อน โดยเมื่อย้อนไปในปี 2545 ชุมชนเริ่มประสบปัญหาน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้านโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ถึงขั้นต้องแย่งชิงน้ำเพื่อใช้อุปโภคบริโภค เพราะ “ชุมชนไม่เห็นข้อมูลที่แท้จริงของปัญหาในเรื่องของการจัดการน้ำในชุมชน” และยังขาดทักษะการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากในอดีตชาวบ้านรู้จักแต่การทำไร่เลื่อนลอย ต่อมาเมื่อเปลี่ยนมาทำนาก็ต้องดึงน้ำไปใช้ทำนามากขึ้น นอกจากนี้มีการปล่อยน้ำทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์
เอกพล เล่าต่อไปว่า ในเวลาต่อมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ส่งทีมงานเข้ามาฝึกอบรมให้ชาวบ้านมีทักษะการวิจัย ซึ่งตนเป็นคนหนึ่งที่เข้าร่วมอบรมด้วย แน่นอนว่าตอนแรกๆก็รู้สึก “ไม่มั่นใจว่าจะทำได้” แต่เมื่อผ่านไปสักพัก เมื่อเริ่มเข้าใจแล้วกลับพบว่า “จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องยาก” และยังมีประโยชน์ต่อชุมชนอย่างมากอีกด้วย ทำให้ความคิดของตนและชาวบ้านเกี่ยวกับคำว่าวิจัยค่อยๆ เปลี่ยนไป
“ก่อนนี้เราไม่เคยรู้เรื่องการทำวิจัยมาก่อนตอนนี้เรารู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร เป็นการระดมความคิด ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ทำให้รู้ว่าจะต้องทำอะไรก่อนอะไรหลัง นำมาสู่การวางแผน สืบค้นปัญหา จัดเก็บข้อมูล ตั้งแต่การใช้น้ำของแต่ละครัวเรือน สำรวจแหล่งต้นน้ำ สอบถามผู้สูงอายุและปราชญ์ชุมชน จดบันทึก ลงพื้นที่สำรวจ และนำข้อมูลทั้งหมดมารวบรวมจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลายเป็นคู่มือของชุมชน ที่นำมาใช้เป็นแนวทางการบริหารจัดการน้ำของชุมชน แตกต่างจากที่เคยทำมา ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มีข้อมูลเป็นของชุมชนเอง” เอกพล เล่าอย่างภูมิใจ

แผนที่ชุมชนบ้านผาสุข
ข้อค้นพบจากการวิจัยของชุมชนบ้านผาสุข ได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในชุมชนเพื่อฟื้นฟูรักษาป่าต้นน้ำ และให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน จนเกิดเป็น 1.กฎกติกาของชุมชน ด้วยการใช้หลัก “ธรรมาภิบาล” ในการจัดสรรน้ำ และการเข้าใช้ประโยชน์จากดิน น้ำ ป่า 2.การฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำและปลูกป่าเสริม ตามความเชื่อและการใช้ประโยชน์จากป่าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โดยแบ่งการใช้ประโยชน์ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ป่าต้นน้ำ ป่าอนุรักษ์ และป่าใช้สอย สำหรับ “ป่าชุมชน-พื้นที่ทำกิน” ได้ผ่านการจัดทำ “โฉนดชุมชน” ที่ชาวบ้านได้ร่วมกันนำเสนอต่อผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ และได้รับงบประมาณสนับสนุนในการดำเนินการจากชลประทานจำนวน 27 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้รับงบประมาณจากโครงการประชารัฐอีก 250,000 บาทเพื่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ ระยะทาง 12,000 เมตร เพื่อแก้ไขปัญหาการแย่งน้ำเพื่อการเกษตรบริเวณลำน้ำมางกับห้วยป่าแอ้ว ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำเพื่อการเกษตรได้ 23 ไร่
และ 3.การใช้ข้อมูลงานวิจัยที่เป็นข้อเท็จจริงมาเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจ นำไปสู่การพูดคุยและหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสันติ ลดปัญหาความขัดแย้งในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเรื่องนี้ เอกพล ระบุว่า “ข้อดีอย่างหนึ่งของการทำงานวิจัย คือทำให้คนในชุมชนสามัคคีกัน”ได้เรียนรู้ว่าถ้ารู้จักแบ่งปันจะไม่เกิดการทะเลาะวิวาทแย่งชิง และการอยู่ร่วมกันถ้าไม่ช่วยกันคิด ไม่ช่วยกันทำ ปัญหาทุกอย่างก็จะไม่มีทางออก
“ทุกชุมชนควรนำงานวิจัยมาใช้เพราะถือเป็นสิ่งสำคัญและมีประโยชน์มากดังเช่นที่ชุมชนบ้านผาสุขได้รับ ทำให้เราได้ข้อมูลที่สามารถสะท้อนหรือนำเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐเพื่อใช้พิจารณาได้ทันที โดยเฉพาะเรื่องระบบน้ำหรือชลประทาน จึงอยากเห็นชุมชนอื่นๆ ทำงานวิจัยเช่นกัน อย่าคิดว่าเป็นปัญหาหนัก ทำไม่ได้ เพราะเมื่อลงมือทำ สุดท้ายก็จะทำได้ และไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด” เอกพล กล่าวย้ำ
ขณะที่ สถาพร ใจปิง สมาชิกทีมนักวิจัยชุมชนบ้านผาสุข กล่าวเสริมว่า งานวิจัยนี้ทำให้เกิดระบบการบริหารจัดการน้ำที่เข้าไปมีส่วนช่วยลดความขัดแย้งของคนในชุมชนโดย “สันติวิธี” อาศัยกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการสืบค้นหาสาเหตุ และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการหาทางออก ตลอดจนสร้างจิตสำนึกให้คนในชุมชนรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงร่วมกันพัฒนาชุมชนและพื้นที่ในการสร้างคุณภาพทรัพยากร และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
“ที่สำคัญผลงานวิจัยนี้ เป็นการดำเนินงานโดยชาวบ้านซึ่งเป็นคนในชุมชนที่ประสบปัญหาโดยตรง ซึ่งสามารถลดปัญหาความขัดแย้งการใช้น้ำทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่เป็นปัญหาสะสมมานานได้” สถาพร กล่าวทิ้งท้าย