ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/305412

‘มาตรฐานแผงกั้น’ไทยยังขาด ‘รถตกตึก’ถึงเวลาล้อมคอกลานจอด
ชีวิตคือความไม่แน่นอน..ทุกคนมักต้องเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดกับตนเองหรือบุคคลใกล้ตัว หากเป็นเรื่องดีก็คงไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเป็น“เรื่องร้าย” ย่อมนำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจ แต่ก็ยังมีความจริงอีกข้อคือ “เรื่องร้ายๆ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะความประมาท” เห็นได้ชัดจากกรณี “อุบัติเหตุบนท้องถนน” ที่สถิติมักระบุว่า สาเหตุสำคัญมาจากดื่มเครื่องดื่มมึนเมาแล้วไปขับรถบ้าง ใช้ความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนดบ้าง หรือแม้จะไม่ได้ประมาทในการขับขี่ แต่การ “ไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกัน” เช่น หมวกกันน็อก เข็มขัดนิรภัย เมื่อเกิดเหตุย่อมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
เช่นเดียวกับเรื่องราวอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน การมีกลไกมีระบบป้องกันที่ดีได้มาตรฐาน เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นอย่างน้อยยังสามารถ “ผ่อนหนักให้เป็นเบา” ลงได้บ้าง ดังเรื่องราวที่ต้องบอกว่าเป็น “อุทาหรณ์” ของผู้ก่อสร้างและผู้ใช้งานอาคารลานจอดรถ เมื่ออดีตนายทหารท่านหนึ่งที่เกษียณอายุราชการแล้วในวัยหกสิบเศษ ประสบอุบัติเหตุขับรถยนต์พุ่งตกลงมาจากอาคารแห่งหนึ่งภายในซอยไผ่สิงโต ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา แต่เคราะห์ดีที่ไม่เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส

หลังเกิดเหตุ หน่วยงานผู้เชี่ยวชาญอย่าง สภาวิศวกร ส่งทีมงานลงพื้นที่ตรวจสอบ โดย ศ.ดร.อมร พิมานมาศ เลขาธิการสภาวิศวกร เปิดเผยว่า พบโครงสร้างแผงกั้นรถยนต์มีลักษณะเป็นโครงสร้างยื่น (Cantilever wall) ทำจากคอนกรีตเสริมเหล็ก มีความหนา 10 ซม. เสริมด้วยเหล็กตะแกรงชั้นเดียว เป็นเหล็กเส้นกลมขนาด 9 มม. วัดกำลังอัดของคอนกรีตได้ประมาณ 240-280 กก./ตร.ซม. และมีความสูงของแผงประมาณ 1 เมตร
ซึ่งสาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุเนื่องจาก แผงกั้นไม่สามารถต้านแรงกระแทกได้ โดยอาจเกิดจาก 1.แรงกระแทกมากเกินไป
ซึ่งเกิดจากการเร่งเครื่องยนต์ของผู้ขับขี่เอง และ 2.แผงกั้นอาจไม่ได้มาตรฐานในด้านความแข็งแรงต่อแรงกระแทก ทั้งนี้จากข้อมูลทางโครงสร้างและภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกได้จากกล้องวงจรปิด จะทำให้ทราบความเร็วที่รถวิ่งเข้าปะทะ และคำนวณแรงกระแทกได้
เลขาธิการสภาวิศวกร กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกฎหมายควบคุมอาคารยังไม่ได้กำหนดค่าแรงกระแทกที่ใช้ในการออกแบบแผงกั้นรถยนต์ จึงทำให้อาคารจอดรถยนต์จำนวนมากในประเทศไทยไม่มีมาตรฐานและอาจไม่แข็งแรงพอ โดยสำหรับอาคารจอดรถในประเทศไทย สามารถจัดกลุ่มแผงกั้นรถยนต์ที่มีความเสี่ยงอันตรายไว้ 4 ประเภท ได้แก่ 1.แผงกั้นรถยนต์ที่ทำจากคอนกรีตเสริมเหล็กที่ออกแบบไม่ได้มาตรฐาน เช่น ผนังบางเกินไป หรือ เหล็กเสริมน้อยเกินไป 2.แผงกั้นรถยนต์ที่ทำจากผนังอิฐมอญ หรือ อิฐบล็อก หรืออิฐมวลเบาที่ไม่ได้เสริมเหล็ก
3.แผงกั้นรถยนต์ที่ทำจากผนังคอนกรีตสำเร็จรูป ที่ใช้จุดยึดเชื่อมต่อเพียงแค่ 2-3 ตำแหน่ง และ 4.แผงกั้นรถยนต์ชนิดเส้นหรือตาข่ายโลหะที่ไม่ได้มาตรฐานตามที่ผู้ผลิตกำหนดหรือไม่ผ่านการทดสอบ จึงเสนอให้ 1.กรมโยธาธิการและผังเมือง ต้องออกกฎกระทรวงหรือกฎหมายอื่น
ภายใต้ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร ระบุให้อาคารต้องออกแบบแผงกั้นรถยนต์รับแรงกระแทกจากรถยนต์ (โดยระบุค่าแรงกระแทกที่ใช้ออกแบบ)2.สภาวิชาชีพ สมาคมวิชาชีพ และหน่วยงานรัฐ เร่งออกมาตรฐานการออกแบบและก่อสร้างแผงกั้นรถยนต์ตกตามมาตรฐานในต่างประเทศ
และ 3.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น กทม. สุ่มตรวจความแข็งแรงของแผงกั้นรถยนต์ในอาคารต่างๆ ที่อยู่ภายในท้องที่ของตนเอง ทั้งนี้ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มีการออกมาตรฐาน IBC2006 (International Building Code, 2006) ระบุว่าที่กั้นรถยนต์จะต้องต้านแรงกระแทกขนาด 6,000 ปอนด์ (2721.55 กก.) กระทำที่ระดับความสูง 18 นิ้ว (45.72 ซม.) เหนือพื้นอาคารที่จอดรถ
อย่างไรก็ตามยังมีข้อวิจารณ์ว่าแรงดังกล่าวมีขนาดคงที่ ไม่ขึ้นอยู่กับความเร็วยานพาหนะ และค่าดังกล่าวอาจมีค่าน้อยเกินไปสำหรับกรณีที่รถยนต์ที่มีน้ำหนักมากและหรือที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง ขณะที่ ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ได้มีการออกมาตรฐาน AS/NZS2890.1 ซึ่งกำหนดว่า แผงกั้นรถยนต์ต้องมีความสูงไม่น้อยกว่า 1.3 เมตร และต้องออกแบบให้ทนต่อแรงกระแทกได้อย่างน้อยเท่ากับ 3 ตันสำหรับแผงกั้นทั่วไป และ 24 ตันสำหรับแผงกั้นที่ปลายทางวิ่งที่มีระยะทางเกิน 20 เมตร และที่มีการเคลื่อนที่ของยานพาหนะภายในอาคาร
จากบทเรียนกรณีรถตกตึกข้างต้น เลขาธิการสภาวิศวกร สรุปแนวทางสำหรับการออกแบบและก่อสร้างที่กั้นที่ทำจากคอนกรีตเสริมเหล็กในอาคารจอดรถไว้ว่า 1.ที่กั้นควรมีความสูงไม่น้อยกว่า 1.3 เมตร 2.การก่อสร้างควรเป็นคอนกรีตเทในที่ พร้อมทั้งฝังเหล็กเดือย (Dowel) ยึดกับพื้นอย่างเพียงพอ 3. การก่อสร้างกำแพงไม่ควรใช้กำแพงทำจากอิฐก่อ หรือคอนกรีตบล็อก เพราะไม่แข็งแรง ไม่สามารถต้านแรงกระแทกได้
4.ควรคำนวณแรงกระแทกตามมาตรฐานการออกแบบหรือโดยอาศัยหลักการพลังงาน แล้วออกแบบเป็นกำแพงยื่น (Cantilever wall) 5.สำหรับกำแพงที่ทำจากคอนกรีตหล่อในที่ ควรเสริมเหล็กยืนที่ฝังยึดเข้ากับพื้นโครงสร้างเป็น 2 ชั้นทั้งผิวด้านนอกและผิวด้านใน ห้ามเสริมเหล็กยืนชั้นเดียวตรงกลางผนัง และ 6.ควรใช้คอนกรีตที่มีกำลังรับแรงอัดสูงเกิน 280 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งคอนกรีตที่มีกำลังรับแรงอัดสูงสามารถต้านทานแรงกระแทกได้ดีกว่า
ตลอดปี 2559 ที่ผ่านมา ข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า มียอดรถยนต์จดทะเบียนสะสมในประเทศไทยทั้งสิ้น 37,338,139 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถที่ผู้คนส่วนใหญ่นิยมใช้อย่างรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (เช่น รถเก๋ง) 8,197,012 คัน และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (เช่น รถกระบะ) อีก 6,277,527 คัน ซึ่งด้วยความที่สังคมสมัยใหม่มีความเป็นเมืองมากขึ้น อาคารสูงไม่ว่าจะเป็นสำหรับอยู่อาศัย หรือเปิดเป็นสำนักงาน ตลอดจนห้างสรรพสินค้าต่างๆ ได้รับความนิยม จึงต้องก่อสร้างพื้นที่จอดรถไว้บนอาคารเพื่อรองรับผู้มาใช้บริการ
นอกจาก “ความเพียงพอ” กับปริมาณรถแล้ว “ความปลอดภัย” ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อจะได้ไม่เกิดความสูญเสีย!!!