ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/304252

แจก‘ซิมฟรี’ช่วยคนจน หวังดี..แต่ถูกวิธีจริงหรือ?
คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่านี่คือ “เมกะโปรเจกท์”ชิ้นหนึ่งของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นทั้งหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี กับยุทธศาสตร์ “ช่วยคนจน” ดังที่เริ่มไปแล้วอย่างแรกกับ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ซึ่งแจกให้กับประชาชนที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยราว 11 ล้านคน ตั้งแต่เมื่อ 17 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลจะทำการ “เติมเงิน” สำหรับนำไปใช้ซื้อสินค้าและบริการกับร้านค้าหรือหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค ณ ร้านธงฟ้า หรือเป็นค่าโดยสารรถไฟชั้น 3- รถเมล์ร้อน เป็นต้น
ล่าสุดยังมี “ไอเดียกระฉูด” จากรัฐบาลออกมาเป็นระลอกสอง โดย อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อ 14 พ.ย. 2560 ว่าจะมีการแจก “ซิมฟรี” ให้กับผู้มีรายได้น้อย สำหรับนำไป “ใช้งานอินเตอร์เนต” เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผู้มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้ การประกอบอาชีพต่างๆ ทั้งที่เป็นข้อมูลทั่วไป และข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพรัฐจัดเตรียมไว้ให้ เพราะหากผู้มีรายได้น้อยมีช่องทาง มีความรู้เพิ่มขึ้น สามารถประกอบอาชีพ พัฒนาฝีมือแรงงานได้
ซึ่งนายอภิศักดิ์ ระบุว่า สำหรับแนวคิดดังกล่าวจะมอบหมายให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักดำเนินการ ด้วยสาเหตุ 2 ประการ คือ 1.ปัจจุบันทีโอทีมีเครือข่ายอินเตอร์เนตแต่ไม่มีลูกค้า ดังนั้น รัฐบาลจะไปเหมาซิมอินเตอร์เนตมาให้กับผู้มีรายได้น้อย พร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายรายเดือนให้2.ทีโอทีถือเป็นองค์กรในกำกับของรัฐอยู่แล้ว จึงมีความเหมาะสมกว่าการให้ผู้ประกอบการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เนตที่เป็นภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการ ที่อาจจะถูกมองว่าเข้าข่ายเอื้อผลประโยชน์ได้
“ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะใช้งบประมาณเท่าไหร่ แต่อยากให้คิดถึงสิ่งที่จะได้กลับมามากกว่า เพราะการให้อาชีพ การให้คนจนเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่จะนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิต แม้จะปลูกพืชหากเจอโรคแมลงจะกำจัดอย่างไรก็สามารถหาความรู้จากอินเตอร์เนตได้ สิ่งที่ได้อาจจะมากกว่าที่ให้ไป ซึ่งซิมนี้อาจจะจำกัดให้ดูแต่ข้อมูลความรู้ นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ไม่ได้” นายอภิศักดิ์ กล่าว
มุมมองจากนักวิชาการ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับผู้สื่อข่าว “แนวหน้าออนไลน์” ว่าตนเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะในยุคปัจจุบันนอกจากปัจจัย 4 พื้นฐานอย่างอาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่มแล้ว “การติดต่อสื่อสาร” ก็มีความจำเป็นเช่นกัน ดังนั้นการที่ยังมีผู้ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เนตได้ ก็ถือว่าสังคมยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำอยู่ประการหนึ่ง
“ในทางทฤษฎีมันมีคำกล่าวที่ว่า ผู้เข้าถึงอินเตอร์เนตได้จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากกว่าชาวบ้านเขา สามารถรับรู้อะไรต่างๆ ได้ดีกว่า ในอนาคตภาครัฐจะทำโครงการอะไรก็สามารถสื่อสารกับคนจนตรงนี้ได้ด้วย ผมถือว่าดี เพราะโลกเดี๋ยวนี้มันหมุนเร็ว แต่มันมีคนที่อยู่ข้างบนที่มันเข้าถึงได้ดีกว่า” ดร.นณริฏ กล่าว
ส่วนกรณีที่มีข้อกังวลว่าคนรายได้น้อยจำนวนมากไม่มีโทรศัพท์มือถือแบบ “สมาร์ทโฟน” (Smart Phone) ที่สามารถใช้งานอินเตอร์เนตได้ อาจทำให้รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณซื้อมือถือสมาร์ทโฟนแจกคนรายได้น้อยหรือไม่นั้น ดร.นณริฏ มองว่า “รัฐบาลควรลงทุน..แต่ก็ต้องดูถึงความเหมาะสมด้วย” เช่น คนที่มีอยู่แล้วก็ไม่สมควรได้เพิ่ม รวมถึงรุ่นของสมาร์ทโฟนที่จะแจกก็ไม่ควรแพงเกินความจำเป็น
“คงต้องดูรุ่นที่เหมาะสม คิดว่าควรจะไปดูตัวอย่างที่แอฟริกาหรืออินเดีย ที่ในอนาคตธุรกรรมออนไลน์ต่างๆ เขาทำผ่านมือถือที่ไม่แพง ผมมองว่าควรจะซื้อให้ แต่ไม่ใช่ซื้อ iPhoneX ก็คงต้องมาดูกันว่าจะซื้ออะไร ลองไปดูประเทศกำลังพัฒนา ที่เขาพัฒนาพวก Financial Literacy (วิชาว่าด้วยทักษะการบริหารจัดการเงิน) ครับ” นักวิชาการจาก TDRI กล่าวย้ำ
ทว่าอีกมุมหนึ่ง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กลับมองว่า แม้ความพยายามที่จะให้ประชาชนเข้าถึงอินเตอร์เนตถือเป็นแนวคิดที่ดี แต่วิธีการก็ต้องเหมาะสมด้วย หาไม่แล้วก็จะเป็นการลงทุนที่ได้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย สูญเสียงบประมาณไปอย่างเปล่าประโยชน์ ซึ่งโดยส่วนตัวตนมองว่าควรพัฒนาศูนย์อินเตอร์เนตประจำชุมชน ต่อเนื่องจากโครงการอินเตอร์เนตประชารัฐจะดีกว่า
“อย่าลืมว่านี่มันเป็นวิธีเข้าหาความรู้แบบใหม่ ถ้าไม่มีผู้ชี้นำในลักษณะที่เป็นศูนย์รวมศูนย์กลาง ก็จะไปกันแบบสะเปะสะปะ อย่างในชุมชนของบางประเทศ เขาเน้นเรื่องการดูสภาพอากาศ มีเซ็นเซอร์ที่ตรวจจับโอกาสที่ฝนจะตก ไม่ใช่เรดาร์ทั้งประเทศแต่เป็นระดับท้องถิ่น ทำให้สามารถพยากรณ์ได้ว่าจะมีฝนลงหรือมีลมพัดอย่างแม่นยำสำหรับท้องถิ่นนั้นมากขึ้น ชาวบ้านเขาจะได้วางแผนในการหว่านปุ๋ยหรือใช้ยาฆ่าแมลง เพื่อให้ได้ผลผลิตอย่างคุ้มค่า หลายประเทศเขาทำแบบนี้ ใช้ศูนย์ความรู้ติดตามสภาพอากาศ ติดตามราคาพืชผล” นายธีระชัย กล่าว
อดีต รมว. คลัง ยังกล่าวอีกว่า ศูนย์ชุมชนในลักษณะนี้จะนำไปสู่การวางแผนเพาะปลูกล่วงหน้าของคนในชุมชน แต่ศูนย์ชุมชนอย่างเดียวที่ไม่มีคนทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงก็ยังไม่เพียงพอ ตนเสนอว่าควรเพิ่มบทบาทของสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยอาชีวะต่างๆ เข้าไปให้ความรู้กับชุมชนถึงวิธีการค้นหาและใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม
รวมถึงสร้างนิสัยในการแสวงหาความรู้ ถกเถียงถกแถลง และนำความรู้ไปใช้ในชุมชนอย่างเคยชิน ให้ประชาชนในชุมชนมีความเข้มแข็งเสียก่อน แล้วหลังจากนั้นค่อยมาคิดกันต่อว่า เมื่อต้องออกไปทำมาหากินภายนอกชุมชน ตามหัวไร่ปลายนา จะทำอย่างไรให้เขาติดต่อกลับมาได้ และยังได้ข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งเป็น “ขั้นต่อไป” เป็นเรื่องของอนาคตหลังจากมีพื้นฐานแน่นแล้ว
“ถ้าชุมชนมีลักษณะแบบนี้ การใช้ก็จะคืบหน้าไปเยอะแล้ว อย่างเวลามีสินค้าออกมาแล้วจะไปขายที่ไหน ก็อาจจับมือกับไปรษณีย์ไทย ที่เขาก็มีโปรแกรม ชุมชนจะเอาสินค้าไปขายที่ไหนได้บ้าง จะตกแต่งหีบห่อให้มีมูลค่าอย่างไร คือให้การใช้ข้อมูลมันเป็นแบบลึกใช้ประโยชน์แบบซับซ้อนได้ ไม่ใช่มือถือติดตัวที่ไปอีก Step แล้ว ก็ต้องถามว่าจำเป็นหรือเปล่าเมื่อชุมชนมีข้อมูลครบถ้วน มีคนมาช่วยอยู่แล้ว ถ้าเขาชำนาญแล้ว Step ที่จะไปมือถือค่อยว่ากันอีกที” อดีต รมว.คลัง ฝากทิ้งท้าย
สำหรับแนวคิดแจกซิมฟรีให้ผู้มีรายได้น้อยโดยกระทรวงการคลัง เบื้องต้นมีรายงานว่า อาจจะมีการเสนอพร้อมมาตรการแพ็กเกจช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้ฝึกอาชีพให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือน ธ.ค. 2560 ซึ่งก็ต้องขอฝาก “ข้อควรระวัง” คืออย่าให้ซ้ำรอย “แจกแท็บเลตเด็ก ป.1” ของบางรัฐบาล เพราะครั้งนั้นใช้งบประมาณไปนับพันล้านบาท แลกกับแท็บเลตคุณภาพต่ำ แถมบางพื้นที่อินเตอร์เนตก็ยังเข้าไม่ถึง
เข้าทำนอง “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” แท้ๆ!!!