ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/305590

‘อุดมคติ’กับ‘ชีวิตจริง’ ‘ตีทะเบียนคนข่าว’ปฏิรูปสื่อ?
“อาชีพที่สังคมอาจไม่ชอบ แต่ก็เป็นอาชีพที่สังคมต้องมี”..เชื่อเหลือเกินว่าหากไปถามใครต่อใครคงต้องมี “สื่อมวลชน” อยู่ในคำตอบของนิยามข้างต้นด้วยเช่นกัน เพราะมุมหนึ่งสื่อมวลชนทำหน้าที่เป็นทั้ง “ผู้ประสานงาน” สร้างความเข้าใจระหว่างภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่ารัฐหรือเอกชนกับประชาชนทั่วไป รวมถึง “ร่วมตรวจสอบ” ตั้งข้อสังเกตนโยบายหรือโครงการต่างๆ ของผู้มีอำนาจทั้งหลาย
ทว่าอีกมุมหนึ่งสื่อมวลชนก็ถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน ว่าหากินกับการสร้างกระแสความแตกแยกขัดแย้ง “ไม่วางตัวเป็นกลาง” รวมถึงการสร้างค่านิยมที่ไม่เหมาะสม ถึงขนาดที่รัฐบาลปัจจุบันโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามอย่างยิ่งที่จะ“จัดระเบียบสื่อ” ผ่านองคาพยพ “แม่น้ำ 5 สาย” โดยเห็นได้จากการบรรจุเรื่องดังกล่าวไว้ใน“วาระการปฏิรูปประเทศ” มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว
อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของคนแวดวงสื่อสารมวลชน ก็มองว่า “วิธีคิด” ของ คสช. และผู้เกี่ยวข้องไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเฉพาะประเด็น “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ” ถูกคัดค้านอย่างหนัก ดังจะเห็นจากหัวข้อรณรงค์ “หยุดตีทะเบียนสื่อ” บนเว็บไซต์ล่ารายชื่ออย่างChange.org รวมถึงรูป Profile บนเฟซบุ๊ค ที่บรรดา “คนข่าว” พร้อมใจกันเปลี่ยนเพื่อแสดงสัญลักษณ์ เมื่อช่วงปลายเดือนเม.ย.-ต้นเดือน พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา
รวมถึงการประกาศจุดยืนชัดเจนของสื่อมวลชนระดับ “บิ๊กเนม” ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวเครือเนชั่น สุทธิชัย หยุ่น ที่ออกมากล่าวย้ำในเวลานั้นว่า “อาชีพสื่อเป็นอาชีพที่ทุกคนควรสามารถทำได้” ไม่ว่าจะจบการศึกษาระดับใดสาขาหรือคณะใด แต่การมีระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพคำถามที่ตามมาคือ “ต้องจบวารสารศาสตร์หรือนิเทศศาสตร์เท่านั้นหรือไม่?” ซึ่งขัดกับหลักสากลที่คนในอาชีพสื่อนั้นมีภูมิหลังที่แตกต่างหลากหลาย
สุทธิชัย ยังย้ำด้วยว่า “สื่อไม่ได้มีอภิสิทธิ์เหนือกฎหมาย” ในทางตรงกันข้ามทุกวันนี้ก็มีกฎหมายหลายมาตราที่ควบคุมอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้ระบบใบอนุญาตแต่อย่างใด และ “แม้คณะกรรมการสภาวิชาชีพจะเป็นสื่อทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ก็ไม่เห็นด้วย” นอกจากนี้การมีระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ท้ายที่สุดอาจกลายเป็นการ “เปิดช่อง” ให้ผู้มีอำนาจ “แทรกแซง” การทำงานของสื่อ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
ต้นเดือนพ.ย. 2560 เวลาได้ผ่านไป “ครึ่งปี” นับจากวันที่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ยอมถอดประเด็นใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อออกไปจากร่างกฎหมาย และต่อมา สปท. ก็หมดวาระไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ก็เป็นที่น่าติดตามกันต่อไปว่า ประเด็นดังกล่าวจะถูก “ปลุกชีพ” ขึ้นมาอีกหรือไม่ อาทิ จากความเห็นของ จิรชัย มูลทองโร่ย ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ในเวทีเสวนาเรื่อง “เสรีภาพสื่อและกฎหมาย:ความท้าทายในยุค 4.0” ณ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ว่า
“เขาบอกว่าหมอนวดมีอยู่ 2 แบบ นวดได้กับนวดเป็น นวดได้คือใครก็ทำได้ เอามือ 2 มือมาบีบมาจับ แต่นวดเป็นคือรู้จุดว่าผู้ป่วยปวดตรงจุดไหนก็จะไปเน้นจุดนั้น วิชาชีพสื่อนอกจากจะรู้วิธีการเขียนข่าวทำข่าวแล้ว ยังต้องรู้ด้วยว่าส่งข่าวไปแล้วมันกระทบใคร? กระทบสังคมหรือเปล่า? หรือตอนนี้ที่เป็นยุค Thailand 4.0 ชาวบ้านสามารถขายของทาง Online ได้ มีป้าคนหนึ่งเป็นหมอนวดแล้วขายยาสมุนไพรด้วย นี่คือขายได้ แต่ขายเป็นนี่ป้าแกต้องรู้ว่าการเอาสินค้าไปขาย มันมีกฎหมายอะไรเกี่ยวข้อง ต้องขออนุญาตอะไร”
นอกจากความเห็นข้างต้น ปธ.ปฏิรูปประเทศด้านสื่อแล้ว อีกความเห็นที่สนับสนุนประเด็นใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อ ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เหตุผลว่า “อาชีพอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของสังคมโดยรวม ล้วนมีระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทั้งสิ้น” แต่ถึงกระนั้น ในส่วนของอาชีพสื่อ สิ่งที่กังวลคือกรณีที่ “กฎหมายเขียนให้มีคนของภาครัฐ” เข้ามานั่งเป็นกรรมการวิชาชีพ
“กฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพเขามุ่งเน้นที่ตัวประชาชน ไม่ว่าจะต้องเรียนหรือไม่ต้องเรียนก็ตาม อย่างทนายความ แพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก หรืออะไรต่างๆ ถ้าประกอบวิชาชีพอย่างไม่ซื่อสัตย์สุจริตแล้วมันก่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชน ก็ต้องให้คนเหล่านี้หยุดทำงานหรือออกไปให้พ้นจากอาชีพ ไม่อย่างนั้นเขาก็จะสร้างความเดือดร้อน สร้างความเสียหายกับประชาชน” อาจารย์นันทวัฒน์ ให้ความเห็น
แต่ในมุมมองของผู้เกี่ยวข้องกับแวดวงสื่อสารมวลชน อาทิ นักวิชาการด้านสื่อ ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รองอธิการบดีด้านการกำกับดูแลด้านสื่อสารบริการสังคมและพันธกิจสากล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตถึงประเด็น “นิยามของสื่อ” ตามกฎหมายที่พยายามร่างกันอยู่ หมายถึง “ใครก็ตามที่ทำหน้าที่เผยแพร่ข่าวสารแล้วมีรายได้จากการเผยแพร่นั้นทั้งทางตรงและทางอ้อม” นั้นกฎหมายกำหนดว่าจะต้องรวมตัวกันเป็นสมาคม
เรื่องนี้ชวนให้น่าคิดว่า ตามนิยามดังกล่าวสื่ออาจจะไม่ได้หมายความเฉพาะสำนักข่าวต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่อาจรวมถึงบรรดา“ผู้มีอิทธิพลทางความคิด” ที่มีอยู่ไม่น้อยบนโลกออนไลน์ และหลายรายก็มีรายได้จากการเผยแพร่ข่าวสารหรือความคิดเห็นของตน คำถามคือ “คนเหล่านี้จะรวมตัวกันได้หรือไม่? อย่างไร?” ดังนั้นร่างกฎหมายที่กำลังทำอยู่ จึงดูแล้วไม่น่าเข้ากับยุคสมัยที่โลกของสื่อมีความซับซ้อนขึ้นมากกว่าในอดีต
“สิ่งที่รัฐบาลกังวลคือสื่อออนไลน์ แต่สื่อที่ไม่ใช่เป้าสำคัญนี่โดนหางเลขเต็มๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ ที่มีกฎหมายอยู่แล้ว อย่าง พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ หรือสถานีวิทยุและโทรทัศน์ก็อยู่ในทะเบียนของ กสทช. พวกที่ไม่มีคือออนไลน์ แต่ที่ยากที่สุดคือ พวกที่ทำข่าวปลอมเขาจะมารวมตัวกันเป็นสมาคมสื่อหลอกลวงแห่งประเทศไทยไหม? อันนี้ไม่แน่ใจ ออกกฎหมายมาแล้วจะอย่างไร? ซึ่งจริงๆ ก็มี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อยู่แล้ว” อาจารย์พิรงรอง ระบุ
ขณะที่เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบอาชีพ นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ บรรณาธิการข่าวออนไลน์ เวิร์คพอยท์ ยอมรับว่า “สื่อก็เป็นคนคนหนึ่ง” ต้องเลี้ยงปากท้อง จึงต้องให้ความสำคัญกับ Rating ยิ่งยุคปัจจุบันยิ่งหนักขึ้นไปอีกหากไปดูจากผลประกอบการ จึงยากที่จะหลีกเลี่ยงจากอิทธิพลของทุน ซึ่งปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับสื่อทั่วโลก ที่เมื่อ “ผู้มีรายได้หลักจากธุรกิจอื่นๆ เข้าไปเป็นเจ้าของสื่อ” ก็ทำให้สื่อเลือกไม่นำเสนอข่าวที่อาจกระทบต่อทุนของตน
และยังไม่นับเรื่องของ “การเข้าถึงข้อมูลของรัฐที่ทำได้ยาก” โครงการจัดซื้อจัดจ้างบางโครงการยื่นขอเอกสารจากผู้เกี่ยวข้องไปเป็นปีก็ยังไม่ได้ พร้อมฝากข้อคิดไว้ว่า “การกำกับดูแลสื่อควรเริ่มทำจากประเด็นที่ทั้งสังคมเห็นตรงกัน” เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์ หรือเนื้อหาที่ล่อแหลมด้านเพศและความรุนแรงก่อนหรือไม่?
“เราทุกคนเกิดมาอยากทำงานเลี้ยงตนเองเลี้ยงครอบครัว ได้รับการยอมรับจากสังคม แต่ด้วยกรอบจำกัด ต้องทำงานเพื่อความอยู่รอดขององค์กร ก็มีบ้างแล้วแต่สื่อที่อาจจะนำเสนอสิ่งที่ไม่เหมาะสมในสายตาของรัฐ นักวิชาการ หรือนักเคลื่อนไหวทางสังคม แต่ในภาพรวมสื่อก็ยังคงนำเสนอในสิ่งที่ผู้คนสนใจ หรือสิ่งที่ประชาชนจำเป็นต้องรับรู้อยู่” บก.เวิร์คพอยท์ออนไลน์ กล่าวย้ำ
เบื้องต้นมีรายงานว่า แนวทางการปฏิรูปสื่อจะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1.องค์กรสื่อแต่ละแห่ง 2.องค์กรวิชาชีพ และ 3.องค์กรสื่อระดับชาติ ซึ่งองค์กรสื่อระดับชาติจะออกหลักเกณฑ์กลางให้ผู้ประกอบอาชีพสื่อทุกคนปฏิบัติตาม แต่หลังจากนี้ก็ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เสียก่อน
ท้ายที่สุดกฎหมายจะมีหน้าตาอย่างไร? จะมีการจับสื่อตีทะเบียนอีกหรือไม่? คงต้องตามดูกันต่อ!!!