ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/304880

สยบเรื่องลวง-ขจัดข่าวลือ คิดก่อนเชื่อ-ผู้รู้ก็ต้องช่วยชี้
“มะนาวโซดาฆ่ามะเร็ง”, “สยองหนอนแมลงวางไข่เจาะมือคนเป็นรู”, “ด่วน! ไข้หวัดหมูลามถึงไทยแล้ว” .. นี่เป็นเพียงตัวอย่างเพียงเล็กน้อยของ “ข่าวลือ – ข่าวลวง” ที่เผยแพร่กันเกลื่อนบนอินเตอร์เนต และยังเป็นเพียงตัวอย่างประเภทเดียวเท่านั้น เพราะบนโลกออนไลน์เต็มไปด้วยข่าวลวงข่าวลือมากมาย นอกจากเรื่องของ “สุขภาพ – การแพทย์” ข้างต้นแล้วยังมีเรื่องของ “กฎหมาย – การเมือง” สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความสับสนในสังคม ลุกลามไปสู่ความขัดแย้งแตกแยก และเลวร้ายที่สุดคือนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเพราะไปหลงเชื่อเรื่องผิดๆ เหล่านั้น
ที่งานเสวนา “รวมพลคนวิทย์ หยุดวิกฤติข่าวลวง” ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมี ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นผู้กล่าวปาฐกถาเปิดงาน ฝากข้อคิดไว้อย่างน่าสนใจว่า “มีคนบอกว่าข่าวลือคือสีสันของสังคม” เพราะมันก็มี “ข้อดี” ของมัน เช่น ข่าวลือเรื่องรถตู้จับเด็ก ข่าวลือยาบ้าสูตรใหม่ขายหน้าโรงเรียน ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองระมัดระวังลูกหลานมากขึ้น หรืออาหารปนเปื้อนสารพิษทำให้คุณเลือกกินระมัดระวังมากขึ้น ดังนั้นอย่าไปจริงจังกับเรื่องนี้มาก
แต่ “ถามว่ามันจริงหรือเปล่า?” เพราะแม้มันอาจจะมีสีสัน “แต่ประโยชน์อาจจะน้อยกว่าโทษที่เกิดขึ้น” เช่นหากไปบอกว่าอาหารนั่นก็ไม่ดีนี่ก็ไม่ดี ท้ายที่สุดคุณจะกินอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้ำเปล่า สรุปแล้ว “ข่าวลวงมันอาจมีประโยชน์จริง..แต่ไม่น่าจะมาก” ซึ่ง รองปลัดกระทรวงวิทย์ อธิบายสาเหตุการเกิดขึ้นของข่าวลวงและข่าวลือเอาไว้ดังนี้ 1.ความเชื่อที่ว่าขอให้เราได้ส่งต่อไปก่อน อย่างไรคนที่รับสารต่อจากเราคงจะ “คิด – วิเคราะห์ – แยกแยะ” ได้เอง แต่กลายเป็นว่าคนทุกคนต่างคิดแบบนี้เหมือนกันหมด ข่าวลวงเลยกลายเป็นข่าวลือต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
2.เรื่องนั้นมีเค้าลางจากเหตุการณ์จริงในอดีต เช่น ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยมี “ไข้หวัดนก”ระบาด ถึงขนาดต้องกำจัดเป็ดไก่ทั้งฟาร์มเป็นจำนวนมาก รวมทั้งนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นต้องมากินไก่ทอดต่อหน้าสื่อให้ประชาชนเชื่อมั่น “พอมีเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กัน” เช่น มีการโพสต์ภาพหมูตาย แล้วบรรยายภาพว่าหมูตายทั้งเล้า หรือภาพหมูตายเป็นศพลอยน้ำมา คนก็พร้อมจะเชื่อไปก่อนแล้วว่าต้องเกิดโรคไข้หวัดหมูระบาดแน่นอน
3.อ้างชื่อคนดังในแวดวงต่างๆ ทั้งนักการเมืองข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักวิชาการ แพทย์ ฯลฯ ว่าใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นชนิดนี้ ซึ่ง “เมื่อมีการอ้างถึงผู้มีชื่อเสียง ผู้รับสารก็พร้อมจะเชื่อทันทีโดยไม่ตรวจสอบ”เพราะเห็นว่าน่าเชื่อถือ 4.ผู้คนคาดหวังกับเทคโนโลยีมาก เพราะหลายอย่างในอดีตที่เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันแต่ปัจจุบันทำได้จริงแล้ว เช่น การเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ ทำให้บางครั้งมีการลือกันแบบที่ “ล้ำยุค” ไปอีก 5.ประชาชนมีแนวโน้ม “เชื่อข้อมูลจากบุคคลภายนอกมากกว่าหน่วยงานของรัฐ” ซึ่งประเด็นนี้ต้องยอมรับว่าวิธีการสื่อสารของภาครัฐเองก็มีปัญหาเช่นกัน
“สังคมรู้สึกว่าราชการเชื่อไม่ได้ ต้องปกปิดอะไรแน่นอน สิ่งที่ราชการพูดอาจจะเป็นแค่ส่วนเดียว ไม่อยากให้รู้ทั้งหมด ฉะนั้นคนสร้างข่าวลวงเขาก็จะไปสร้างข่าวที่มีรายละเอียดมากเลย แต่ไม่ตรงกับที่ราชการพูด หรือตรงนิดเดียวเพราะราชการพูดนิดเดียว แต่ส่วนอื่นไปเติมใส่สีตีไข่ ลึกๆ ผมเชื่อนะว่าหน่วยงานราชการก็เป็นสาเหตุหนึ่งของข่าวลือ เพราะพูดอะไรไม่หมด ผมก็ไม่รู้เหตุผลนะ อาจจะเป็นความลับทางราชการก็ได้ หรือไม่เป็นความลับแต่คิดว่าสังคมไม่ต้องรู้หรอก เดี๋ยวราชการดูแลให้เอง ก็ทำให้ข่าวลวงกลายเป็นข่าวลือได้ง่าย” รองปลัดกระทรวงวิทย์ ระบุ
ขณะที่นักวิชาการผู้เดินหน้าชี้แจงข้อมูลผิดๆ บนโลกออนไลน์ที่เกี่ยวกับแวดวงวิทยาศาสตร์มาหลายปี อย่าง รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุดเปลี่ยนในชีวิตการทำงานของตน เกิดขึ้นเมื่อสมัยที่ออกมาเปิดโปงกรณีเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด “GT200” ว่าไม่สามารถทำงานได้จริง หากนำไปใช้อาจจะเป็นอันตรายต่อทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ แต่กลับยังมีการซื้อขายกันในราคาหลักล้านบาททั้งที่ภายในเป็นเพียง “กระป๋องเปล่าๆ” ไม่มีกลไกอะไรทั้งสิ้น
ซึ่งหลังจากตนออกมานำเสนอเรื่องนี้ สังคมไทยก็เกิดการถกเถียงกันมาก ทั้งระดับประชาชนทั่วไป หรือแม้แต่ในแวดวงนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ หลายครั้งที่ตนถูกเรียกไปสอบถามชี้แจง ก็ยังพบมีนักวิชาการบางท่านยืนยันว่าเครื่อง GT200ใช้งานได้ เพียงแต่การถกเถียงในแวดวงวิชาการอาจจะไม่เป็นข่าวในขณะนั้น ก็เป็นที่น่าสนใจว่าสังคมไทยเกิดอะไรขึ้น รวมถึงหลังจากนั้นเมื่อได้เข้ามาใช้งานสื่อออนไลน์ พบว่าเต็มไปด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงถูกแชร์กันไป-มาอยู่เป็นจำนวนมาก จึงตัดสินใจทำหน้าที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน
อาจารย์เจษฎา ยังฝากถึงคนที่คิดจะมาร่วมทำหน้าที่ตรงนี้ด้วยว่า “จงเตรียมใจและทำใจ” เพราะการเข้าไปพิสูจน์บางเรื่องอาจกระทบต่อความเชื่อของคนอีกกลุ่มหนึ่ง และในความเป็นจริงนั้น “เป็นไปไม่ได้ที่จะมีแต่คนรักทั้งหมด” คนทุกคนมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือ“ต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน” เช่น สมัยที่พูดเรื่อง GT200 จะจับประเด็นเฉพาะ “การใช้งานของตัวเครื่องเท่านั้น” ไม่ไปแตะเรื่องอื่นที่ไม่รู้จริง อาทิ การทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าทำจุดนี้ให้ชัดใครก็ไม่สามารถมาเล่นงานได้
“เคยมีกรณีคลื่นที่เหมือนพญานาคกำลังว่ายน้ำ ก็เห็นโพลในรายการข่าว 80 เปอร์เซ็นต์คนตอบว่าคิดว่าเป็นพญานาค สำนักข่าวต่างๆ ก็เรียกสิ่งนั้นว่าพญานาค ผมรู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว ถึงจุดหนึ่งต้องลุกขึ้นมาพูด ก็แถลงว่ามันเป็น Standing Wave ซึ่งก็ต้องใช้ภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจง่ายขึ้นข้อเสียของนักวิทยาศาสตร์เราคือพูดจาไม่รู้เรื่อง เราโดนสอนมาให้พูดจาด้วยหลักวิชาการ ศัพท์เยอะๆ พูดยาวๆ แต่สื่อต้องการสั้นๆ ง่ายๆ 3 ประโยคใน 2 วินาที เราทำไม่ได้ แต่เราก็ต้องพยายาม” อาจารย์เจษฎา กล่าว
จากสื่อดั้งเดิมอย่างโทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ ที่ส่วนใหญ่เป็นองค์กรสามารถระบุตัวตนที่ตั้งได้ วันนี้โลกพัฒนาไปถึงขั้นมีสื่อออนไลน์ที่ “ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ และไม่ต้องระบุตัวตน” ทำให้มุมหนึ่งผู้ใช้งานแต่ละคนต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในการเชื่อข้อมูลข่าวสาร ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้อง “ทำงานเชิงรุก” หากเรื่องไหนไม่เป็นความจริงโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะ
ต้องรีบ “ชี้แจง-แจ้งเตือน” ให้ประชาชนทราบโดยเร็ว!!!