ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/305202

เตือนรัฐอุ้มโรงงานยาสูบระวังขัดหลักสากล-กระทบสุขภาพปชช. แนะปรับปรุงผลิตภัณฑ์ดีกว่า
จากกรณีที่ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตหามาตรการช่วยเหลือโรงงานยาสูบ ที่ได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีบุหรี่ใหม่ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อ 16 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา รวมถึงล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 พ.ย. 2560 นายคณุตม์ ฤทธิสอน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ พร้อมด้วย นายอรุณ โพธิตา เลขาธิการสมาคมพัฒนาชาวไร่ยาสูบ นำสมาชิกเครือข่ายเข้ายื่นหนังสือต่อ รมว.คลัง ระบุว่า มาตรการดังกล่าวทำให้โรงงานยาสูบขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบ 78 ปี นั้น
ในวันเดียวกัน รศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ อาจารย์สาขาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า เท่าที่ทราบคือมีความพยายามเรียกร้องจากฝ่ายโรงงานยาสูบขอให้ยกเลิกระบบภาษีปัจจุบัน เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้กับบุหรี่นำเข้า ซึ่งเรื่องนี้ต้องระมัดระวัง เพราะหากทำจริง ประเทศไทยอาจเสี่ยงโดนข้อหาไม่เป็นธรรมและเข้าข่ายเป็นการกีดกันทางการค้า
โดยเห็นได้ชัดเจนว่ามีเจตนาปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ขัดกับหลักปฏิบัติเยี่ยงชาติที่เรียกกันว่า National Treatment ตามความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้าของเวทีองค์การการค้าโลก (WTO) ที่ต้องไม่เลือกปฏิบัติระหว่างสินค้านำเข้าและสินค้าที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบุหรี่ที่มีผู้ผลิตรายใหญ่รายเดียวของประเทศที่มีรัฐเป็นเจ้าของและมีผู้แทนจากกระทรวงการคลังเป็นกรรมการอยู่ถึง 4 คน
ดร.อรรถกฤต กล่าวต่อไปว่า โครงสร้างภาษีบุหรี่เดิมก่อน 16 ก.ย. 2560 ที่คิดตามอัตราภาษีมูลค่าเพียงอย่างเดียวนั้น สร้างแรงจูงใจให้ให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าหันมาทำบุหรี่ราคาถูกออกมาขาย จนเป็นปัญหาด้านรายได้ภาษีบุหรี่ตกเป้าเกือบ 10,000 ล้านบาท เมื่อปีงบประมาณที่ผ่านมา ในขณะที่คนสูบบุหรี่ก็ไม่ได้สูบบุหรี่ลดลงเลย เพียงเปลี่ยนพฤติกรรมมาสูบบุหรี่ราคาถูกแทน
จึงมีความจำเป็นต้องนำโครงสร้างภาษีระบบผสมแบบใหม่มาใช้ โดยมีการเพิ่มการเก็บภาษีด้านปริมาณมานั้น ซึ่งถือว่าเป็นไปตามหลักสากลที่เสนอแนะโดยธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การอนามัยโลก และแนวโน้มที่ประเทศต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า 100 ประเทศ หันมาให้ความสำคัญกับภาษีปริมาณเป็นหลัก ทั้งนี้ข้อดีของโครงสร้างภาษีระบบใหม่คือ บุหรี่ราคาถูกหายไปจากตลาด
“บุหรี่ที่เคยขาย 40-50 บาท ต้องปรับราคามาที่ 60 บาท ดีต่อการดูแลสุขภาพประชาชนและยังทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงบุหรี่ได้ยากขึ้น ในขณะที่รายได้รัฐก็ไม่ได้รับผลกระทบตามที่กรมสรรพสามิตเคยให้ข่าวไว้ โดยเป็นผลจากการใช้ภาษีปริมาณที่รับประกันว่าบุหรี่ 1 ซอง ไม่ว่าถูกหรือแพงก็ต้องเสียภาษีอย่างน้อย 24 บาทต่อซอง และป้องกันการแจ้งต้นทุนต่ำกว่าเป็นจริงเพื่อเลี่ยงภาษีที่เป็นปัญหาในระบบเดิม” ดร.อรรถกฤต ระบุ
ดร.อรรถกฤต กล่าวต่อไปว่า แม้ว่ารายได้จะได้รับผลกระทบระยะสั้นจากการที่บุหรี่มีราคาแพงขึ้น ทำให้ยอดขายบุหรี่ทั้งอุตสาหกรรมลดลงตามมา รวมทั้งจากการที่ผู้ประกอบการบางรายตุนสินค้าไว้ล่วงหน้า ซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการขึ้นภาษี แต่ในระยะยาวรายได้ภาษียาสูบไม่ได้รับผลกระทบแน่นอน แม้โรงงานยาสูบขายได้น้อยลง แต่คนอื่นขายได้มากขึ้นในราคาและภาษีที่เพิ่มขึ้น รัฐก็ได้ภาษีเท่าเดิมอยู่ดี ดังนั้นรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ ระหว่างการช่วยเหลือโรงงานยาสูบด้วยการออกกฎที่เอื้อต่อการขายบุหรี่ราคาถูก กับการปกป้องสุขภาพของประชาชน
“หากเปรียบเทียบก็เหมือนกับทีมฟุตบอลของรัฐไม่เข้มแข็ง ก็ควรซ้อมเยอะๆ เพราะหากจะใช้วิธีการปรับกติกาเพื่อเอื้อพวกตัวเอง ภาคธุรกิจการค้าและบรรยากาศการลงทุนจะเกิดความไม่ไว้ใจ เขาจะมองได้ว่าสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันไม่เสรีและไม่เป็นธรรม ในขณะที่ทางออกที่ดีสำหรับการแก้ไขปัญหาโรงงานยาสูบน่าจะเป็นการเร่งพัฒนาคุณภาพของสินค้า พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพผู้สูบน้อยลง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับบุหรี่จากต่างประเทศ และขยายตลาดเพื่อมุ่งสู่การส่งออกมากขึ้นด้วย” ดร.อรรถกฤต กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ขาดทุนยับภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่ ร้องคลังแก้หวั่นปิดโรงงาน