ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/304572

ระบบขนส่งเมืองกรุงสุดเสี่ยง! ผลสำรวจเผย’สายหื่น’แฝงตัวเพียบ
21 พ.ย.60 ที่งานแถลงข่าวกิจกรรมรณรงค์เมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง (Safe City for Women) เนื่องในวันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากลปี 2560 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แยกปทุมวัน กรุงเทพฯ นางวราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานส่งเสริมสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,654 คน ที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะประเภทต่างๆ ในกรุงเทพฯ เกี่ยวกับปัญหาการคุกคามทางเพศ
พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 35 ระบุว่า ตนเองเคยมีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศเมื่อใช้บริการขนส่งสาธารณะ และในจำนวนดังกล่าวเป็นเพศหญิงถึงร้อยละ 45 นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างที่เคยมีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศ ระบุว่าเหตุการณ์ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีนับจนถึงวันที่ให้ข้อมูล ชี้ให้เห็นว่าปัญหาการคุกคามทางเพศยังเป็นปัญหาที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ณ ปัจจุบัน
นางวราภรณ์ กล่าวต่อไปว่า พฤติกรรมคุกตามทางเพศที่กลุ่มตัวอย่างตอบว่าพบเจอมากที่สุด อันดับ 1 ลวนลามด้วยสายตา เช่น มองช้อนใต้กะโปรง จ้องไปที่หน้าอก อันดับ 2 ถูไถถูกเนื้อต้องตัว ทั้งที่ผู้คนในสถานที่และเวลานั้นไม่ได้แน่นขนาดต้องยืนเบียดกัน นอกจากนี้ยังมีการผิวปากแซว พูดจาแทะโลม ชวนคุยเรื่องลามก ไปจนถึงกรณีที่มีสถิติไม่มากนักแต่เป็นพฤติกรรมที่เข้าขั้นรุนแรง เช่น การโชว์อวัยวะเพศ การใช้อวัยวะเพศถูไถร่างกาย การแสดงการสำเร็จความใคร่ให้เห็น

“ถามว่าเหตุเกิดที่ไหนมากที่สุด? แน่นอนอันดับต้นๆ คือรถโดยสารประจำทางเพราะมีผู้ใช้บริการมาก แต่ที่น่าสนใจคือบนรถมอเตอร์ไซค์ ในแง่ที่ผู้ตอบแบบสอบถามก็ไม่ได้ตอบว่าใช้บริการมากเป็นอันดับ 2 แต่เป็นสถานที่ที่ตอบว่าถูกคุกตามมากเป็นอันดับ 2 ต่อมาก็จะเป็นแท็กซี่กับรถตู้ ซึ่งก็เป็นพื้นที่ปิดหรืออาจจะอยู่ใกล้ชิดตามลำพังกับคนขับ และอันดับ 5 คือรถไฟฟ้า” นางวราภรณ์ กล่าว
ผจก.แผนงานส่งเสริมสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สสส.กล่าวอีกว่า ร้อยละ 33 ของกลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า แม้ตนเองไม่เคยถูกคุกคามทางเพศโดยตรง แต่เคยเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวบนระบบขนส่งสาธารณะ เมื่อถามต่อไปว่าพบเห็นแล้วทำอย่างไร ร้อยละ 13 ของกลุ่มตัวอย่างที่เคยพบเห็นเหตุการณ์ ตอบว่านิ่งเฉยหรือเดินหนี ขณะที่ร้อยละ 28 ตอบว่าแจ้งพนักงานประจำรถ และยังมีบางส่วนพยายามเข้าไปขัดขวางแทรกแซง ซึ่งยังเป็นเรื่องดีที่มีคนพร้อมจะแสดงออกว่าไม่ยอมรับพฤติกรรมดังกล่าว
“เท่าที่เคยมีการสำรวจในประเทศอื่นๆ พบว่าผู้กระทำจริงๆ มีไม่เยอะแต่เป็นผู้ที่กระทำซ้ำๆ และสาเหตุที่กระทำซ้ำๆ เพราะตอนที่เขากระทำไม่มีใครเข้าไปยุ่ง ผู้ที่ถูกกระทำเองเท่าที่เคยพูดคุยก็จะรู้สึกช็อก ทำอะไรไม่ถูก ขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์อาจจะนิ่งเฉย ไม่เข้าไปแทรกแซงอย่างชัดเจน อันนี้เป็นประเด็นที่เห็นว่าเป็นจุดสำคัญ เพราะผู้กระทำจำนวนไม่น้อย ถ้าเห็นว่ามีคนเข้ามายุ่งเข้ามาแทรกแซงก็จะหยุดพฤติกรรม” นางวราภรณ์ ระบุ

ขณะที่ นางยงค์ ฉิมพลี คณะกรรมการป้องปรามและแก้ไขปัญหาการคุกคามทางเพศในการทำงาน องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ตนมีอาชีพเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารรถประจำทาง หรือกระเป๋ารถเมล์สังกัด ขสมก. พบเห็นพฤติกรรมคุกคามทางเพศอยู่เป็นระยะๆ อาทิ ผู้หญิงนั่งเบาะเดี่ยวชิดหน้าต่างแล้วผู้ชายยืนชิดในลักษณะใช้อวัยวะเพศถูไถไปที่ไหล่ของผู้หญิง ซึ่งผู้หญิงจะไม่สามารถหลบหลีกได้ ที่ผ่านมาต้องพยายามใช้คำพูดบางอย่างเพื่อให้ผู้กระทำยุติพฤติกรรมดังกล่าว โดยที่ต้องไม่ให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ เข้าใจผิดว่าแสดงกิริยาไม่สุภาพด้วย
“มันเป็นดาบสองคมเหมือนกัน ถ้าเราใช้วาจาไม่สุภาพแล้วถูกรายงานไปเราก็ถูกลงโทษ เราก็จะไปบอกกับผู้กระทำว่า..ขอโทษค่ะ! คุณพี่จะลงที่ไหนคะ? ถ้ายังไม่ลงรบกวนช่วยขยับเข้าข้างในหน่อยได้ไหม?..ทำแบบนี้เพื่อจะไม่ให้มีบุคคลที่ 3 เข้าใจว่าเราไปไล่ผู้โดยสาร เพราะบางทีผู้โดยสารที่กระทำ เขาเกิดความอับอายเขาก็จะลงจากรถเลย ผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็จะบอกว่าพนักงานไล่ผู้โดยสารลงแน่นอน” นางยงค์ กล่าว
ด้าน น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์ ผู้แทนจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมองในแง่กฎหมายที่มีอยู่ เช่นคำว่า “อนาจาร” ก็ยังมีข้อถกเถียงว่าพฤติกรรมอย่างไรเข้าข่ายบ้าง จึงอยากให้ระบุในกฎหมายให้ชัดเจน นอกจากนี้ การติดตั้งกล้องวงจรปิดบนรถประจำทาง ที่ขณะนี้ทาง ขสมก.มีแล้ว ก็อยากให้ขยายไปยังรถร่วมเอกชน รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท