ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/305289

สถิติชี้นับวันผู้ป่วยยิ่งเพิ่ม ‘เบาหวาน’อยู่(ให้)เป็นก็ลดตาย
เบาหวาน..คือโรคที่เซลล์ร่างกายมีความผิดปกติในขบวนการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงาน เมื่อน้ำตาลไม่ได้ถูกใช้จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าระดับผิดปกติ บทความ “รู้จักโรคเบาหวาน” ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ สมาคมโรคเบาหวานในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี www.dmthai.org ระบุว่า ผู้ป่วยเบาหวานต้องทุกข์ทรมานกับอาการหลายอย่าง เช่น ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำมาก หิวมากกว่าปกติ น้ำหนักลด อ่อนเพลีย สมาธิไม่มี ชาปลายมือปลายเท้า ตามัว ป่วยบ่อย ติดเชื้อบ่อย คลื่นไส้ เวียนหัว หงุดหงิด
ขบคิดปัญหาง่ายๆ ไม่ดี แผลหายช้า คันผิวหนัง คันช่องคลอด อาการที่พบบ่อยนี้จะเริ่มสังเกตเห็นได้เมื่อระดับน้ำตาลสูงกว่า 200 มก./ดล. (มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) เพราะไตสามารถเก็บกักกลูโคสได้มากที่สุดประมาณ 160-180 มก./ดล. ที่ระดับน้ำตาลสูงกว่านี้กลูโคสเป็นสารที่ดูดน้ำเอาไว้ จึงพาเอาน้ำและเกลือแร่อย่างอื่นเช่นโซเดียม ขับออกมาเป็นปัสสาวะจำนวนที่มากกว่าปกติ ผู้ป่วยจะสังเกตได้ง่ายคือแม้ไม่รับประทานน้ำในขณะหลับ ก็ยังต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะ ส่วนอาการผิวแห้ง คัน กระหายน้ำนั้นเป็นผลพวงของปัสสาวะที่มาก
ส่วนอาการทางอารมณ์และสมอง เกิดจากความหนืดของเลือดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสมองสามารถสังเกตได้ค่อนข้างไว ทั้งนี้ข้อมูลจาก สหพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation-IDF) ระบุว่า โรคเบาหวานเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 9 ของผู้หญิงทั่วโลก คิดเป็นอัตรา 2.1 ล้านคนต่อปี โดยปัจจุบันมีผู้หญิงมากกว่า 199 ล้านคน ที่เป็นเบาหวาน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 313 ล้านคน ในปี 2583
ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวในงานแถลงข่าว “พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาการบริการและการวิจัยโดยใช้เทคโนโลยีด้านโรคเบาหวาน” ณ ตึกอำนวยการชั้น 2 โรงพยาบาลศิริราช ว่า สำหรับในประเทศไทย รายงานจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 เมื่อปี 2557 พบว่าความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 8.9 คิดเป็นผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมากถึง 4.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ซึ่งพบเพียงร้อยละ 6.9 หรือประมาณ 3.2 ล้านคน
คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวต่อไปว่า ทุกวันนี้ รพ.ศิริราช ต้องดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานหลายหมื่นรายต่อปี “และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี” ทำให้ต้องพัฒนางานเบาหวานทั้งด้านการดูแลรักษา การศึกษา และการวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “การสอนให้ผู้ป่วยมีความรู้ในการจัดการตนเองอย่างเหมาะสม” เพื่อให้ผู้เป็นเบาหวานมีสุขภาวะที่ดี
“เบาหวานเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องของพันธุกรรม พฤติกรรมการดำเนินชีวิตและสิ่งแวดล้อม การดูแลรักษาโรคเบาหวานต้องทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย โดยผู้เป็นโรคเบาหวานต้องเรียนรู้การจัดการตนเอง หรือ Diabetes Self-Management เพื่อส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม หากผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีและเรียนรู้การจัดการตนเอง จะสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนเฉียบพลันและเรื้อรัง ซึ่งจะส่งผลให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งของผู้ป่วยและภาพรวมระดับประเทศ” นพ.ประสิทธิ์ กล่าว
ขณะที่ ศ.ดร.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวเสริมว่า รพ.ศิริราชมีการวิจัยทางด้านเบาหวาน ทั้งในด้าน Basic Molecular เพื่อค้นหากลไกการเกิดโรคเบาหวานในระดับยีนส์และชีววิทยาของเซลล์ สำหรับพัฒนาการรักษาแบบ Personalized Medicine และยังมีกลุ่มงานวิจัยด้านคลินิก เช่น กลุ่มวิจัยโรคเบาหวานผู้ใหญ่ กลุ่มวิจัยโรคเบาหวานเด็ก เป็นต้น จึงเป็นโอกาสที่ดีของทีมแพทย์และนักวิจัยจะสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำวิจัย เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปปรับใช้กับประเทศไทย
ด้าน รศ.พญ.อภิรดี ศรีวิจิตรกมล รองประธานศูนย์เบาหวาน อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า การดูแลผู้ป่วยเบาหวานในปัจจุบัน นอกเหนือจากการควบคุมระดับน้ำตาลให้ถึงเป้าหมาย ยังต้องคำนึงความเสี่ยงในการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำหรือน้ำตาลสูงเกินไปในเลือด และความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ของผู้ป่วย ปัจจัยสำคัญที่จะสามารถป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและโรคแทรกซ้อนได้คือ การเพิ่มทักษะตนเองของผู้ป่วยและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด
บทความ “ดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อเป็นเบาหวาน” เผยแพร่โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวถึงข้อควรปฏิบัติ 11 ประการของผู้ป่วยเบาหวานไว้ว่า 1.ควบคุมอาหารประเภทแป้งและของหวาน 2.ออกกำลังกายเป็นประจำ 3.ควบคุมน้ำหนัก 4.ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา 5.กินยา และฉีดอินซูลินรักษาเบาหวานตามแผนการรักษาสม่ำเสมอ 6.รักษาโรคอื่นๆ ที่พบร่วมด้วย เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดผิดปกติ รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนของโรค
7.พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมิน และปรับเปลี่ยนแผนการรักษาให้เหมาะสม 8.ตรวจน้ำตาลในเลือดเพื่อประเมินผลการควบคุมเบาหวานด้วยตนเองที่บ้าน 9.หมั่นดูแลสุขภาพตนเอง ได้แก่ สุขภาพทั่วไปและสุขภาพเท้า 10.เรียนรู้เรื่องโรคเบาหวาน และการดูแลรักษาตนเองในภาวะทั่วไป และในภาวะพิเศษ เช่น เมื่อเจ็บป่วย เมื่อเดินทาง หรือในงานเลี้ยง และ 11.นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
เท่านี้ชีวิตก็จะเป็นปกติสุข มีสุขภาพแข็งแรงไปได้อีกนาน!!!
SCOOP@NAEWNA.COM