ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/304450

‘แจกแท็บเล็ตนักเรียน’ผลาญ6พันล้าน ‘ซิมคนจน’ระวังซ้ำรอย
ก่อนหน้านี้ “แนวหน้าวาไรตี้” นำเสนอมุมมองกรณี “แจกซิมคนจน” หลังมีการเปิดเผยจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์เมื่อ 14 พ.ย. 2560 กรณีมีแนวคิดที่จะให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักดำเนินการ ด้วยเชื่อว่าจะทำให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงอินเตอร์เนต ได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ มากขึ้นมีประโยชน์ต่อการศึกษาหาความรู้และการประกอบอาชีพ อย่างไรก็ตาม แนวคิดการแจกซิมคนจนดูจะคล้ายกับอีกโครงการหนึ่ง นั่นคือ “แจก แท็บเล็ตเด็ก ป.1” ที่ถูกตั้งคำถามมาตั้งแต่ต้นว่าคุ้มค่าหรือไม่?
ย้อนไปเมื่อกลางปี 2554 ซึ่งมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุเพราะผู้คน “แบ่งสีเลือกข้าง” อย่างชัดเจน ทำให้บรรยากาศการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ “ดุเดือด” ไปด้วย ทว่าเป็นความดุเดือดในเชิงนโยบายที่ออกมาเพื่อ “เกทับ” กันสุดฤทธิ์โดยเฉพาะ 2 พรรคใหญ่อย่าง “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย” แน่นอนว่าสำหรับพรรคเพื่อไทย “ประชานิยม”คือเครื่องหมายการค้าที่อยู่คู่กันมานานตั้งแต่สมัยยังเป็นพรรคไทยรักไทย และครั้งนี้ได้ใส่นโยบายแจกแท็บเล็ตเด็ก ป.1 เข้ามาในการหาเสียงด้วย
แม้จะมีเสียงท้วงติงจากคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์ แต่นโยบายดังกล่าว พิชัย นริพทะพันธุ์ 1 ในทีมงานด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ยืนยัน “ทำได้แน่นอน” โดยกล่าวเมื่อ 15 มิ.ย. 2554 ว่าจะใช้บริการแท็บเล็ตจาก “จีน-อินเดีย” ที่ราคาต่อเครื่องไม่แพง พร้อมย้ำ “เด็กไทยทุกคนต้องเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนต” แน่นอนผลการเลือกตั้งเมื่อ 3 ก.ค. 2554 พรรคเพื่อไทยยังคงได้รับชัยชนะตามเคย เพราะได้ใจคนระดับล่างผู้มีรายได้น้อยเสมอมา

ป้ายหาเสียงพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้ง 3 ก.ค. 2554
23 ส.ค. 2554 มีการจัดเสวนาเรื่อง“มองรอบด้านเด็กไทยกับไอที” ซึ่งในเวทีนี้ นพ.ศิริไชยหงษ์สงวนศรี จิตแพทย์เด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี แสดงความกังวลนโยบายแจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป.1 เนื่องด้วยประเทศไทยไม่มีผลวิจัยชี้ว่าแจกแล้วจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะ “หากไม่ควบคุมเนื้อหา” ก็สุ่มเสี่ยงที่เด็กจะนำไปใช้รับสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร เช่น เรื่องเพศและความรุนแรง ขณะที่ พญ.นิตยา คชภักดี กรรมการราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “เด็ก ป.1 ต้องเรียนรู้เพื่อพัฒนาทั้งกายและสมอง” จึงไม่ควรให้นำแท็บเล็ตกลับบ้าน
20 ก.ย. 2554 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยแพร่ผลสำรวจเรื่อง “ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อโครงการ One Tablet PC Per Child”สอบถามประชาชนกลุ่มตัวอย่าง 809 คน แบ่งเป็นครูที่สอนเด็ก ป.1 190 คน ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอยู่ชั้น ป.1 202 คน และประชาชนทั่วไปอีก 417 คนพบว่า “ประชาชนเชื่อว่าแท็บเล็ตมีผลต่อพฤติกรรมการอ่าน” โดยมีสัดส่วนผู้ตอบ “ด้านบวก” ร้อยละ41.18 ว่าแท็บเล็ตจะช่วยฝึกฝนทักษะการอ่านได้และยังใช้สืบค้นข้อมูลได้ส่วน ทว่า “ด้านลบ” ก็มาใกล้เคียงกัน คือร้อยละ 39.04 กังวลเรื่องเด็กจะมีสมาธิในการอ่านลดลง
11 พ.ค. 2555 มีรายงานผลการทดลองใช้แท็บเล็ตในเด็ก ป.1 และ ป.4 จาก โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร ฝ่ายประถม ที่เริ่มนำร่องเมื่อภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 โดย ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ในขณะนั้น สรุปผลว่า “ควรใช้ แท็บเล็ตกับเด็ก ป.4 จะดีกว่า” เพราะเป็นวัยที่มีความพร้อมมากกว่า และตั้งข้อสังเกตด้วยว่า “เมื่อเกิดปัญหาทางเทคนิคกับแท็บเล็ต ครูไม่สามารถแก้ไขเองได้” ต้องพึ่งพาช่างเทคนิค ดังนั้นหากแจกทุกโรงเรียนก็อาจต้องมีช่างเทคนิคประจำอย่างน้อยโรงเรียนละ 1 คนหรือไม่?

รายงาน “ความพึงพอใจเกี่ยวกับนโยบายการแจกแท็บเล็ต ให้กับเด็กนักเรียนชั้น ป.1 พ.ศ.2556” โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ
ในเวลาต่อมา สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,854 แห่ง ระหว่างวันที่ 16 ม.ค.-31 มี.ค. 2556 ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลเริ่มทยอยจัดส่งแท็บเล็ตไปตามโรงเรียนต่างๆ แล้ว และสรุปออกมาเป็นรายงาน “ความพึงพอใจเกี่ยวกับนโยบายการแจกแท็บเล็ต ให้กับเด็กนักเรียนชั้น ป.1 พ.ศ.2556” พบว่า แม้โรงเรียนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะมีระบบคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนต แต่ก็เป็นส่วนใหญ่เช่นกันที่ระบุว่ามีปัญหาเช่น ความเร็วอินเตอร์เนตช้า ขาดงบประมาณดูแลรักษาเครื่อง สภาพเครื่องค่อนข้างเก่าใช้งานมานาน มีไม่พอกับนักเรียน เป็นต้น
ขณะที่ “ผลกระทบ” ของการแจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป.1 “ด้านบวก” 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.เด็กสนใจเรียนมากขึ้นเพราะมีสื่อที่ทันสมัย 2.สร้างพื้นฐานการใช้คอมพิวเตอร์ให้กับเด็ก และ 3.เรียนรู้ได้ทันโลกอย่างไม่จำกัดสถานที่และเวลา ส่วน “ด้านลบ”3 อันดับแรก ได้แก่ 1.มีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น สายตาหรือการไม่ได้ออกกำลังกาย 2.ขาดทักษะการเขียน ใช้มือเขียนหนังสือไม่เป็น และ 3.ขาดมนุษยสัมพันธ์ เพราะไม่ได้ฝึกทักษะทางสังคมจากการเล่นกับเพื่อนๆ
7 ต.ค. 2556 ช่วงเวลาที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักใน 2 เรื่องคือ “จำนำข้าว”กับ “นิรโทษสุดซอย” ก็มีรายงานจาก สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุว่า ปีแรกของการแจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป.1 “พบแท็บเล็ตชำรุดต้องส่งซ่อมแล้ว 258,000 เครื่อง คิดเป็นร้อยละ 30จากทั้งหมด 860,000 เครื่อง” นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าบริษัทสัญชาติจีน Shenzhen ScopeScientific Development ที่ชนะประมูลงานผลิตแท็บเล็ตป้อนให้รัฐบาลไทย มีปัญหาซ่อม แท็บเล็ตล่าช้า อีกทั้งยังปิดศูนย์ซ่อมในบางจังหวัดโดยไม่แจ้งให้โรงเรียนในพื้นที่ทราบล่วงหน้า
21 มี.ค. 2557 ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ดุเดือดด้วยการประท้วงขับไล่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยตามด้วยให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งโดยกลุ่ม กปปส. จาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในขณะนั้น ที่ช่วงเวลาดังกล่าวมีสถานะเป็นเพียงรักษาการหลังรัฐบาลได้ยุบสภาไปก่อนหน้านั้นแล้ว เปิดเผยในวันดังกล่าวว่า ได้มอบหมายให้ยกเลิกสัญญากับหลายบริษัทที่ร่วมประมูลงานโครงการ แท็บเล็ตรอบ 2 ซึ่งครั้งนี้แบ่งงานแยกตามภูมิภาค ทั้งแท็บเล็ตชั้นประถมและมัธยม เนื่องจากไม่สามารถส่งมอบแท็บเล็ตได้ครบถ้วนตามที่กำหนดในสัญญา
16 มิ.ย. 2557 หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น ตัดสินใจนำกองทัพเข้าควบคุมอำนาจการปกครองในนาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อ 22 พ.ค. 2557เพื่อคลี่คลายวิกฤติสุญญากาศทางการเมือง ได้เพียง 3 สัปดาห์เศษ สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในขณะนั้น เปิดเผยว่า หลังการประชุมกับ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ ในขณะนั้น ที่ คสช. มอบหมายให้ดูแลงานด้านสังคมจิตวิทยา รวมถึงด้านการศึกษา
มีมติให้ “ยุติโครงการแจก แท็บเล็ตนักเรียน”เพราะพบปัญหาหลายประการ อาทิ 1. แท็บเล็ตเป็นรุ่นที่มีคุณภาพต่ำเพราะมีราคาถูก พบว่ามีอายุการใช้งานเพียง 3 ปีเท่านั้นและไม่คุ้มค่าหากจะซ่อมแซม 2.การแจกถือว่าเกินความจำเป็นและไม่คุ้มค่า เพราะใช้ในการเรียนเพียง 1-2 ชม.ต่อวันอีกทั้งแท็บเล็ตถือเป็นครุภัณฑ์ของทางราชการไม่สามารถให้นำไปเก็บเป็นของส่วนบุคคลได้ และ3.หน้าจอขนาดเล็กไม่เหมาะกับเด็ก เพราะส่งผลเสียต่อสายตา โดยให้นำงบประมาณที่จัดไว้ให้โครงการดังกล่าว ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแทน เช่น ทำห้องเรียนคอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพ
แม้นโยบายแจกแท็บเล็ต ป.1 จะไม่อาจชี้ชัดได้ว่ามีเรื่องทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่สิ่งที่เป็นจริงประการหนึ่งแน่นอนคือ “การใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า” ตั้งแต่ปี 2555 ที่แจกเฉพาะนักเรียน ป.1 ตั้งงบประมาณไว้ 2 พันล้านบาท และปี 2556ที่เพิ่มการแจกนักเรียน ม.1 อีกระดับชั้น ตั้งงบประมาณว้ 4.6 พันล้านบาท สรุปรวม 2 ปีใช้งบประมาณไปกว่า 6 พันล้านบาท ทั้งนี้ตลอดช่วงเวลาที่รัฐบาลดำเนินโครงการ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เช่นกันว่า “หลายพื้นที่แม้แต่อินเตอร์เนตก็ยังเข้าไม่ถึง” ทำให้ไม่สามารถใช้งานแท็บเล็ตได้
ก็หวังว่า “แจกซิมคนจน” โดยรัฐบาล คสช. จะพิจารณาให้รอบคอบก่อนประกาศใช้..จะได้ “ไม่ซ้ำรอย”!!!